UK

กูเกิลจ่ายภาษีย้อนหลังมูลค่า 130 ล้านปอนด์ให้กับอังกฤษ

By: ponnuki on Tue, 2016-01-26 14:33
Tags: 

กูเกิลได้ตกลงยินยอมจ่ายภาษีย้อนหลังเป็นเงิน 130 ล้านปอนด์ โดยมีผลย้อนหลังไปตั้งแต่ปี 2005 จากการตรวจสอบบัญชีอย่างยาวนานโดนหน่วยงานด้านภาษีของรัฐบาลอังกฤษ

ตัวเลขดังกล่าวเป็นจำนวนรวมภาษีย้อนหลังรวมดอกเบี้ยตั้งแต่ปี 2005 โดยกูเกิลจะต้องจ่ายภาษีจากรายได้จากการโฆษณาในอังกฤษ ในอดีตมักจะมีบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่หลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีโดยย้ายรายได้ของบริษัทไปลงบัญชีในประเทศที่มีภาษีที่ตำ่กว่า เช่น แอปเปิ้ล และ อะเมซอนก็ถูกตั้งข้อสงสัยในการกระทำเช่นเดียวกันนี้เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี โดยการกระทำนี้ทำให้กูเกิลสามารถลดการจากภาษีลงเหลือเพียง 3.8 ล้านปอนด์จากรายได้รวมในอังกฤษที่ 20.5 พันล้านปอนด์

กระทรวงการคลังของอังกฤษได้ระบุว่าเป็นชัยชนะจากการรณรงค์ เพื่อให้บริษัททั้งหลายจ่ายภาษีตามที่ควรจะเป็นตามกำไรที่ได้ในอังกฤษ
"the first important victory in the campaign ... to ensure companies pay their fair share of tax on profits made in the UK"

อย่างไรก็ตาม ทางฝั่งที่ไม่เห็นด้วย นายจอห์น แมคดอนเนล (John McDonnell) รัฐมนตรีเงาของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของอังกฤษ กล่าวว่า ข้อตกลงนี้ดูเหมือนจะราบรื่นไปด้วยดี ไม่มีอะไรจะสำคัญไปกว่าจำนวนเงินที่จะต้องจ่ายจริง

ในกรณีของกูเกิ้ล การตรวจสอบไม่พบการโกงภาษีแต่อย่างใด และอังกฤษ ยังไม่สามารถใช้ กฎหมายภาษีสำหรับกูเกิ้ล "Google Tax" ซึ่งหมายความว่า กูเกิ้ลจะไม่ต้องจ่ายค่าปรับสำหรับกำไรที่เลี่ยงภาษี นอกจากนั้น กูเกิ้ลยังสามารถใช้นโยบายสองบัญชี "Double Irish" สำหรับการดำเนินธุรกิจในอังกฤษและไอร์แลนด์ อย่างน้อยก็จนกว่าจะมีการปิดช่องว่างทางกฏหมายนี้ในอนาคต

ที่มา The Verge รูปภาพ Wiki Commons

BT ตกลงซื้อ EE คิดเป็นมูลค่า 6.3 แสนล้านบาท

By: mk on Fri, 2015-02-06 13:39

จากที่ Meconomics เคยลงข่าว BT เจรจาตกลงเข้าซื้อกิจการผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ EE วันนี้ข่าวเป็นทางการออกมาแล้ว โดย BT หรือ British Telecom ตกลงจะซื้อ EE ด้วยมูลค่า 12.5 พันล้านปอนด์ หรือประมาณ 6.3 แสนล้านบาท

ปัจจุบัน EE ถือเป็นโอเปอเรเตอร์อันดับหนึ่งของอังกฤษ ด้วยยอดลูกค้ารวม 31 ล้านราย แบ่งเป็นมือถือ 24.5 ล้านราย และบรอดแบนด์ 834,000 ราย ตัวกิจการ EE เกิดจากการควบกิจการของ Orange และ T-Mobile ในอดีต

การซื้อกิจการของ BT จะจ่ายด้วยเงินสดและหุ้นผสมกันไป โดย Deutsche Telekom บริษัทแม่ของ T-Mobile จะได้หุ้น 12% พร้อมเก้าอี้บอร์ดใน BT ส่วน Orange จะมีหุ้น 4% ใน BT คาดว่าการควบกิจการจะเสร็จสมบูรณ์ก่อนสิ้นปีงบประมาณ 2015/2016 ของ BT

ที่มา - BT

อังกฤษออกกฎ อาหารที่โรงเรียนต้องมีผักทุกวัน ลดของทอด-แป้ง

By: mk on Thu, 2015-01-01 15:41

รัฐบาลอังกฤษออกกฎใหม่สำหรับโรงเรียนทั่วประเทศ บังคับให้โรงเรียนต้องจัดอาหารที่มีประโยชน์ต่อนักเรียนมากขึ้น โดยอาหารจะต้องมีผักหรือสลัดเป็นส่วนประกอบอย่างน้อย 1 ส่วน (portion) ในทุกๆ วัน และห้ามีอาหารประเภททอดหรือแป้งมากเกิน 2 ส่วนต่อสัปดาห์

รายละเอียดของกฎโภชนาการฉบับใหม่มีดังนี้

  • ต้องมีอาหารประเภทผักหรือสลัดอย่างน้อย 1 ส่วนทุกวัน
  • ต้องมีผักอย่างน้อย 3 ชนิด และและผลไม้อย่างน้อย 3 ชนิดต่อสัปดาห์
  • ส่งเสริมอาหารแบบ wholegrain แทนการให้อาหารแป้งที่ขัดสีแล้ว
  • ส่งเสริมการดื่มน้ำเปล่า
  • จำกัดปริมาณของน้ำผลไม้ให้น้อยลง เหลือครั้งละ 150 มิลลิลิตร
  • จำกัดปริมาณน้ำตาลหรือน้ำผึ้งในเครื่องดื่มต่างๆ เหลือ 5%
  • มีอาหารประเภททอดกรอบ ทาเนย ชุบเกร็ดขนมปัง ไม่เกิน 2 ส่วนต่อสัปดาห์
  • มีอาหารประเภทแป้งหรือพาย ไม่เกิน 2 ส่วนต่อสัปดาห์
  • มีนมอย่างน้อย 1 ส่วนต่อวัน (ควรเป็นนมไขมันต่ำ)

กฎเกณฑ์ฉบับนี้ออกเมื่อเดือนมิถุนายน 2014 และจะมีผลบังคับใช้ในสัปดาห์หน้า การออกกฎโภชนาการลักษณะนี้ถูกผลักดันโดย Jamie Oliver พ่อครัวชื่อดังชาวอังกฤษที่มองว่าอาหารในโรงเรียนมีโภชนาการที่ไม่ดีพอ อย่างไรก็ตาม โรงเรียนบางประเภทอยู่ภายใต้ข้อยกเว้น ยังไม่ต้องปฏิบัติตามกฎฉบับนี้

ที่มา - BBC ตัวกฎฉบับเต็มอ่านได้จาก Gov.uk, ภาพประกอบ DC Central Kitchen

BT เจรจาตกลงเข้าซื้อกิจการผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ EE

By: medkung on Tue, 2014-12-16 01:26

BT ผู้ให้บริการโทรศัพท์บ้านและบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตรายใหญ่ของอังกฤษ ได้เจรจาตกลงที่จะเข้าซื้อกิจการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ EE เป็นมูลค่าทั้งสิ้น 12.5 พันล้านปอนด์ หลังจากมีข่าวออกมาว่าสนใจที่จะซื้อกิจการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือในประเทศอังกฤษ ซึ่งบริษัทที่ตกเป็นข่าวมีทั้ง O2 ซึ่งเป็นของ Telefonica กับทาง EE ซึ่งมีเจ้าของร่วมคือ Deutsche Telekom กับ Orange

ข้อตกลงดังกล่าว ทาง BT จะจ่ายทั้งเงินสด รวมถึงหุ้นของ BT เองด้วย ซึ่งหลังจากดีลนี้เสร็จ คาดว่า Deutsche Telekom จะถือหุ้นใน BT 12% และสามารถแต่งตั้งบอร์ดผู้บริหารได้ ส่วนทาง Orange ถือหุ้น 4% และรับเงินสด

EE มีลูกค้าประมาณ 28 ล้านคน ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดในอังกฤษ 33.8%

ทาง BT ได้กล่าวว่าหากซื้อกิจการของ EE ได้สำเร็จแล้วลูกค้าจะได้ประโยชน์ เพราะ BT เองมีบริการบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ต ไวไฟ เคเบิ้ลทีวีและรวมถึง 4G หลังจากการควบรวมกิจการกับ EE ด้วย

จะเห็นได้ว่าช่วงนี้ผู้เล่นรายใหญ่ๆของวงการสื่อสารพยายามหารายได้จากช่องทางใหม่ๆ โดยการซื้อหรือควบรวมกิจการกันมากขึ้น เพื่อป้องกันลูกค้าย้ายไปใช้บริการผู้ให้บริการอื่นๆด้วยครับ

ที่มา - Telegraph, Bloomberg, BBC
ภาพจาก - Wikimedia

ยอดขายแผ่นเสียงในอังกฤษเติบโตสูงสุดในรอบ 18 ปี ขายได้เกินล้านแผ่น

By: mk on Sun, 2014-11-30 09:27

แผ่นเสียง หรือแผ่นไวนีล (vinyl) กลายเป็นสื่อบันทึกเสียงย้อนยุคที่คนกลับมาสนใจอีกครั้ง โดยยอดขายแผ่นเสียงในสหราชอาณาจักรกลับมาทะลุ 1 ล้านแผ่นต่อปีได้เป็นครั้งแรกนับจากปี 1996 และคาดว่าตลอดทั้งปีจะมียอดขายราว 1.2 ล้านแผ่น

แผ่นเสียงที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ The Endless River อัลบั้มล่าสุดของวง Pink Floyd ซึ่งถือเป็นแผ่นเสียงที่ขายดีที่สุดนับจากปี 1997 เป็นต้นมา (ยอดขาย 6,000 แผ่น)

คาดกันว่าเมื่อ 5 ปีก่อน อุตสาหกรรมแผ่นเสียงในภาพรวมมีมูลค่าเพียง 5 ล้านปอนด์ต่อปี แต่มูลค่ากลับเพิ่มสูงอย่างรวดเร็วจนเป็น 20 ล้านปอนด์ในปีนี้ ปัจจัยที่ช่วยให้แผ่นเสียงกลับมานิยมเกิดจากกลุ่มลูกค้า 2 กลุ่ม ได้แก่กลุ่มลูกค้ามีอายุที่เติบโตมากับยุคแผ่นเสียงและยังหลงใหลในสื่อประเภทนี้อยู่ กับลูกค้ารุ่นใหม่วัยรุ่นแนว hipster ที่มองว่าแผ่นเสียงเป็นเรื่องเท่ และต้องการฉีกแนวจากระบบเพลงดิจิทัลกระแสหลัก

ปัจจุบันแผ่นเสียงกลายเป็นสื่อบันทึกเสียงราคาแพง เพราะอัลบั้มเพลงในรูปแบบซีดีมักขายแผ่นละ 10 ปอนด์ ในขณะที่แผ่นเสียงยุคหลังตั้งราคา 25 ปอนด์

ที่มา - BBC, ภาพประกอบ Just Ard on Flickr (Creative Commons)

BT เตรียมซื้อกิจการโทรศัพท์มือถือ O2 คืนจาก Telefonica

By: mk on Tue, 2014-11-25 21:06

O2 โอเปอเรเตอร์มือถือสัญชาติอังกฤษ เคยเป็นธุรกิจของกลุ่ม BT ยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมอังกฤษ (BT เป็นบริษัทที่แปรรูปมาจาก British Telecom หรือการโทรศัพท์แห่งชาติเดิม ส่วน O2 เดิมใช้ชื่อว่า BT Cellnet) แต่ถูกขายให้กับ Telefonica ยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมสเปนในปี 2005 ด้วยมูลค่าสูงถึง 17.7 พันล้านปอนด์

เวลาผ่านมาเกือบสิบปี มีข่าวว่า BT กำลังสนใจซื้อ O2 คืนจาก Telefonica แล้ว โดยทั้งสองบริษัทกำลังอยู่ระหว่างการเจรจากัน เงื่อนไขการซื้อกิจการที่เป็นไปได้อาจเป็น Telefonica ขายคืน O2 โดยแลกกับหุ้น 20% ของ BT

ปัจจุบันถึงแม้ BT ไม่มีธุรกิจโทรศัพท์มือถือของตัวเอง แต่ก็มีใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ 4G และมีสัญญาเป็น MVNO บนโครงข่ายของ EE ซึ่งเป็นโอเปอเรเตอร์อันดับหนึ่งของอังกฤษในปัจจุบัน นโยบายของ BT ตอนนี้จึงสนใจซื้อกิจการธุรกิจมือถือเพื่อกลับคืนวงการอีกครั้ง โดยตัวเลือกหนึ่งที่เป็นไปได้คือ O2 และยังมีข่าวว่ามีตัวเลือกอีกหนึ่งบริษัทด้วย

ที่มา - Reuters, Engadget

Tesco อังกฤษ รายงานความผิดพลาดในการลงบัญชี เสียหายกว่าหมื่นล้านบาท

By: arjin on Tue, 2014-09-23 16:56

บริษัทค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ Tesco รายงานว่าบริษัทพบความผิดพลาดในการลงบัญชีของครึ่งปีแรก ซึ่งลงบันทึกกำไรสูงกว่าปกติถึง 250 ล้านปอนด์ คิดเป็นเงินไทยราว 13,000 ล้านบาท ทั้งนี้บริษัทได้สั่งพักงานผู้บริหารระดับสูงที่คาดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหลายคนแล้ว

Dave Lewis ซีอีโอ Tesco คนใหม่ที่เพิ่งมารับตำแหน่งได้ไม่ถึงหนึ่งเดือนระบุว่า Tesco ได้ให้บริษัทตรวจสอบบัญชีอิสระ Deloitte รวมทั้งบริษัทที่ปรึกษาทางกฎหมายหลายแห่งเข้ามาตรวจสอบปัญหานี้แล้ว ในเบื้องต้นพบว่ามีปัญหาการลงบัญชี โดยเร่งบันทึกรายได้เข้ามาเร็วเกินไป ขณะที่มีการเลื่อนบันทึกค่าใช้จ่าย จึงส่งผลให้กำไรบริษัทสูงผิดปกติ โดยหากมีการปรับแก้ไขงบการเงิน ก็ย่อมส่งผลต่อผลประกอบการรวมทั้งปีนั่นเอง

สถานการณ์นี้สำหรับ Tesco นี้ค่อนข้างยากลำบากกว่าปกติ เพราะบริษัทเพิ่งไม่มีประธานเจ้าหน้าที่บริหารทางการเงินหรือซีเอฟโอ ที่ลาออกไปไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ (ยื่นใบลาออกตั้งแต่เมษายน) โดยซีอีโอได้เจรจากับ Marks and Spencer เพื่อขอให้ซีเอฟโอ Alan Stewart ซึ่งกำหนดจะเริ่มงานที่ Tesco เดือนธันวาคม มาเริ่มงานโดยทันทีซึ่งทาง Marks and Spencer ก็ยินดี

ช่วงปีที่ผ่านมาผลประกอบการ Tesco เสียส่วนแบ่งยอดขายที่ลดลงในอังกฤษจากคู่แข่งที่จำหน่ายสินค้าราคาถูกกว่าโดยเน้นลดต้นทุนการดำเนินงานอย่าง Aldi และ Lidl

ราคาหุ้น Tesco ปรับลดลงต่ำสุดในรอบ 11 ปี หลังมีรายงานข่าวดังกล่าว

ที่มา: BBC และ Huffington Post

รัฐบาลอังกฤษเตรียมออกกฎจำกัดปริมาณแคลอรีจากน้ำตาล

By: mk on Sat, 2014-06-28 16:47

คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์โภชนาการ (Scientific Advisory Committee on Nutrition หรือ SACN) ของสหราชอาณาจักร เตรียมออกกฎใหม่ที่จำกัดปริมาณแคลอรีจากน้ำตาลไม่เกิน 5% ลดลงจากกฎฉบับเดิมที่กำหนดให้ไม่เกิน 10%

กฎข้อนี้ออกมาเพื่อบีบให้เครื่องดื่มหวานๆ ทั้งหลายต้องปรับตัวโดยออกรุ่นแคลอรีต่ำ เนื่องจากสหราชอาณาจักรมองว่าประชาชนตอนนี้ได้รับปริมาณน้ำตาลมากเกินไปทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่ได้รับน้ำตาลมากกว่าที่ควรจะเป็นถึง 50% จากการดื่มเครื่องดื่มรสหวานมากกว่า 330 มิลลิลิตรต่อวันโดยเฉลี่ย

ปัจจุบัน 1 ใน 3 ของเด็กอังกฤษช่วงอายุ 10-11 ปี ถือว่ามีน้ำหนักมากเกินไปหรือเป็นโรคอ้วน ทั้งที่บางกลุ่มมาจากครอบครัวยากจนด้วยซ้ำ (ซึ่งแปลว่าอาหารทั่วไปในสังคมมีปัญหา) ทางการอังกฤษจึงแนะนำให้พ่อแม่เลือกเครื่องดื่มระหว่างอาหารเป็นน้ำเปล่าเท่านั้น ลดน้ำอัดลมหรือน้ำผลไม้ลง

นอกจากนี้ทางคณะกรรมการยังระบุว่าคนอังกฤษควรได้รับสารอาหารที่มีกากใยหรือไฟเบอร์มากขึ้น จากเดิม 24 กรัมต่อวันเป็น 30 กรัมต่อวัน

ที่มา - Telegraph, ภาพประกอบจาก Alex Proimos Flickr

สมาคมแท็กซี่ลอนดอน รวมตัวประท้วง Uber

By: mk on Sat, 2014-05-10 12:44

สมาคมผู้ขับรถแท็กซี่ (Licensed Taxi Drivers Association หรือ LTDA) ของลอนดอน รวมตัวกันประท้วง Uber ว่าทำผิดกฎหมายเพราะการใช้แอพคิดค่าโดยสารนั้นไม่เข้าข่ายการติดตั้ง "มีเตอร์" สำหรับคำนวณราคาค่าโดยสาร

LTDA ยื่นเรื่องนี้ต่อหน่วยงานด้านขนส่งของลอนดอน (Transport for London) ซึ่งทางการขนส่งก็ปฏิเสธที่จะเอาผิด Uber เพราะเห็นว่าธุรกิจของ Uber นั้นไม่ผิดกฎหมาย Private Hire Vehicles Act ทำให้ LTDA เตรียมประท้วงโดยระดมแท็กซี่จำนวน "หลักพัน" มาสร้างความวุ่นวายบนท้องถนน

กรณีนี้ถือเป็นความขัดแย้งระหว่างการขนส่งระบบเก่า และการขนส่งแนวใหม่ ที่เกิดขึ้นกับ Uber ในเมืองใหญ่หลายเมืองของโลก เช่น บรัสเซลส์, ปารีส, เบอร์ลิน, ซิดนีย์

ที่มา - BBC

หน่วยงาน UK เสนอให้บริษัทใหญ่เปิดประมูลเลือกผู้สอบบัญชีทุกห้าปี

By: chayaninw on Mon, 2013-07-22 22:00

คณะกรรมาธิการการแข่งขันทางการค้า (Competition Commission) ของสหราชอาณาจักร ได้เสนอแผนการที่จะให้บริษัทจดทะเบียนในดัชนี FTSE 350 จะต้องเปิดให้มีการยื่นประมูลคัดเลือกผู้สอบบัญชี (statutory auditor) ของบริษัททุกๆ 5 ปี

ปัจจุบัน ตลาดของการสอบบัญชีนั้น ครอบครองโดยสี่บริษัทใหญ่ (Big Four) ได้แก่ Deloitte, Ernst & Young, KPMG, และ PwC โดยสี่บริษัทนี้ เป็นผู้สอบบัญชีของบริษัทมากกว่า 90% ในดัชนี FTSE 350 (บริษัทขนาดใหญ่ที่สุด 350 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน) ซึ่งทำให้หน่วยงานภาครัฐทั้งในสหรัฐและยุโรปพยายามจะกำกับตลาดของผู้สอบบัญชีมากขึ้น โดยเฉพาะจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าบริษัทสอบบัญชีทำหน้าที่ในการเตือนก่อนการเกิดวิกฤติการเงินได้ไม่ดีพอ

ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ ไม่มีการบังคับว่าจะต้องเปลี่ยนบริษัทสอบบัญชี ดังที่ได้มีการเสนอกันก่อนหน้านี้ แต่ก็มีการเสนอห้ามธนาคารบังคับให้ลูกหนี้ใช้ผู้สอบบัญชีจาก Big Four เป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขการกู้เงินด้วย

Laura Carstensen ประธานคณะทำงานด้านตลาดผู้สอบบัญชี ได้กล่าวว่า มาตรการเหล่านี้ น่าจะช่วยให้ผู้ถือหุ้นมีความมั่นใจได้มากขึ้น โดยตลาดที่มีการแข่งขันกันมากขึ้นจะช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดจากการได้รับงานอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม Robert Peston บรรณาธิการด้านธุรกิจของ BBC ก็มองว่า มาตรการที่บังคับให้มีการเปิดประมูลคัดเลือกทุก 5 ปีนี้ อาจยิ่งทำให้บริษัท Big Four นั้นมีอิทธิพลในตลาดมากกว่าเดิม เพราะต้นทุนของการเข้าร่วมประมูลอาจจะสูงเกินกว่าที่บริษัทระดับรองจะเข้าไปแข่งขันได้ นอกจากนี้ บริษัท Big Four ยังอาจเข้าไปแย่งงานในบริษัทที่ปัจจุบันมีผู้สอบบัญชีเป็นบริษัทระดับรองด้วย

Peston ยังมองด้วยว่า บริษัทขนาดใหญ่มากๆ นั้นมีความซับซ้อนที่อาจต้องใช้เวลาในการเข้าใจธุรกิจ ทำให้เมื่อมีการคัดเลือกใหม่ใน 5 ปี ก็มีแนวโน้มที่บริษัทจะยังคงเลือกผู้สอบบัญชีรายเดิม ซึ่งปัจจุบัน Financial Reporting Council ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระกำกับดูแลในด้านนี้โดยตรง ก็กำหนดแนวทางให้มีการเปิดประมูลคัดเลือกทุก 10 ปีอยู่แล้ว

ด้านบริษัท BDO ซึ่งเป็นบริษัทสอบบัญชีนอก Big Four แสดงความเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ โดยกล่าวว่า พร้อมที่จะเข้าร่วมการคัดเลือกที่จะเกิดขึ้นตามมาตรการนี้

ที่มา - BBC News, Competition Commission

นายกเทศมนตรีลอนดอนสนับสนุนประชามติ เพื่อตัดสินว่าอังกฤษควรจะอยู่ใน EU ต่อไปหรือไม่

By: toandthen on Mon, 2013-05-13 16:44

นายบอริส จอห์นสัน นายกเทศมนตรีของกรุงลอนดอน ได้ออกมาประกาศว่าเขาสนับสนุนนโยบายของสมาชิกพรรคอนุรักษ์นิยมที่ไม่ได้มีตำแหน่งในสภา ให้มีการจัดประชามติเพื่อเลือกว่าอังกฤษยังต้องการมีสถานภาพเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ต่อไปหรือไม่ โดยเขาบอกว่าเมื่ออังกฤษออกจาก EU แล้ว คนอังกฤษจะได้รู้เสียทีว่าปัญหาของประเทศหลาย ๆ อย่างไม่ได้เกิดจาก EU เลย

การเมืองในอังกฤษปัจจุบัน มีการความแตกแยกกันระหว่างสมาชิกของพรรคเอง และพรรคร่วมรัฐบาล โดยต้นเหตุความแตกแยกเกิดจากการพยายามผลักดันให้มีการจัดประชามติแบบ "เอา หรือ ไม่เอา" ว่าประชาชนอยากจะให้อังกฤษอยู่ใน EU ต่อไปหรือไม่ โดยตอนนี้มีรัฐมนตรีสองคนได้ขู่ว่าจะลาออกจากตำแหน่ง หากมีการทำประชามติจริง

นายกรัฐมนตรีของอังกฤษคนปัจจุบัน เป็นคนออกมาผลักดันให้มีประชามติขึ้น โดยสัญญาว่าหากประชาชนเลือกพวกเขากลับเข้ามาเป็นรัฐบาล จะมีการจัดประชามติอย่างแน่นอนภายในปี 2017 แต่เขากลับบอกว่าเขาอยากให้ประชาชนเลือกให้อังกฤษอยู่ใน EU ต่อ แต่เขาจะพยายามอย่างที่สุดในการต่อรองกับ EU เพื่อเปลี่ยนระบอบอำนาจที่ EU มีเหนือกว่าระบบต่าง ๆ ในประเทศสมาชิก เช่น อำนาจศาล อำนาจทางนิติบัญญัติ ฯลฯ

สำหรับสาเหตุที่นายบอริส จอห์นสัน ได้ออกมาสนับสนุนการจัดประชามติครั้งนี้ ก็เพื่อให้อังกฤษก้าวข้าม EU ไปให้ได้ ทุกวันนี้ผู้นำ EU ทั้งหลายต่างก็ให้ความสำคัญกับปัญหาเงินยูโรมาก จนอังกฤษไม่อาจจะพูดได้ว่าตนนั้นเป็นประตูสู่ยุโรปได้อีกต่อไป เช่นกัน ถ้าอังกฤษออกจาก EU ประชาชนและนักการเมืองจะไม่สามารถโบ้ยความรับผิดชอบให้กับสหภาพยุโรปได้อีกต่อไป

บอริส จอห์นสัน ยังกล่าวอีกว่าปัญหาส่วนใหญ่ที่อังกฤษมีอยู่ เกิดจากการที่คนอังกฤษมัวแต่แก้ปัญหาในระยะสั้นโดยไม่คิดถึงปัญหาระยะยาวมาโดยตลอด อีกทั้งการบริหารจัดการที่แย่ ความสามารถในการทำงานที่ต่ำ การสำเร็จความพึงพอใจในตนเองที่ง่ายเกินไป และการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่ต่ำเกินไป

ที่มา - BBC

Fitness First ในอังกฤษรีบปรับโครงสร้าง ไม่เช่นนั้นอาจต้องล้มละลาย

By: toandthen on Sat, 2012-06-02 09:49

Fitness First ในสหราชอาณาจักร ได้เสนอโครงการ company voluntary arrangement หรือ CVA การการปรับโครงสร้างของบริษัทด้วยความสมัครใจ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเข้าควบคุมและกำกับดูแลของเจ้าหนี้ ซึ่งว่าง่าย ๆ ก็คือการถูกฟ้องล้มละลาย โดยขั้นตอนดังกล่าวจะถูกกำกับดูแลโดย KPMG บริษัทบัญชีชื่อดัง

เครือ Fitness First ในสหราชอาณาจักร กำลังประสบกับปัญหาการหมุนเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อค่าเช่าสาขาของตัวเองมีราคาที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกับรายได้จากการสมัครสมาชิกที่ลดน้อยลง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ไม่นาน Oaktree Capital และ Marathon เจ้าหนี้รายใหญ่สองรายของเครือ Fitness First ได้ทำการจำหน่ายหนี้สูญให้แก่ Fitness First แต่ก็ต้องแลกด้วยการเข้าถือหุ้นของบริษัท Fitness First

หนึ่งในขั้นตอนการปรับโครงสร้างของ Fitness First ก็คือการโอน 67 สาขาของตัวเองให้ผู้บริการรายอื่นแทนการเปิดให้บริการเอง อยากทราบเหมือนกันว่าเมืองไทย California Wow มีแผนจัดการกับโครงสร้างบริษัทตัวเองอย่างไรในตอนนี้

ที่มา - BBC

อังกฤษมีสัดส่วนเศรษฐกิจบนโลกออนไลน์มากกว่าประเทศอื่น

By: toandthen on Mon, 2012-03-19 19:11

อินเทอร์เน็ตถือว่าเป็น 8.3% ของเศรษฐกิจสหราชอาณาจักรทั้งหมด ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่สูงกว่ากลุ่มประเทศ​ G20 อื่น ๆ โดยอุตสาหกรรม "ออนไลน์" นี้ตีเป็นมูลค่า 121 พันล้านปอนด์หรือประมาณ 5,885 พันล้านบาท สูงกว่ามูลค่าอุตสาหกรรมสุขภาพและการพยาบาล, การก่อสร้าง, และการศึกษา หากแบ่งเป็นตัวเลขต่อหัวแล้วจะอยู่ที่ประมาณหนึ่งแสนบาทต่อชาวอังกฤษหนึ่งคนต่อปี

จากการศึกษาของ Boston Consulting Group พบว่าชาวอังกฤษชอบจับจ่ายซื้อของออนไลน์มากกว่าประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อื่น ๆ หากคิดเป็นสัดส่วน การจับจ่ายใช้สอย 13.5% จากทั้งหมดภายในประเทศทำผ่านอินเทอร์เน็ตในปี 2010 และคาดว่าตัวเลขจะสูงขึ้นมาอยู่ที่ 23% ภายในปี 2016

คณะผู้ศึกษาเชื่อว่าเศรษฐกิจออนไลน์ของอังกฤษจะโตขึ้นปีละ 11% มากกว่าสหรัฐอเมริกาที่โตเพียงปีละ 5.4% และจีนที่โตปีละ 6.9% โดยผลของการศึกษานี้นับได้ว่าเป็นข่าวดีของธุรกิจขนาดเล็กจนไปถึงขนาดกลาง ที่สามารถลดความเสี่ยงจากการเช่าที่เปิดร้านขายของตามถนนแล้วหันมาเปิดบนโลกออนไลน์แทนได้

ที่น่าสนใจอีกอย่าง คือชาวอังกฤษส่วนใหญ่ยอมที่จะไม่มีเซ็กส์หนึ่งปีเต็ม ๆ เพื่อที่จะแลกกับการไม่ถูกตัดจากการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์

ที่มา - BBC

นักเศรษฐศาสตร์อังกฤษยอมรับเศรษฐกิจอังกฤษเข้าสู่ภาวะชะงักงันแล้วในทางเทคนิค

By: Flurrywong on Thu, 2012-01-19 16:41

หลังจากที่ปล่อยให้ชาติสมาชิกประชาคมยุโรปอื่นๆ ได้รับผลกระทบจากวิกฤตหนี้สาธารณะรอบนี้กันมานาน สหราชอาณาจักรก็เป็นชาติล่าสุดที่เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเหมือนคนอื่นเสียที ปีเตอร์ สเปนเซอร์ (Peter Spencer) หัวหน้าที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของ Item Club ได้เปิดเผยว่า ระดับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ของสหราชอาณาจักรในช่วงไตรมาสสุดท้ายลดลงและจะเป็นเช่นนี้ต่อไปอีก 3 ปี อันเนื่องมาจากปริมาณการบริโภค การใช้จ่ายภาคเอกชนและการส่งออกลดลงซึ่งเป็นผลกระทบที่ได้รับจากวิกฤตหนี้สาธารณะยุโรป และถึงแม้ว่าวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรปจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นได้ เศรษฐกิจอังกฤษก็จะกลับมาเติบโตได้เพียงแค่ร้อยละ 1.78 ในปี 2013 และร้อยละ 2.8 ในปี 2014

นอกจากนี้ Chartered Institute of Personnel and Development ยังรายงานว่าระดับการว่างงานในปีหน้า 2.9 ล้านคนและจะยังคงสูงกว่า 2.5 ล้านคนไปจนถึงปี 2016

ที่มา - BBC

Pages

Subscribe to RSS - UK