Wall Street

หุ้นแอปเปิลกลายเป็นหุ้นเก็งกำไรระยะสั้นยอดนิยมของวอลล์สตรีท

By: arjin on Tue, 2012-03-06 16:10

ตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมาราคาหุ้นของบริษัทแอปเปิล (NASDAQ:AAPL) มีความผันผวนระหว่างวันในช่วงการซื้อขายสูงมากขึ้น ซึ่งนักวิเคราะห์จาก Wedgewood Partners ให้ความเห็นว่านักเก็งกำไรเริ่มเข้ามาซื้อขายหุ้นแอปเปิลกันแบบระยะสั้นมากขึ้น นับตั้งแต่แอปเปิลกลายเป็นบริษัทที่ 6 ในประวัติศาสตร์อเมริกาที่มีมูลค่ากิจการตามราคาในตลาดหลักทรัพย์เกิน 5 แสนล้านดอลลาร์ อีกทั้งแอปเปิลยังมีเป็นหุ้นประเภท "มีข่าว" ออกมาอยู่ต่อเนื่อง อย่างล่าสุดก็คือการเก็งกำไรประเด็น iPad รุ่นถัดไป จึงเหมาะมากสำหรับการเล่นเพื่อหวังทำกำไรระยะสั้น

ปัจจุบันแอปเปิลมีมูลค่ากิจการที่สูงจนถ่วงน้ำหนักถึง 4% ในดัชนีเอสแอนด์พี 500 พูดได้ว่าการขึ้นลงของหุ้นแอปเปิลส่งผลได้สูงต่อดัชนีเอสแอนด์พี 500 มาก เมื่อรวมกับความผันผวนระหว่างวันที่สูงขึ้นมาก โดยกรอบการขึ้นลงระหว่างวันปัจจุบันอยู่ที่ $12 ส่วนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาหุ้นแอปเปิลมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อจบการซื้อขายของวันระดับบวกลบเกิน 1% ถึง 12 วัน ปัจจัยเหล่านี้เองที่ส่งผลให้หุ้นแอปเปิลเริ่มเป็นที่นิยมของบรรดาเฮดจ์ฟันด์ ตลอดจนการซื้อขายในตลาดออปชันอีกด้วย

ที่ผ่านมาบริษัทในอเมริกาที่เคยมีมูลค่าเกิน 5 แสนล้านดอลลาร์ได้แก่ ไมโครซอฟท์, Exxon Mobil, ซิสโก้, อินเทล และ GE ซึ่งทุกบริษัทปัจจุบันมีมูลค่าต่ำกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์แล้วทั้งสิ้น เหล่านักเก็งกำไรจึงไม่เชื่อว่าแอปเปิลจะ "สร้างประวัติศาสตร์ใหม่" ขึ้นมาได้สำเร็จ มองว่าวันหนึ่งหุ้นแอปเปิลก็จะเข้าสู่ขาลงและมีมูลค่าต่ำกว่าตัวเลข 5 แสนล้าน

อย่างไรก็ตามหากพิจารณาปัจจัยพื้นฐานแบบหุ้นคุณค่าแล้ว หุ้นแอปเปิลซื้อขายกันที่อัตราส่วน P/E 15 เท่า ขณะที่กำไรสุทธิปีที่ผ่านมาเติบโตถึง 83% และอยู่ในระดับนี้หลายปีแล้ว จึงอาจกล่าวในอีกด้านหนึ่งได้ว่าตลาดหุ้นยังกดราคาหุ้นแอปเปิลไม่ให้สูงอยู่นั่นเอง ความเชื่อที่ว่าหุ้นเกิน $500 แล้วแพงจึงอาจไม่ถูกเสียทีเดียว

อุตสาหกรรมการเงินโลกลดการจ้างงานมากกว่า 200,000 ตำแหน่งในปีนี้

By: Flurrywong on Wed, 2011-11-23 12:10

แม้ว่าไตรมาสสุดท้ายของปี 2011 จะยังไม่หมดลง แต่ผลจากการประกาศล้มละลายของ MF Global บริษัทนายหน้าค้าอนุพันธ์ (Derivative Broker) รายใหญ่ในสหรัฐฯ การส่งสัญญาณว่าจะลดจำนวนพนักงานลงของ BNP Paribas กับ Unicredit SpA ซึ่งเป็นกลุ่มธนาคารยักษ์ใหญ๋ในยุโรป รวมถึงวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรปส่งผลให้ปีนี้อุตสาหกรรมการเงินโลกลดการจ้างงานลงไปกว่า 200,000 ตำแหน่ง ลบสถิติปี 2009 ที่เคยลดการจ้างงานมากที่สุดที่ 197,000 ตำแหน่งลงไปเป็นที่เรียบร้อย

แม้ว่าบริษัททั้งหลายใน Wall Street จะสามารถฟื้นตัวได้ในปี 2009 จากความช่วยเหลือทางการเงินจากรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ธนาคารกลางสหรัฐฯและ Goldman Sachs จนสามารถสร้างกำไรและจ่ายโบนัสให้แก่พนักงานบริษัทได้สูงถึงร้อยละ 17 ในปีถัดมา แต่เพราะความต้องการปัจจัยทุน (Capital Requirement) ที่สูงขึ้น ความล้มเหลวของผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่แปลกใหม่ และการลดลงของ Proprietary Trading ทำให้เกิดภาวะเสื่อมถอยของอุตสาหกรรมการเงินและนำไปสู่การลดการ จ้างงานจำนวนมหาศาลดังกล่าว

ที่มา- Bloomberg

Subscribe to RSS - Wall Street