Safety

พนักงาน McDonald's: "ผู้จัดการร้านบอกให้ใช้มัสตาร์ดทาแผลลวก"

By: chayaninw on Tue, 2015-03-17 15:11

พนักงานร้านฟาสต์ฟูด McDonald's ในสหรัฐอเมริกา ได้ยื่นเรื่องร้องเรียน 28 ฉบับใน 19 เมืองในสหรัฐ โดยระบุว่าได้รับบาดเจ็บแผลไหม้จากการทำงานในร้าน McDonald's

กลุ่มรณรงค์ด้านสิทธิแรงงาน Fight for $15 เป็นผู้ที่ช่วยเหลือพนักงานดังกล่าวในการยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงานความปลอดภัยและอนามัยในการทำงาน (Occupational Safety and Health Administration) และแถลงข่าวเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว

ข้อร้องเรียนเหล่านี้ กล่าวหาว่า ร้าน McDonald's เหล่านี้ ทั้งที่ร้านของบริษัทเองและร้านแฟรนไชส์ มีสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นอันตราย เช่น การให้พนักงานทำความสะอาดหม้อทอดทั้งที่น้ำมันยังร้อนอยู่ ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม พื้นเปียกหรือลื่น ไปจนถึงไม่มีอุปกรณ์ปฐมพยาบาลในร้าน นอกจากนี้ยังกล่าวด้วยว่า การบาดเจ็บจากการทำงาน มีสาเหตุจากที่มีพนักงานไม่พอ และกดดันให้ทำงานอย่างรวดเร็วเกินไป

Brittney Berry พนักงานร้าน McDonald's ในเมืองชิคาโก ได้ให้การว่า "ผู้จัดการของฉันกดดันให้ทำงานรวดเร็วขึ้น และระหว่างที่ฉันพยายามจะทำให้ได้ตามคำสั่ง ฉันก็ลื่นบนพื้นเปียก และแขนฉันก็ไปโดนเตาย่างที่ยังร้อนอยู่" และ "ผู้จัดการบอกให้ฉันใช้มัสตาร์ดทาแผล แต่สุดท้ายฉันก็ต้องถูกรีบนำส่งโรงพยาบาลด้วยรถพยาบาล"

ในอีกกรณีหนึ่ง Martisse Campbell พนักงานในเมืองฟิลาเดลเฟีย ระบุว่าผู้จัดการร้านเคยให้เพื่อนร่วมงานของเขาใช้มายองเนสทาแผลไหม้จากการโดนหม้อทอด

โฆษกของบริษัท McDonald's เน้นย้ำว่าบริษัทให้ความสำคัญกับความปลอดภัย และจะทำการสอบทานตามข้อกล่าวหาเหล่านี้ แต่ก็ตั้งข้อสังเกตไปพร้อมกันว่า ข้อร้องเรียนเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนกลยุทธ์ของกลุ่มรณรงค์ที่มุ่งเป้าไปที่แบรนด์ของ McDonald's และพยายามจะสร้างกระแสในสื่อ

จากการศึกษาของ Hart Research Associates ที่สำรวจพนักงาน 1,426 คนที่ทำงานในร้านฟาสต์ฟูดยี่ห้อต่างๆ พบว่า ประมาณ 79% เคยถูกลวกอย่างน้อยหนึ่งครั้งจากการทำงาน พนักงาน 36% ระบุว่า ไม่มีอุปกรณ์ปฐมพยาบาลให้ใช้ และพนักงาน 33% ระบุว่า เคยถูกบอกให้รักษาแผลด้วยเครื่องปรุงต่างๆ เช่นมายองเนส เนย หรือมัสตาร์ด

ที่มา - The Guardian, USA Today

ที่มาภาพ - Mike Mozart

กระทรวงคมนาคมสหรัฐ เตรียมออกกฎหมายควบคุมการใช้แอพนำทางขณะขับรถ

By: mk on Thu, 2014-06-19 14:06

ทุกวันนี้ผู้ขับขี่รถยนต์นิยมใช้แอพนำทางจากสมาร์ทโฟนอย่าง Google Maps หรือ Waze กันมาก ในแง่หนึ่งย่อมสะดวกสบาย แต่ในอีกแง่หนึ่งก็อาจเป็นอันตรายได้เหมือนการโทรศัพท์หรือส่งข้อความขณะขับรถ

ก่อนหน้านี้เคยมีคดีสำคัญคือนาย Steven R. Spriggs โดนตำรวจจราจรปรับเป็นเงิน 165 ดอลลาร์ด้วยข้อหาใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ (ผิดกฎหมายของรัฐแคลิฟอร์เนีย) ซึ่งเขายืนยันว่าไม่ได้คุยโทรศัพท์ แต่ใช้แอพแผนที่เพื่อนำทางต่างหาก ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่รับฟังและบอกว่ามันก็เป็นการใช้โทรศัพท์อยู่ดี อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์กลับคำตัดสินและมองว่าการใช้งานสองแบบนี้แตกต่างกัน

กระทรวงคมนาคมของสหรัฐ (Transportation Department) เริ่มเข้ามาควบคุมเรื่องนี้แล้ว โดยเสนอแก้กฎหมายด้านการขนส่งฉบับใหม่ที่ให้อำนาจ กรมความปลอดภัยทางหลวง (National Highway Traffic Safety Administrations หรือ NHTSA) จำกัดการใช้งานแอพที่ "น่าจะเป็นอันตราย" กฎหมายฉบับนี้ได้รับเสียงสนับสนุนจากผู้ผลิตรถยนต์ (ซึ่งปัจจุบันก็มีคำเตือนเรื่องความปลอดภัยของการใช้งานแอพมือถืออยู่แล้ว) แต่ในทางกลับกัน บริษัทไอทีกับตั้งคำถามต่อกฎหมายฉบับนี้ว่าเหมาะสมแค่ไหน เพราะโลกของเทคโนโลยีเปลี่ยนไปมากแล้ว

Inmarsat ประกาศให้บริการติดตามตำแหน่งเครื่องบินฟรี

By: chayaninw on Mon, 2014-05-12 18:15

ผู้ให้บริการดาวเทียม Inmarsat ซึ่งมีส่วนช่วยในการค้นหาเครื่องบินของสายการบิน Malaysia Airlines เที่ยวบิน MH370 ได้ประกาศว่า จะให้บริการติดตามตำแหน่งของเครื่องบินให้กับสายการบินต่างๆ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

(อ่าน รู้จักกับ Inmarsat ดาวเทียมสื่อสารที่ช่วยหาตำแหน่งสุดท้ายเที่ยวบิน MH370)

ในการค้นหาเครื่องบิน MH370 ที่สูญหายไป ข้อมูลที่ได้รับจาก Inmarsat นั้นมีส่วนสำคัญในเปลี่ยนแนวทางการค้นหา ไปยังมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งข้อมูลของ Inmarsat ที่นำมาใช้นั้น ไม่ใช่ข้อมูลการระบุตำแหน่งตรงๆ แต่เป็นการนำข้อมูลการส่งสัญญาณที่ใช้ตรวจสอบว่าเครื่องใดออนไลน์อยู่บ้าง มาคำนวณและวิเคราะห์หาตำแหน่งอีกทีหนึ่ง

ในข้อเสนอใหม่ของ Inmarsat นี้ Inmarsat จะให้เครื่องบินส่งข้อมูลอย่างจำเพาะเจาะจง (แทนที่จะต้องมาคำนวณจากการส่งสัญญาณ) โดยส่งข้อมูลตำแหน่งจาก GPS ร่วมกับข้อมูลทิศทางการบิน ความเร็ว และระดับความสูง ให้กับเครือข่ายดาวเทียมของ Inmarsat ทุกๆ 15 นาที

Inmarsat ระบุว่า ข้อเสนอระบบใหม่นี้ จะไม่เพิ่มต้นทุนให้กับอุตสาหกรรมสายการบิน เนื่องจากเครื่องบินพาณิชย์ระยะไกลแทบทั้งหมดในโลก ติดตั้งเครื่องมือติดต่อกับเครือข่ายดาวเทียมของ Inmarsat อยู่แล้ว ซึ่งบทความของ BBC รายงานว่า ต้นทุนที่ Inmarsat จะแบกรับสำหรับระบบใหม่นี้ อยู่ที่ประมาณ 3 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 100 ล้านบาท) ต่อปี

นอกจากบริการฟรีดังกล่าว Inmarsat จะมีบริการแบบเสียเงินเพิ่มเติม ซึ่งรวมถึงบริการส่งข้อมูลกล่องดำสดจากเครื่องบิน ซึ่งจะเริ่มทำงานเมื่อมีเหตุการณ์ที่เข้าข่ายที่กำหนด เช่น มีการบินออกนอกเส้นทาง ซึ่งเครื่องบินจะส่งข้อมูลการบินจากเครื่องบันทึก และบันทึกเสียงภายในห้องนักบิน ทั้งจากเวลาก่อนหน้า และข้อมูลสด ไปยังศูนย์ควบคุมได้

ที่มา - Inmarsat, BBC

เมอร์เซเดส-เบนซ์ใช้ QR Code ช่วยให้ข้อมูลหน่วยกู้ภัยกรณีอุบัติเหตุ

By: chayaninw on Tue, 2013-06-04 13:51

บริษัทเดมเลอร์ ผู้ผลิตรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประกาศว่าจะติด QR Code ไปกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ผลิตใหม่ทุกคัน เพื่อให้หน่วยกู้ภัยสามารถเข้าถึงข้อมูลรถยนต์ได้อย่างรวดเร็วในกรณีอุบัติเหตุทางรถยนต์

วิธีการของเมอร์เซเดส-เบนซ์นี้ พัฒนาต่อมาจากแนวทางของ ADAC ของเยอรมนี ซึ่งได้จัดทำแผ่นข้อมูลรถยนต์แต่ละรุ่นเพื่อให้หน่วยกู้ภัยสามารถใช้ในการช่วยเหลือ เช่นการตัดรถยนต์เพื่อช่วยผู้โดยสารที่ติดอยู่ภายในรถ แผ่นข้อมูลนี้จะระบุข้อมูลสำคัญเช่นตำแหน่งถุงลมนิรภัย แบตเตอรี่ ถังน้ำมัน สายไฟ ถังความดันสูง รวมไปถึงแบตเตอรีสำรองของรถยนต์ไฮบริด เป็นต้น โดยได้แนะนำให้ผู้ขับขี่เก็บเอกสารนี้ไว้ในรถยนต์ ซึ่งปัจจุบันหากหน่วยกู้ภัยไม่สามารถเข้าถึงเอกสารนี้ในรถได้ ก็จะต้องระบุรุ่นของรถยนต์ด้วยตนเอง ซึ่งบางครั้งก็ทำได้ยากในกรณีที่รถยนต์เสียหายรุนแรง บางครั้งก็ต้องใช้วิธีโทรถามจากข้อมูลทะเบียนรถยนต์

วิธีการของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คือจะติด QR Code ซึ่งจะลิงค์ไปยังหน้าข้อมูลของรถยนต์รุ่นนั้นๆ ไว้บนฝาถังน้ำมัน และ B-pillar อีกข้างหนึ่ง (B-pillar คือเสากึ่งกลางรถยนต์ ระหว่างประตูหน้าและหลัง) โดยให้เหตุผลว่าโอกาสที่ทั้งสองส่วนจะเสียหายอย่างรุนแรงพร้อมๆ กันนั้นมีน้อย การติด Code ได้กล่าวไว้ทำให้หน่วยกู้ภัยสามารถเข้าถึงข้อมูลจากนอกตัวรถได้อย่างรวดเร็ว

เมอร์เซเดส-เบนซ์ประกาศว่า วิธีการนี้ไม่จดสิทธิบัตร และผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นๆ สามารถนำระบบนี้ไปใช้ได้ทันที

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันคณะกรรมาธิการยุโรปก็ได้ให้ทุนสนับสนุนการพัฒนาระบบ eCall ซึ่งจะให้รถยนต์ติดตั้งอุปกรณ์ที่จะโทรไปยังหมายเลขฉุกเฉินโดยอัตโนมัติในกรณีเกิดอุบัติเหตุ พร้อมกับส่งข้อมูลที่ีตั้งและรุ่นของรถยนต์ให้กับศูนย์ฉุกเฉิน แม้ว่าผู้ขับขี่จะหมดสติก็ตาม ระบบนี้มีแผนที่จะเริ่มทดลองใช้จริงในปี 2015

ที่มา - BBC News, Daimler

Subscribe to RSS - Safety