Thailand

รัฐบาลไทยตั้งเป้าหมายให้เกิดอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศภายในปี 2564

By: Kittichok on Tue, 2016-04-19 22:36

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี รับทราบแผนมุ่งเป้าด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอ โดยมีวัตถุประสงค์เป็นกรอบและทิศทางในการดำเนินโครงการวิจัย พัฒนา และสนับสนุนองค์ความรู้ในการผลิตชิ้นส่วนที่เป็นองค์ประกอบสำคัญ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถผลิตชิ้นส่วน อุปกรณ์สำคัญสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าขึ้นเองภายในประเทศ และลดการนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศ ทั้งยังส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยเป้าหมายของแผนงานคือให้เกิดอุตสาหกรรมการผลิตประกอบ และพัฒนาชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศภายในปี 2564

ปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใหม่ เพิ่มค่าใช้จ่าย-ลดหย่อน มีผลปี60

By: arjin on Tue, 2016-04-19 16:21

ในวันนี้ (19 เมษายน 2559) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ ในการปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใหม่ โดยมีสาระสำคัญคือการเพิ่มวงเงินหักค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อนต่างๆ ในการนำไปคำนวณภาษี โดยจะมีผลบังคับใช้สำหรับเงินได้พึงประเมินในปีภาษี 2560 (ปีหน้า) เป็นต้นไป

รายละเอียดการปรับปรุงโครงสร้างภาษีแบบใหม่นี้ มีสาระสำคัญ ได้แก่

  • เพิ่มการหักค่าใช้จ่าย ของเงินได้ 40 (1) และ (2) จากเดิมเหมาจ่าย 40% ของเงินได้แต่ไม่เกิน 6 หมื่นบาท เป็น เหมาจ่าย 50% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 1 แสนบาท
  • เพิ่มการหักค่าใช้จ่าย ของเงินได้ 40 (3) จากเดิมเหมาจ่าย 40% ของเงินได้แต่ไม่เกิน 6 หมื่นบาท เป็น เหมาจ่าย 50% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 1 แสนบาท
  • เพิ่มค่าลดหย่อนผู้มีเงินได้ จาก 30,000 บาท เป็น 60,000 บาท
  • เพิ่มค่าลดหย่อนคู่สมรสผู้มีเงินได้ จาก 30,000 บาท เป็น 60,000 บาท
  • เพิ่มค่าลดหย่อนบุตร จากเดิมคนละ 15,000 บาท ไม่เกิน 3 คน เป็นคนละ 30,000 บาท ไม่จำกัดจำนวน

ได้ผู้ถือหุ้นใหญ่กลุ่มใหม่แล้ว! กลุ่ม TCC เตรียมเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบิ๊กซี

By: medkung on Sun, 2016-02-07 15:20

หลังจากที่ทางกลุ่มคาสิโนประกาศขายหุ้นของบิ๊กซีในส่วนของธุรกิจในไทยและเวียดนามที่ถืออยู่ และกลุ่มทุนใหญ่ๆ ของไทยสนใจในการซื้อหุ้นในส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่ในครั้งนี้มาก อย่างเช่นกลุ่มเซ็นทรัล กลุ่ม CP กลุ่ม TCC ของคุณเจริญ สิริวัฒนภักดี

รายงานจากหนังสือพิมพ์ Wall Street Journal ได้รายงานในวันนี้ว่า ทางกลุ่ม TCC ของคุณเจริญ สิริวัฒนภักดี ได้บรรลุข้อตกลงที่จะซื้อหุ้นจำนวน 58.6% จากกลุ่มคาสิโนเป็นมูลค่า 3.1 พันล้านยูโร โดยทางกลุ่ม TCC ประกาศที่จะซื้อหุ้นต่อจากกลุ่มคาสิโนในราคา 252.88 บาทต่อหุ้น

ในส่วนของกิจการในเวียดนามนั้นมีผู้สนใจอยู่จำนวนนึง แต่ในการเจรจาซื้อขายหุ้นนั้นยังไม่ได้เปิดเผยว่าใครจะได้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบิ๊กซีในเวียดนาม

โดยคาดว่าการซื้อขายกิจการครั้งนี้จะแล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคมนี้ โดยคาดว่ากลุ่มคาสิโนจะนำเงินที่ขายหุ้นในกิจการของไทยและเวียดนามจำนวน 4 พันล้านยูโรหรืออาจมากกว่านั้นนำไปลดหนี้สินของกิจการ

ที่มา: Wall Street Journal

ก.ล.ต. อาจอนุญาตให้มาร์เก็ตติ้งสามารถซื้อขายหุ้นแทนลูกค้าได้ ในปี 2560

By: arjin on Thu, 2016-01-14 22:30

คุณปะราลี สุคนธมาน ผู้ช่วยเลขาธิการ ก.ล.ต. ได้ออกมาเปิดเผยว่า ทาง ก.ล.ต. กำลังจัดทำเกณฑ์อนุญาตให้โบรกเกอร์สามารถตัดสินใจลงทุนแทนลูกค้าได้ผ่านมาร์เก็ตติ้ง โดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2560 เพื่อสนองความต้องการของลูกค้า และเป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยนักลงทุนจะต้องเซ็นเอกสารยินยอมมอบอำนาจ และกำหนดขอบเขตการตัดสินใจอย่างละเอียด โดยมาร์เก็ตติ้งที่สามารถตัดสินใจแทน ก็ต้องผ่านคุณสมบัติที่ ก.ล.ต. กำหนดเท่านั้น

ปัจจุบันในการซื้อขายหุ้นนั้น มาร์เก็ตติ้งจะไม่สามารถตัดสินใจการลงทุนแทนลูกค้าได้ โดยทาง ก.ล.ต. ระบุว่าในต่างประเทศนั้น ปัจจุบันมาร์เก็ตติ้งสามารถตัดสินใจแทนลูกค้าได้แล้ว

ที่มา: eFinanceThai ภาพ Wikipedia BM&F Bovespa

ทางด่วนกรุงเทพ และ รถไฟฟ้ากรุงเทพ ควบกิจการเป็น "ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ" แล้ว

By: magnamonkun on Wed, 2015-12-30 23:37

เมื่อต้นปี พ.ศ. 2558 มีข่าวใหญ่จากฝั่งธุรกิจขนส่งมวลชน เมื่อ บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ประกาศควบรวมกิจการกันเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับทั้งสองบริษัท ในวันนี้การควบรวมกิจการของทั้งสองก็เสร็จสิ้นลงเรียบร้อยแล้ว และได้ชื่อบริษัทใหม่คือ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (SET: BEM)

โดยในวันนี้ BMCL และ BECL ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า นายทะเบียนบริษัทมหาชนจำกัด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้รับจดทะเบียนการควบบริษัทดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป ทั้ง BMCL และ BECL ถือว่าหมดสภาพการเป็นนิติบุคคล และทรัพย์สิน หนี้สิน สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบทั้งหมดของ BMCL และ BECL จะถูกโอนให้ไปอยู่ในความรับผิดชอบของ BEM ทั้งหมด นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ก่อนหน้านี้ BMCL และ BECL ได้แจ้งขอขึ้นเครื่องหมาย SP หรือคำสั่งห้ามสั่งซื้อหรือสั่งขายเป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2558 หลังผ่านการอนุมัติการเปลี่ยนคู่สัญญาตามสัญญาสัมปทานของแต่ละโครงการจากคณะรัฐมนตรี เพื่อเริ่มขั้นตอนการควบรวมกิจการในขั้นตอนสุดท้าย

ในวันเดียวกัน (30 ธันวาคม) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก็ได้ประกาศเพิกถอน BMCL และ BECL ออกจากการเป็นหุ้นจดทะเบียนอย่างเป็นทางการ และประกาศขึ้นทะเบียน "BEM" เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2559 เป็นต้นไป โดยนักลงทุนจะได้รับหุ้นของ BEM ตามจำนวนหุ้นของ BMCL และ BECL ที่ถืออยู่รวมกัน และจะสามารถซื้อขายหุ้น BEM ได้ตามปกติตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2559 เป็นต้นไป

ที่มา - ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (หนังสือแจ้งขอขึ้นเครื่องหมาย SP, หนังสือแจ้งผลการจดทะเบียนควบบริษัทฯ, หนังสือแจ้งเพิกถอนหลักทรัพย์)

สรุปแนวทาง "บัตรทอง" แบบใหม่ เน้นให้มีการเก็บเงินสมทบ คาดเริ่มใช้ปี '60

By: arjin on Wed, 2015-12-30 10:21

จากข่าวที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอให้มีการปรับแนวทางระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือที่เรียกสั้นๆ ว่าบัตรทอง ล่าสุด คณะกรรมการจัดทำแนวทางเพื่อระดมทรัพยากรเพื่อความยั่งยืนของระบบหลักประกันสุขภาพ (ชื่อยาวจัง) ซึ่งมีนายแพทย์ สุวิทย์ วิบูลย์ผลประเสริฐ เป็นประธาน และนายอมมาร สยามวาลา เป็นที่ปรึกษา ได้สรุปข้อเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในการหาแนวทางที่เหมาะสม ซึ่งสรุปได้ดังนี้

  • มีการเก็บเงินสมทบ โดยปรับเพิ่มเพดานเงินเดือนขั้นต่ำสำหรับสิทธิประกันสังคม (ปัจจุบัน 15,000 บาท) ส่วนข้าราชการเดิมให้คงสิทธิหรือเลือกระบบใหม่ ส่วนข้าราชการใหม่และลูกจ้างรัฐให้เข้าระบบประกันสังคม ส่วนกลุ่มบัตรทองให้มีการจ่ายเงินสมทบตามรายได้
  • เก็บเงินสมทบจากภาษีช่องทางอื่น เช่น มีการจัดสรรเงินจากภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อใช้อุดหนุนระบบหลักประกันสุขภาพภาครัฐ
  • ให้ผู้ป่วยจ่ายสมทบ ณ จุดบริการ ซึ่งประเด็นนี้มีข้อระวังหลายอย่าง เช่น ต้องแน่ใจว่าผู้มีรายได้สูงไม่สามารถใช้เป็นช่องทางพิเศษได้ หรือต้องมีกระบวนการกระจายเงินกลับสู่โรงพยาบาลอย่างเหมาะสม และต้องไม่ครอบคลุมโรคติดต่อบางประเภท

สำหรับแนวทางบัตรทองในปี 2559 จะยังคงใช้แบบเดิมต่อไป แต่ปี 2560 น่าจะได้ข้อสรุปการเปลี่ยนแปลงต่อไป

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ ฉบับพิมพ์ ภาพ HFocus

จีทีเอช เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "จีดีเอช 559" ปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่ เอาพนักงาน ผู้กำกับและนักแสดงถือหุ้นแทน

By: magnamonkun on Wed, 2015-12-30 00:34

หลังจากการประกาศการยุติการดำเนินการของค่ายหนังจีทีเอชเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน พร้อมกับระบุว่าจะตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาดำเนินการแทนนั้น ในวันนี้ (30 ธันวาคม) ทางจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ (SET:GRAMMY) และหับโห้หิ้น บางกอก ได้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวชื่อบริษัทใหม่อย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว

โดยบริษัทใหม่ที่ทางจีทีเอชจะนำมาดำเนินการแทนมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า บริษัท จีดีเอช 559 จำกัด โดยคำว่า จีดีเอช (GDH) ย่อมาจากคำว่า Gross Domestic Hapiness ซึ่งหมายถึง หน่วยวัดความสุขของผู้ชมและคนทำงาน หรือหมายความได้อีกอย่างหนึ่งคือ GMM Grammy + Director + Hub Ho Hin Bangkok ส่วนตัวเลข 559 คือตัวเลขวันเปิดทำการวันแรกคือวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2559 และยังพ้องกับจำนวนผู้ถือหุ้นใหม่ทั้ง 59 คนด้วย

สิ่งที่เปลี่ยนไปจาก จีทีเอช คือ จีดีเอช 559 จะยังคงรักษาฐานการถือครองหุ้นในบริษัทในสัดส่วนเหมือนเดิม คือ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ 51% หับโห้หิ้น บางกอก 15% ส่วนอีก 34% ที่เป็นของไท เอ็นเตอร์เทนเมนต์เดิมนั้น จะโอนให้พนักงาน ผู้กำกับ และนักแสดงถือหุ้นแทน ซึ่งนักแสดงที่เข้ามาถือหุ้นในบริษัทนี้มีเพียงสองคน คือ นายซันนี่ ซี สุวรรณเมธานนท์ และ นายฉันนทวิช ธนะเสวี

ทั้งนี้ บริษัท จีดีเอช 559 จำกัด มีทุนจดทะเบียนบริษัท 150 ล้านบาท (น้อยกว่าจีทีเอชที่จดทะเบียน 300 ล้านบาท) จะเริ่มดำเนินการวันแรก คือวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2559 ณ สถานที่ทำการเดิมของจีทีเอช ซอยสุขุมวิท 31 (สวัสดี) โดยมีนางสาวจินา โอสถศิลป์ เป็นประธานกรรมการบริษัท และจะเริ่มผลิตละครโทรทัศน์/ภาพยนตร์ทันที 5 เรื่อง คือ "ไดอารี่ ออฟ ตุ๊ดส์ซี่" ทุน 20 ล้านบาท, "แก๊สโซฮัก" ทุน 25 ล้านบาทจากไลน์ประเทศไทย, "ไอซียู" ทุน 25 ล้านบาท, "มาลี เพื่อนรักพลังพิสดาร ภาค 2" ทุน 20 ล้านบาท และภาพยนตร์ 2 เรื่อง ทุน 50 ล้านบาท ซึ่งเรื่องแรกมีกำหนดฉายในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2559 และเรื่องที่สองจะเริ่มเดินกล้องถ่ายทำในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน พ.ศ. 2559

ที่มา - มติชน

สรุปรายละเอียดช้อปปิ้ง 15,000 บาท เพื่อลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาส่งท้ายปี

By: arjin on Fri, 2015-12-25 10:40

จากที่มีข่าวมาก่อนหน้านี้หลายวัน ตอนนี้ประกาศอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้วจากกระทรวงการคลัง สำหรับนโยบายการลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม จากการซื้อสินค้าและบริการ 15,000 บาท

รายละเอียดระบุว่าผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สามารถนำเงินที่ได้ใช้จ่ายเป็นค่าสินค้าและบริการให้แก่ผู้ประกอบการซึ่งจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษี ในช่วงระหว่างวันที่ 25 ธันวาคม ถึง 31 ธันวาคม 2558 มายกเว้นการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี

ทั้งนี้ส่วนลด 15,000 คือการเอาไปลดหย่อนเพิ่มเป็นค่าใช้จ่าย ไม่ใช่การลดภาษีโดยตรง จะลดได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับฐานภาษีสูงสุดที่ชำระอยู่ (เช่นถ้าตอนนี้เสียภาษีฐาน 10% ซื้อ 15,000 บาท ก็จะลดภาษีลดได้ 1,500 บาท)

ทั้งนี้รายละเอียดสินค้าและบริการ ที่สามารถนำมาลดหย่อนได้หรือไม่ลดหย่อนไม่ได้ มีส่วนสรุปดังนี้

ร้าน 100 เยน Can Do เตรียมเปิดสาขาในเมืองไทย โดย ECF

By: arjin on Fri, 2015-12-11 10:59

บริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค จำกัด (มหาชน) (ECF) เปิดเผยว่าบริษัทย่อย ECFH จะเริ่มดำเนินธุรกิจร้านค้าปลีกสินค้า 100 เยน จากญี่ปุ่นแบรนด์ Can Do ภายในเดือนนี้ โดยคาดว่าจะเปิดสาขา 3 แห่งในช่วงแรก คือฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต, ซีคอนสแควร์ และเดอะ พาซิโอ พาร์ค และมีเป้าหมายเปิดให้ได้ 13 สาขาภายในปีหน้า

Can Do เป็นร้านขายสินค้าแบบทั้งร้านในราคา 100 เยน มีสาขามากกว่า 900 แห่งทั่วญี่ปุ่น และการเปิดสาขาในไทยนี้เป็นการออกตลาดต่างประเทศครั้งแรกของ Can Do

ECF เป็นบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ภายใต้แบรนด์ ELEGA

ที่มา: Manager Online

อันดับเศรษฐีหุ้นไทย 2558 หมอปราเสริฐ BDMS ครองแชมป์เป็นปีที่ 3

By: arjin on Wed, 2015-12-09 16:34

ผลการจัดอันดับเศรษฐีหุ้นไทยประจำปี 2558 วัดจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ประเภทบุคคลธรรมดา ตามการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นล่าสุดก่อนวันที่ 30 กันยายน 2558 จัดโดยวารสารการเงินธนาคาร ร่วมกับ อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีนี้นายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ เจ้าของเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ ครองแชมป์ติดต่อกันเป็นปีที่สาม มีมูลค่าหุ้นที่ถือครองรวม 62,365.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 4 พันล้านบาท โดยหมอปราเสริฐเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS), บมจ.โรงพยาบาลนนทเวช (NTV) และ บมจ.การบินกรุงเทพ (BA) ที่ไอพีโอเมื่อปลายปีที่แล้ว

อันดับที่ 2 คือนายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท (PS) มูลค่าหุ้นถือครองรวม 35,280.09 ล้านบาท ส่วนอันดับ 3 มีการเปลี่ยนแปลงคือ นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานกรรมการบริหาร บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) ซึ่งปีก่อนอยู่อันดับ 4 มีมูลค่าหุ้นถือครองรวม 32,495.74 ล้านบาท ขณะที่อันดับ 3 ปีก่อน นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) มีมูลค่าหุ้นที่ถือครอง 32,209.11 ล้านบาท

สำหรับอันดับอื่นๆ มีรายชื่อเศรษฐีใหม่ที่ติดอันดับปีแรกได้แก่ อันดับ 6 นางยุพิน ธีระโกเมน ซึ่งถือหุ้น บมจ.เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป (M) ถึง 40.03% มีมูลค่ารวม 20,970.10 ล้านบาท และอันดับ 10 แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ มีมูลค่าหุ้นที่ถือครอง 13,846.15 ล้านบาท

ในส่วนของการจัดอันดับตระกูลเศรษฐีหุ้นนั้น ตระกูลปราสาททองโอสถได้อันดับ 1 เป็นครั้งแรก สาเหตุหลักจากการนำ บมจ.การบินกรุงเทพ (BA) จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปลายปีที่แล้ว โดยถือครองหุ้นรวมกันมูลค่า 88,086.34 ล้านบาท ส่วนแชมป์เก่า ตระกูลจิราธิวัฒน์ อยู่อันดับ 2 มูลค่าหุ้นถือครองรวม 58,548.92 ล้านบาท

ผลการจัดอันดับทั้งหมดดูได้ท้ายข่าวครับ

ที่มา: โพสต์ทูเดย์

นิตยสาร way ประกาศเปลี่ยนเป็นนิตยสารราย 4 เดือน ตามทิศทางธุรกิจนิตยสาร

By: arjin on Fri, 2015-12-04 19:33

อธิคม คุณาวุฒิ ผู้ก่อตั้งนิตยสาร way ซึ่งเป็นนิตยสารสื่อทางเลือกที่นำเสนอเหตุการณ์ตามสมัย ด้วยเนื้อหาที่หนักแน่น ได้ประกาศปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของนิตยสาร โดยจะเปลี่ยนจากนิตยสารรายเดือน ไปเป็นนิตยสารราย 4 เดือน และทำรูปเล่มที่เหมือนฉบับล่าสุด ฉบับที่ 90 ซึ่งมีความหนากว่า 400 หน้า

สำหรับคอลัมน์ต่างๆ ที่มีเนื้อหาตามเหตุการณ์นั้น ส่วนหนึ่งจะถูกย้ายมาไว้ในสื่อออนไลน์คือเว็บ waymagazine.org และ Facebook ของนิตยสาร way โดยอธิคมระบุว่าการปรับเปลี่ยนนี้เป็นไปเพื่อความอยู่รอด ตามสภาพปัจจุบันของพฤติกรรมผู้อ่าน

นิตยสาร way ฉบับแรกออกมาเมื่อปี 2549 โดยอธิคม คุณาวุฒิ ซึ่งตอนนั้นมีฐานะเป็นอดีตบรรณาธิการนิตยสารข่าวรายสัปดาห์ชื่อดัง a day weekly ที่ได้ปิดตัวลง โดยนิตยสาร way นั้นวางตำแหน่งทางธุรกิจในการอยู่รอดด้วยการซื้อของผู้อ่าน ไม่เน้นโฆษณาซึ่งสวนทางกับทิศทางนิตยสารในท้องตลาด แต่ก็สามารถดำเนินงานมาได้ร่วม 10 ปี

อนึ่ง เมื่อเดือนที่แล้วนิตยสารทางเลือกอีกฉบับอย่าง WRITER ก็ได้ประกาศยุติการดำเนินงานด้วยสาเหตุขาดทุน

ที่มา: way magazine

Nestlé ออกแผนจัดการปัญหาสิทธิมนุษยชนในอุตสาหกรรมประมงไทย

By: lew on Tue, 2015-11-24 19:00

Nestlé เผยแพร่แผนงานการลงมือขจัดการละเมิดสิทธิมนุษยชนออกจากห่วงโซ่อุปทานของบริษัทที่ซื้ออาหารทะเลจากแหล่งในในไทย

แผนงานนี้มุ่งแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชน 17 รายการที่มีการรายงานเข้ามา เช่น การยึดเอกสารของลูกจ้างเพื่อบังคับไม่ให้ย้ายงาน, คุกคามลูกจ้างเมื่อทำงานช้ากว่าที่ต้องการ, มีการใช้แรงงานเด็ก, บังคับทำงานล่วงเวลา เป็นต้น

ทาง Nestlé จะสร้างโครงสร้างต่างๆ เพื่อขจัดปัญหาเหล่านี้ออกจากห่วงโซ่อุปทานของทาง Nestlé เอง ได้แก่ การสร้างระบบแจ้งการละเมิดโดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตน, จัดหน่วยตอบสนองต่อการแจ้งปัญหา, วางมาตรฐานการจ้างงาน, จัดอบรมเจ้าของเรือและกัปตันเรือ, วางระบบตรวจสอบย้อนกลับได้, สอบทานสภาพการทำงานของลูกจ้าง

ปิดตำนานค่ายหนังอารมณ์ดี จีเอ็มเอ็ม ไท หับ ประกาศยุติการดำเนินการบริษัท 31 ธันวาคม พ.ศ. 2558

By: magnamonkun on Fri, 2015-11-13 14:03

หลังจากที่มีข่าวลือมาก่อนหน้ามาเมื่อหลายวันก่อนว่า บริษัท จีเอ็มเอ็ม ไท หับ จำกัด หรือค่ายหนังจีทีเอช จะยุติการดำเนินการบริษัทลงด้วยเหตุการไม่ลงรอยของสองในสามผู้บริหารที่ร่วมทุนกัน วันนี้ (13 พฤศจิกายน 2558) ทาง จีเอ็มเอ็ม ไท หับ ได้จัดแถลงข่าวด่วนผ่านรายการวันบันเทิง ทางช่องวัน เพื่อยืนยันว่าข่าวลือที่ลือกันมาเป็นเรื่องจริง โดยบริษัทจะยุติการดำเนินการและบทบาททั้งหมดตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป

โดยทางจีทีเอชให้เหตุผลว่าเหตุการณ์ที่ไม่ลงรอยกันมีอยู่ด้วยกันสองเหตุผล คือทาง ไท เอ็นเตอร์เทนต์เมนต์ ต้องการนำจีทีเอชเข้าตลาดหลักทรัพย์เพื่อเปิดให้บริษัทมีเงินทุนเป็นจำนวนมากที่จะสามารถพัฒนาโปรเจกต์ใหญ่ๆ ได้ แต่กลับกันทาง หับโห้หิ้น บางกอก มองว่าการเข้าตลาดหลักทรัพย์ยังเร็วไปสำหรับจีทีเอช ซึ่งควรรออย่างน้อย 1-3 ปีก่อนแล้วค่อยพิจารณากันอีกครั้ง และหับโห้หิ้นยังมองเพิ่มอีกว่า การเข้าตลาดหลักทรัพย์ จะเป็นการทำลายจุดแข็งเรื่องอารมณ์ของภาพยนตร์ที่จีทีเอชแข็งแกร่งมาตลอดไป เพราะก่อนหน้านี้จีทีเอชดำเนินการแบบค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป และใส่ใจคุณภาพของเนื้องานมาตลอด การเข้าตลาดหลักทรัพย์จะสร้างความกดดันให้กับทีมงานจนคุณภาพของงานต่ำลงกว่ามาตรฐานที่ควรจะเป็น ซึ่งเมื่อความเห็นไม่ลงรอย จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ที่เป็นบริษัทร่วมทุนที่ 3 จึงเสนอให้ทั้งสองผู้บริหารคุยกันให้เรียบร้อยก่อน เพราะแกรมมี่เองก็มองเห็นถึงข้อดีของสองแนวทาง แต่ไม่เลือกว่าจะดำเนินการทางไหน

เมื่อเวลาผ่านไป ความไม่ลงรอยก็เพิ่มมากขึ้น ตัวแทนผู้บริหารของจีทีเอชจึงตกลงกันที่จะยุบบริษัท และยุติบทบาทในการดำเนินการ เพื่อลดความขัดแย้งลง โดยจะเริ่มยุติแผนการดำเนินการตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป และบริษัทจะโอนสิทธิ์การบริหารงานให้กับ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) (SET:GRAMMY) ผ่านตัวแทนใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้นหลังจากนี้ต่อไป

ทั้งนี้จีทีเอชได้ฝากผลงานชิ้นสุดท้าย คือคอนเสิร์ต "Star Theque" GTH 11 ปีแสงคอนเสิร์ต และซีรีส์ บันทึกของ "ตุ๊ด" ที่จะออกอากาศทางช่องจีเอ็มเอ็ม 25 ในช่วงต้นปีหน้า เป็นสองผลงานสุดท้ายก่อนยุติการดำเนินการบริษัทครับ

ที่มา - รายการวันบันเทิง ช่องวัน, มติชน, จีเอ็มเอ็ม ไท หับ

กองทัพอากาศไทย-จีนร่วมซ้อมรบที่โคราช

By: lew on Thu, 2015-11-12 00:14

กองทัพอากาศไทย และจีนร่วมกันซ้อมรบ "Falcon Strike 2015" ที่ฐานทัพอากาศโคราช ตั้งแต่วันที่ 12 ถึง 30 พฤศจิกายนนี้ โดยทางจีนระบุว่าเป็นเพิ่มการเรียนรู้และสร้างความเข้าใจร่วมกัน สร้างสัมพันธ์ความร่วมมือและความเชื่อใจกันระหว่างทั้งสองประเทศ

การฝึกครั้งนี้มีเครื่อง Gripen 39 C/D จากไทยเข้าร่วม 4-6 เครื่อง SU-27 จากจีน 6 เครื่อง เครื่องบินลำเลียง IL-76 อีก 2-3 เครื่อง

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา การซ้อมรบ Cobra Gold ระหว่างไทยและสหรัฐฯ ถูกปรับเป็นการซ้อมในกิจกรรมที่ "ไม่ถึงชีวิต" (non-lethal activities) แต่ก็ยังเป็นการฝึกซ้อมที่ใหญ่ที่สุด มีทหารเข้าร่วมกว่าหมื่นนาย

ความสัมพันธ์ของจีนกับชาติอื่นๆ ในอาเซียนยังคงมีปัญหาในช่วงหลังในประเด็นพื้นที่ทะเลจีนใต้ การประชุมรัฐมนตรีกลาโหมของชาติอาเซียนกับจีนและสหรัฐฯ รอบล่าสุดไม่สามารถตกลงเพื่อออกแถลงการณ์ใดๆ ได้

ที่มา - Japan Times, Thai Armed Force

ภาพเครื่อง Gripen ในงานแสดงเมื่อปี 2012 โดย Bluesnap

บริษัทก่อสร้างรถไฟจีนระบุ ตกลงกับรัฐบาลไทยได้แล้ว ความเร็ว 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไปคุณหมิง 3600 บาท

By: lew on Thu, 2015-08-27 16:09

Zhu Xijun ผู้จัดการของ China Railway Construction Corporation (CRCC) ระบุกับสำนักข่าวซินหัวเมื่อวานนี้ ระบุว่ารัฐบาลจีนและไทยบรรลุข้อตกลงการก่อสร้างรถไฟจากหนองคายมายังกรุงเทพที่ความเร็ว 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระยะทาง 867 กิโลเมตร ใช้เวลาก่อสร้างรวม 3 ปี

รถไฟสายนี้จะเชื่อมจากคุณหมิงผ่านลาวมายังไทย Xijun ระบุว่าค่าโดยสารตลอดเส้นทางจากคุณหมิงมายังกรุงเทพจะอยู่ที่ 3600 บาท หรือประมาณ 700 หยวน ประมาณครึ่งหนึ่งของค่าเครื่องบิน และคาดว่าจะทำให้นักท่องเที่ยวจีนลงมายังไทยผ่านเส้นทางนี้ปีละสองล้านคน

คาดว่าจะมีการลงนามในเดือนกันยายน และมีพิธีเริ่มโครงการช่วงสิ้นเดือนตุลาคมนี้

ที่มา - People's Daily

Pages

Subscribe to RSS - Thailand