Research

การเติบโตในครอบครัวเคร่งศาสนาเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนลงโทษอย่างรุนแรง, แบ่งปันคนอื่นน้อยลง

By: lew on Sat, 2015-11-07 17:33

ความเชื่อที่ว่า "ทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี" อาจจะต้องทำความเข้าใจกันใหม่ว่าคำว่าเป็นคนดีของกลุ่มเคร่งศาสนานั้นเป็นอย่างไร หลังจากงานวิจัยศึกษาเด็กอายุ 5 ถึง 12 ปี ว่ามีความเห็นอย่างไรต่อการแบ่งปันกับผู้อื่นและการลงโทษผู้ที่ทำผิดจากกฎเกณฑ์ในสังคม

เด็กที่เข้าร่วมมีทั้งหมด 1,170 คนจาก 6 ประเทศได้แก่ แคนาดา, จีน, จอร์แดน, แอฟริกาใต้, ตุรกี, และสหรัฐฯ โดยพ่อแม่จะตอบคำถามเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนา, ประเมินความเห็นใจผู้อื่นของลูกตัวเอง, และระดับความตื่นตัวต่อความยุติธรรม (sensitivity to justice) เมื่อแบ่งกลุ่มตามศาสนาพบสามกลุ่มหลัก ได้แก่ คริสต์, มุสลิม, และกลุ่มไม่มีศาสนา

การศึกษาแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือการแบ่งปัน เด็กจะได้รับสติกเกอร์คนละ 10 ชิ้นและให้แบ่งกับเด็กที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน จากนั้นเก็บสถิติจำนวนสติกเกอร์ที่เด็กแบ่งปัน พบว่าเด็กอายุน้อยกว่ามีแนวโน้มจะแบ่งสติกเกอร์ให้มากกว่า แต่เมื่อแบ่งตามกลุ่มความเชื่อทางศาสนา เด็กที่เติบโตในกลุ่มไม่มีศาสนาแบ่งปันสติกเกอร์มากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ และแนวโน้มการแบ่งสติกเกอร์จะน้อยลงเรื่อยๆ ตามระดับความเกี่ยวข้องกับศาสนาของพ่อแม่ ว่าอยู่ในศาสนามานานเพียงใด

ส่วนที่สองเป็นการทดสอบด้านศีลธรรม โดยให้เด็กดูวิดีโอเหตุการณ์เด็กเดินชนเด็กคนอื่น หรือผลักอย่างตั้งใจ แล้วถามเด็กว่าคนที่ชนหรือผลักควรถูกลงโทษหนักเพียงใด พบว่าเด็กจากบ้านที่เคร่งศาสนามีแนวโน้มจะสนับสนุนการลงโทษที่รุนแรงกว่าเด็กที่มาจากบ้านที่ไม่มีศาสนา

งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าศาสนาสนับสนุนการพัฒนาคุณธรรมจริงหรือไม่ และผลวิจัยชี้ว่าจริงๆ แล้วการที่ไม่มีศาสนาก็ไม่ได้ลดระดับคุณธรรมลง

งานวิจัย "The Negative Association between Religiousness and Children’s Altruism across the World" นำทีมวิจัยโดยศาสตราจารย์ Jean Decety ตีพิมพ์ลงในวารสาร Current Biology doi: 10.1016/j.cub.2015.09.056

ที่มา - University of Chicago

ภาพโดย - geralt

โนเบลเศรษฐศาสตร์ 2015: การบริโภค ความยากจน และสวัสดิการ

By: chayaninw on Tue, 2015-10-13 01:41

นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ Angus Deaton อาจารย์มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ได้รับรางวัลธนาคารกลางสวีเดนสาขาเศรษฐศาสตร์เพื่อรำลึกถึงอัลเฟรด โนเบล (หรือเรียกทั่วไปว่ารางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์) จากผลงานวิเคราะห์ด้านการบริโภค ความยากจน และสวัสดิการ

คณะกรรมการรางวัลโนเบลได้เน้นผลงานวิชาการเด่นของ Deaton ในสามด้านที่เกี่ยวเนื่องกัน ด้านแรกคือผลงานด้านระบบอุปสงค์ (demand system) ซึ่งใช้สำหรับการคาดการณ์เชิงปริมาณเกี่ยวกับอุปสงค์ของผู้บริโภค Angus Deaton ร่วมกับ John Muellbauer ได้นำเสนอโมเดล Almost Ideal Demand System ในปี 1980 ซึ่งเป็นพื้นฐานของการวิจัยด้านพฤติกรรมการบริโภค โดยในปัจจุบันยังคงเป็นโมเดลสำคัญที่ใช้ในการประเมินผลของนโยบายทางเศรษฐกิจ ดัชนีผู้บริโภค และการเปรียบเทียบการบริโภคในแต่ละประเทศและในแต่ละช่วงเวลาได้

งานด้านที่สองที่คณะกรรมการรางวัลโนเบลกล่าวถึง คือ การวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมการบริโภคและการออมด้วยวิธีการทางเศรษฐมิติจุลภาค โดยเปลี่ยนแนวคิดการวิจัยการบริโภคมวลรวม (aggregate consumption) ในเศรษฐศาสตร์มหภาค มาศึกษาพฤติกรรมการบริโภคในระดับบุคคล เพื่อให้สามารถคาดการณ์ความเปลี่ยนแปลงในการบริโภคมวลรวมได้

งานด้านที่สามคือ การใช้วิธีการสำรวจข้อมูลครัวเรือนในประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะข้อมูลการบริโภค เพื่อชี้วัดมาตรฐานคุณภาพชีวิตและความยากจน ผลงานของ Deaton ในด้านนี้ เปลี่ยนทิศทางการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์การพัฒนา จากการศึกษาเชิงทฤษฎีโดยใช้ข้อมูลมหภาคแบบคร่าวๆ มาใช้การวิจัยเชิงประจักษ์ด้วยข้อมูลเชิงจุลภาคแทน

Angus Deaton เกิดที่เมืองเอดินบะระ สหราชอาณาจักรในปี 1945 ปัจจุบันถือสัญชาติสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา Deaton จบการศึกษาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ในปี 1974 และเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยพรินซ์ตันตั้งแต่ปี 1983

Deaton จะได้รับเงินรางวัล 8 ล้านโครนาสวีเดน (ประมาณ 35 ล้านบาท) โดยพิธีมอบรางวัลจะจัดขึ้นที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ในวันที่ 10 ธันวาคม

ที่มา - Press Release

เผยนักช็อปอยากซื้อของแพงขึ้น เมื่อเจอพนักงานขายทำตัวหยาบคาย!

By: toandthen on Mon, 2014-06-30 14:51

การศึกษาล่าสุดพบว่าเมื่อนักช็อปพบกับพนักงานขายที่หยาบคาย นักช็อปผู้นั้นมักจะมีความอยากที่จะซื้อของที่มีราคาแพงยิ่งขึ้น และยิ่งพนักงานหยาบคายมากเท่าไหร่ ผู้ซื้อก็มักจะกล้าที่จะควักเงินออกมาซื้อของที่ราคาแพงขึ้นไปอีก!

ผลจากการวิจัยในครั้งนี้ เป็นความจริงที่น่าตกใจ แต่ก็สามารถสรุปได้ว่าการที่มีพนักงานหยาบคาย ในร้านแบรนด์หรู กลับจะเป็นผลดีมากกว่าผลเสียให้กับเจ้าของแบรนด์ โดยร้านที่ผู้วิจัยได้ใช้เป็นตัวอย่างทดลอง ได้แก่ Gucci, Louis Vuitton และ Burberry ซึ่งร้านเหล่านี้ก็มีทั้งพนักงานที่หยาบคาบ และไม่หยาบคายปน ๆ กัน

หนึ่งในผู้ช็อปเห็นด้วยว่าผลการศึกษานี้เป็นจริง โดยเธอบอกว่าตัวเธอได้แต่งตัวให้ดูดี เพื่อไปซื้อกระเป๋ายี่ห้อ Prada แต่เมื่อเธอถามพนักงานขายเกี่ยวกับเครื่องสำอาง พนักงานกลับบอกเธอว่าเธอไม่ควรมองหาเครื่องสำอางที่เขาขาย เพราะมันราคาสูงเกินไป สุดท้ายความโมโหของเธอ ทำให้เธอต้องซื้อเครื่องสำอางราคา 45 ดอลลาร์เพื่อ "ตบหน้า" พนักงานขายคนนั้น

Morgan Ward แห่งมหาวิทยาลัย Southern Methodist ซึ่งเป็นผู้ร่วมวิจัย ได้ออกมาบอกว่าทั้งหมดนี้ อาจจะเป็นเรื่องของความพยายามต้องการ "เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม" ของนักช็อป ที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมระดับสูง ส่วนนาย Darren Dahl แห่งมหาวิทยาลัย British Columbia ผู้ร่วมวิจัยอีกคนก็บอกว่า การวางตัวให้สูงกว่าผู้อื่นเชิงดูถูกเล็กน้อย ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่แบรนด์เหล่านี้อาจต้องการจากตัวพนักงานเอง

ที่มา - CNN Money

โตเกียว แชมป์ Smart City โลก, กรุงเทพอันดับ 66 จากทั้งหมด 135 เมือง

By: mk on Thu, 2014-05-15 09:15

วิทยาลัยบริหารธุรกิจ IESE ของมหาวิทยาลัย Navarra ในสเปน ทำการสำรวจ Smart City โดยรวบรวมข้อมูลของเมืองใหญ่ทั่วโลกในหลายๆ มิติ เช่น เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สาธารณูปโภค ผังเมือง เทคโนโลยี รัฐบาล ฯลฯ แล้วนำมาจัดอันดับหาเมืองที่ Smart ที่สุดในโลก

ทีมสำรวจใช้ข้อมูลจากเมืองหลวงและเมืองใหญ่จำนวน 135 เมืองจาก 55 ประเทศ ผลออกมาว่า "โตเกียว" เป็นแชมป์อันดับหนึ่ง ตามด้วยลอนดอน นิวยอร์ก ซูริค ปารีส เจนีวา บาเซิล โอซาก้า โซล และออสโล

ส่วน "กรุงเทพ" ติดอันดับ 66 และถูกจัดอยู่ในกลุ่ม High Potential เมืองอื่นในเอเชียที่อันดับไล่เลี่ยกันคือ กัวลาลัมเปอร์ (56) ปักกิ่ง (62) ปูซาน (72) เซี่ยงไฮ้ (73) ไทเป (81)

ใครอยากดูอันดับทั้งหมดสามารถอ่านได้จากงานวิจัยต้นฉบับที่เป็นภาษาสเปน (ดาวน์โหลด PDF)

ที่มา - IESE Insight, IESE, Business Insider

เงินทำให้คนร่วมมือช่วยเหลือกันมากขึ้น

By: terminus on Sat, 2013-10-26 22:38

หลายคนมองว่าเงินเป็นสิ่งชั่วร้าย เป็นสัญลักษณ์ของความโลภ แต่ผลการทดลองของทีมวิจัยที่นำโดย Gabriele Camera นักเศรษฐศาสตร์แห่ง Chapman University แสดงให้เห็นว่าเงินช่วยจูงใจให้คนในกลุ่มขนาดใหญ่ร่วมมือร่วมใจช่วยเหลือเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันมากขึ้น

นักวิจัยแบ่งอาสาสมัครประมาณ 200 คนออกเป็นกลุ่มๆ ที่มีขนาดต่างกัน ได้แก่ กลุ่มขนาด 2, 4, 8, และ 32 คน จากนั้นก็ทำการทดลองชุดควบคุม (control) โดยพาอาสาสมัครแต่ละกลุ่มเข้ามาจับคู่เล่นเกมในห้องคอมพิวเตอร์โดยกั้นแยกแต่ละคนไม่ให้สื่อสารระหว่างกัน เมื่อเริ่มเกม อาสาสมัครแต่ละคนจะมีแต้มติดตัว 8 แต้ม เกมในแต่ละรอบจะเปิดโอกาสให้อาสาสมัครสลับกันเลือกว่าจะบริจาคแต้ม 6 แต้มให้ผู้เล่นอีกฝ่ายหรือไม่ หากบริจาคให้ ผู้เล่นอีกฝ่ายก็จะได้รับแต้มเพิ่มทันที 12 แต้ม อาสาสมัครจะรู้เพียงแค่ว่ามีกี่คนอยู่ในกลุ่มของตัวเอง แต่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจับคู่เล่นเกมกับผู้เล่นคนไหนและไม่รู้ด้วยว่าจะต้องเล่นเกมทั้งหมดกี่รอบ เพราะทุกอย่างจะเป็นการสุ่มโดยคอมพิวเตอร์ เมื่อจบการทดลอง อาสาสมัครจะมีสิทธิ์นำแต้มที่ได้ไปแลกเป็นเงินจริง

ส่วนในการทดลองอีกชุด อาสาสมัครจะมีแต้มเริ่มเกมคนละ 8 แต้มพร้อมกับเบี้ยขวัญ 2 เบี้ย การเล่นเกมดำเนินเหมือนในชุดควบคุม แต่มีกติกาเพิ่มเติมว่าผู้เล่นแต่ละคนสามารถส่งเบี้ยขวัญให้กับผู้เล่นอีกฝ่ายเพื่อขอรับบริจาคแต้มในเกมแต่ละรอบได้ เมื่อจบเกม อาสาสมัครก็มีสิทธิ์เอาแต้มไปแลกเงินจริงได้เหมือนเดิม แต่จำนวนเบี้ยขวัญสะสมนั้นแลกอะไรนอกเกมไม่ได้ ฉะนั้นในการทดลองนี้จึงเท่ากับการจำลองให้เบี้ยขวัญทำหน้าที่แทน "เงิน" ที่มีอำนาจซื้อการบริจาคแต้มในเกมนั่นเอง

ผลวิจัย: Craigslist กระทบต่อรายได้หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นหลายพันล้านดอลลาร์

By: chayaninw on Thu, 2013-08-22 00:04

ผลกระทบจากความนิยมใช้อินเทอร์เน็ตที่มีต่อสื่อแบบดั้งเดิมนั้น เป็นประเด็นที่เราได้ยินกันบ่อยครั้งกับอุตสาหกรรมสื่อหลายชนิด ซึ่งนักวิจัยก็ได้เสนอว่า เว็บไซต์ Craigslist ซึ่งรับลงประกาศโฆษณาในรูปแบบ classified ส่งผลกระทบต่อรายได้ของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในสหรัฐอเมริกา ช่วงปี 2000-2007 รวมกันถึง 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เว็บไซต์ Craigslist เป็นเว็บไซต์ที่ศูนย์กลางโฆษณาแบบ classified ที่ให้ลงประกาศโฆษณาต่างๆ (เช่น ประกาศขายสินค้า ให้เช่าบ้าน รับสมัครงาน ฯลฯ) ซึ่งเป็นบริการที่มีลักษณะใกล้เคียงกับส่วน classified ในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นทั่วไป ที่เป็นแหล่งรายได้หนึ่งของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น นอกเหนือจากการขายโฆษณาในหน้าทั่วไป และการรับสมาชิก

Robert Seamans จาก Stern School of Business, New York University และ Feng Zhu จาก Harvard Business School ได้อาศัยประโยชน์จากการค่อยๆ ขยายกิจการไปยังส่วนต่างๆ ของประเทศในช่วงระยะเวลาแตกต่างกัน มาใช้ในการแยกและเปรียบเทียบผลกระทบที่มีต่อหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในสหรัฐอเมริกาได้

งานวิจัยนี้ ได้แบ่งหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นออกเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มที่มี classified-ad manager และกลุ่มที่ไม่มี โดยกลุ่มแรกถือว่าเป็นกลุ่มที่มีโฆษณาแบบ classified เป็นรายได้สำคัญ ในขณะที่กลุ่มหลัง ก็จัดเป็นกลุ่มควบคุม (ตามข้อสันนิษฐานว่า เป็นกลุ่มหนังสือพิมพ์ที่โฆษณาลักษณะนี้มีความสำคัญต่อรายได้น้อยกว่า) ซึ่งข้อสรุปจากข้อมูล ก็พบว่า โดยเปรียบเทียบกันแล้ว หนังสือพิมพ์ที่มี classified-ad manager นั้นมีอัตราค่าลงโฆษณา classified ลดลง มีการเพิ่มค่าสมาชิก ลดจำนวนการพิมพ์ พยายามสร้างความแตกต่างมากขึ้น มีแนวโน้มที่จะไม่เผยแพร่เนื้อหาออนไลน์ และยังมีอัตราค่าโฆษณาในหน้าทั่วไป (display ad) ลดลงเป็นผลที่ตามมาด้วย ซึ่งตัวเลขผลกระทบต่อรายได้ทั้งหมดในช่วงปี 2000-2007 รวมแล้วคิดเป็นประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ตามมูลค่าปี 2000)

ผลการวิจัยนี้ก็สอดคล้องกับคำอธิบายทางทฤษฎี โดย Craigslist นั้นเป็นทางเลือกใหม่ในการโฆษณาไปยังผู้อ่าน ทำให้อัตราค่าโฆษณาแบบนี้ต้องปรับตัวลง การที่รายได้จากโฆษณาเหล่านี้ลดลง ทำให้แรงจูงใจที่หนังสือพิมพ์จะต้องพยายามอุดหนุนให้กับคนอ่านก็ลดลงไปด้วย จึงมีการขึ้นราคากับผู้อ่าน ซึ่งก็ทำให้ต้องพยายามปรับตัวให้ต่างจากคู่แข่งเพื่อให้สามารถกำหนดราคาสูงขึ้นได้ และการไม่ลงเนื้อหาออนไลน์ก็เพื่อไม่ให้กระทบต่อมูลค่าของหนังสือพิมพ์ฉบับกระดาษ ราคาที่สูงขึ้น ทำให้ยอดจัดจำหน่ายนั้นลดลง และส่งผลให้มูลค่าของการลงโฆษณาในหน้าทั่วไปนั้นลดลงตามไปด้วย

ผลงานวิจัยเรื่องนี้ จะตีพิมพ์ในวารสาร Management Science และสามารถอ่านฉบับ preprint ได้จาก SSRN

ที่มา - Phys.org, SSRN

ผลวิจัยพบ เวลาออมแสง (DST) ช่วยลดการก่ออาชญากรรม

By: chayaninw on Mon, 2013-05-27 22:47

หลายประเทศในเขตอบอุ่น มีการใช้ระบบเวลาออมแสง (daylight saving time) ซึ่งจะปรับเวลาเวลาให้เร็วขึ้นหนึ่งชั่วโมงในช่วงเข้าสู่ฤดูร้อน แล้วปรับกลับมาในช่วงเข้าสู่ฤดูหนาว ซึ่งการปรับเวลาให้เร็วขึ้นในช่วงฤดูร้อนให้เร็วขึ้น ก็เพื่อให้มีเวลาที่ยังสว่างในช่วงเย็นมากขึ้น ถึงแม้ว่าเหตุผลหลักของการใช้เวลาออมแสงซึ่งเป็นเรื่องประหยัดพลังงาน ยังคงมีข้อถกเถียงกันอยู่มาก แต่งานวิจัยเชิงประจักษ์ฉบับหนึ่ง ได้สรุปผลออกมาว่า การมีแสงสว่างมากขึ้นในช่วงเย็นนั้น ช่วยลดการเกิดอาชญากรรมได้มากทีเดียว

นักเศรษฐศาสตร์ Nicholas Sanders จาก College of William and Mary ร่วมกับ Jennifer Doleac จาก University of Virginia ได้นำข้อมูลอาชญากรรมจาก National Incidence-Based Reporting System (NIBRS) ของสหรัฐอเมริกา มาวิจัยหาผลของการเปลี่ยนแปลงเวลาออมแสง กับการเกิดอาชญากรรมในช่วงสามสัปดาห์ก่อนและหลังวันที่เปลี่ยนเวลา แล้วก็พบว่า จำนวนการปล้นในชั่วโมงที่ได้รับผลจากเวลาออมแสงมากที่สุด (ช่วงเย็นที่จากมืด กลายเป็นยังคงสว่างอยู่หลังปรับเวลา) ลดลงอย่างชัดเจน

Sanders ใช้ข้อมูลการรายงานอาชญากรรมจากปี 2005-2008 ซึ่งได้ข้ามผ่านปี 2007 ซึ่งสภาของสหรัฐได้เลื่อนวันเปลี่ยนเวลาให้เร็วขึ้นอีกสามสัปดาห์ด้วย ทำให้สามารถควบคุมตัวแปรเรื่องช่วงเวลาของปี (เช่น อุณหภูมิที่อุ่นขึ้น) ได้มากขึ้นด้วย ซึ่งผลจากแบบจำลองทางเศรษฐมิติ ก็ยังคงชี้ไปในแนวทางที่ว่า การเกิดอาชญากรรมนั้นลดลงจากการเปลี่ยนเวลา

ผลจากการวิจัยนี้ นอกจากนี้จะช่วยในการตัดสินใจด้านนโยบายการใช้เวลาออมแสงแล้ว สมมติฐานที่ว่าปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดอาชญากรรมคือความสว่างภายนอก ยังช่วยสนับสนุนการตัดสินใจนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการติดไฟให้ความสว่างภายนอกของรัฐด้วย

งานวิจัย Under the Cover of Darkness: Using Daylight Saving Time to Measure How Ambient Light Influences Criminal Behavior สามารถเข้าอ่านฉบับเต็มได้ครับ

ที่มา - Phys.org

โปรแกรมสะสมไมล์ของสายการบินและโรงแรมไม่ได้ทำให้คนกลับมาใช้บริการตัวเอง

By: toandthen on Mon, 2013-02-11 17:15

จากการเก็บข้อมูลล่าสุดของ Deloitte จากนักธุรกิจที่ใช้เครื่องบินบ่อยจำนวน 4,000 คนในสหรัฐฯ พบว่านักธุรกิจเหล่านี้ไม่ได้มีความ "ซื่อสัตย์" ต่อสายการบินหรือโรงแรมแบรนด์หนึ่งเลย เพียงแค่ 8% ที่ยอมใช้แบรนด์โรงแรมด้วยเหตุที่ต้องการสะสมไมล์กับโรงแรมนั้น และอีก 14% เท่านั้นที่จะยอมบินสายการบินที่ตัวเองเป็นสมาชิกอยู่ โดยสาเหตุของการที่ลูกค้าไม่ได้มีความซื่อสัตย์ต่อแบรนด์เหล่านี้ กลับเกิดจากสิ่งที่ถูกออกแบบมาให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการของตัวเองบ่อย ๆ ซึ่งก็คือระบบสมาชิกสะสมไมล์นั่นเอง

44% ของกลุ่มนักธุรกิจที่ถูกสอบถามเป็นสมาชิกของโรงแรมหรือสายการบิน 2 แบรนด์เป็นอย่างต่ำ ในขณะที่ 65% ของกลุ่มนักธุรกิจเหล่านี้ได้ร่วมใช้บริการจากระบบสมาชิกสะสมไมล์มากกว่า 2 แบรนด์ในรอบหกเดือนที่ผ่านมา จากในรายงาน Deloitte เชื่อว่าสาเหตุที่อธิบายพฤติกรรมนี้ได้ น่าจะเป็นสิทธิพิเศษที่ไม่เพียงพอของโปรแกรมสะสมไมล์เหล่านี้ หรือไม่ก็โปรแกรมสะสมไมล์เป็นบ่อเกิดของพฤติกรรมนี้เสียเอง

หนึ่งในผู้ที่ถูกสอบถาม บอกว่า เขาสมัครเป็นสมาชิกโปรแกรมสะสมไมล์โรงแรมมากกว่าครึ่งโหล แต่เขาไม่ได้ซื่อสัตย์ต่อแบรนด์ใดมากเป็นพิเศษ โดยเขาใช้สิทธิที่ได้รับในการเช็คว่ามีโปรโมชั่นพิเศษอะไรบ้างเท่านั้น

ในขณะเดียวกัน "ความคุ้มค่า" น่าจะเป็นเหตุผลหลักในการเลือกใช้บริการของสายการบินหรือโรงแรม โปรแกรมสะสมไมล์ กลับมีความสำคัญต่ำสุดอันดับ 6 ที่เป็นอาจเป็นตัวแปรที่ทำให้ลูกค้าเลือกใช้บริการของแบรนด์นั้น ๆ นอกจากความคุ้มค่าแล้ว ความสะดวกสบาย บริการที่จอดรถฟรี และสถานที่ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับลูกค้าในการเลือกใช้บริการโรงแรม สำหรับสายการบิน เวลาในการบินและเวลาที่ถึงจุดหมายปลายทาง และความปลอดภัยถือว่าสำคัญ แม้ว่ากลุ่มที่ถูกเก็บข้อมูลมากกว่าครึ่งบอกว่าพวกเขาพึงพอใจกับโปรแกรมสะสมไมล์

ลูกค้ามักจะเลือกกลับไปใช้บริการของโรงแรมและสายการบินที่สามารถทำให้บริการของตัวเองเป็นที่ประทับใจกับลูกค้ามากกว่า เช่น ความสะดวกสบาย ความคุ้มค่า และ Wi-Fi ฟรี Weissenberg รองประธานของ Deloitte กล่าวว่ามันค่อนข้างชัดเจนว่ากลุ่มธุรกิจในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและเดินทางจะต้องอัพเกมของตัวเอง เพื่อที่จะสร้างความซื่อสัตย์ต่อแบรนด์ของตัวเองในตัวลูกค้าในบริการแท้จริงของตัวเอง และจะต้องให้ลูกค้าได้มากกว่าบัตรสะสมไมล์

ที่มา - The Economist

คนยุค Gen Y ชอบทำงานกับบริษัทเล็กมากกว่าบริษัทใหญ่

By: Blltz on Wed, 2012-09-05 09:10

PayScale ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์แบบ on-demand ร่วมกับ Millennial Branding บริษัทที่ปรึกษาทางด้านการจัดการได้เผยรายงานในชุด "Gen Y on the Job" ที่พูดถึงรายละเอียดด้านการงานของคนใน Generation Y (ช่วงอายุ 18-29 ปีในปัจจุบัน) เฉพาะในสหรัฐฯ

ข้อมูลเด่นที่ถูกยกขึ้นมาจากรายงานดังกล่าวคือคนรุ่นนี้มักทำงานในบริษัทขนาดเล็กมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่ ด้วยเหตุผลในแง่ของความคล่องตัว (ที่มักไม่มีในบริษัทขนาดใหญ่) และปัจจัยอื่นๆ เช่นเงินเดือน ตารางการทำงาน เล่นเน็ตในที่ทำงานได้ เป็นต้น

หลายข้อที่ถูกยกขึ้นมาพูดถึงในรายงานชิ้นนี้นับว่าน่าสนใจมาก แบ่งเป็นข้อๆ ได้ประมาณนี้ครับ

  • กว่าครึ่งของคนรุ่นนี้มักจบปริญญา แต่งานส่วนใหญ่ที่ทำมักไม่จำเป็นต้องจบปริญญา เช่นงานจำพวกเซลล์ เป็นต้น
  • บริษัทไอทีคือสวรรค์ของคน Gen Y อ้างตัวเลขจากรายงานชิ้นนี้ วัดผลจากจำนวนคนรุ่นนี้ในบริษัท ความพึงพอใจในงาน ผลปรากฎว่าบริษัทไอทีทำคะแนนนำลิ่วติดห้าอันดับแรกถึงสี่บริษัท เรียงตามลำดับได้แก่ Qualcomm, Google, Intel และ Microsoft
  • ทำงานกับบริษัทขนาดเล็กมากกว่า ตามตัวเลขที่ระบุมาทำงานกับบริษัทเล็กที่มีพนักงานน้อยกว่าหนึ่งร้อยคนมากถึง 47% บริษัทขนาดกลางที่มีพนักงานไม่เกิน 1,500 คนราว 30% ส่วนบริษัทใหญ่กว่านั้นมีเพียง 23%
  • เลือกทำงานเฉพาะทาง และเป็นผู้ประกอบการมากขึ้น เช่นอาชีพในแวดวงวิทยาศาสตร์
  • งานทั่วไปของคนรุ่นนี้อยู่ในกลุ่มการตลาดออนไลน์ และโซเชียลมีเดียไปแล้ว ดูไม่ยากนักจากความนิยมของระบบดังกล่าว รวมถึงเศรษฐีในยุคใหม่ๆ ที่มาจากวงการนี้ทั้งนั้น
  • อาชีพทำเงินเป็นสายวิศวกร ดูได้จากสามในห้าอันดับแรกที่เป็นวิศวกรไปเสียสามแล้ว โดยแชมป์ตกเป็นของวิศวกรปิโตรเคมีที่มีรายได้เฉลี่ยราว 98,100 ดอลลาร์สหรัฐฯ

ดูรายละเอียดของรายงานแบบเต็มๆ ได้จากที่มาครับ

ที่มา - PayScale

วิกฤติตุลาการ ศาลฎีกาสหรัฐฯ เหลืออัตราการรับรองจากประชาชนเพียง 52%

By: lew on Thu, 2012-05-10 03:12

Pew Internet Research ได้สำรวจระดับการรับรองศาลฎีกาสูงสุด (Supreme Court) ของสหรัฐฯ และพบว่าอัตราการรับรอง (favorable ratings) ลดลงเหลือเพียง 52% ต่ำที่สุดในรอบ 25 ปี โดยจุดสูงสุดของศาสฎีกาสูงสุดสหรัฐฯ นั้นเคยมีอัตราการรับรองถึง 80% ในปี 1994

อัตราการไม่รับรอง (unfavorable) นั้นอยู่ที่ 29% จากที่เคยสูงสุดในปี 2005 แต่ที่มากกว่าคือกลุ่มไม่มีความคิดเห็น สูงขึ้นเป็น 19% มากที่สุดนับแต่มีการสำรวจมาก

เมื่อแยกตามฝั่งการเมือง พบว่ากลุ่มผู้นิยมพรรคเดโมแคตรดนั้นให้การรับรอง 52% ส่วนพรรครีพับลิคกันให้การรับรอง 56% นับว่าไม่ต่างกันมากนัก เทียบกับสมัยประธานาธิปดีบุชคนลูกที่ความต่างของการรับรองศาลฎีกานี้ต่างกัน 10-20%

สาเหตุของอัตราการรับรองที่ลดลงเหตุผลหนึ่ง คือ การที่ศาลฎีกาเข้าตรวจสอบกฏหมายประกันสุขภาพของโอบามาในปี 2010 ทำให้ฝ่ายเดโมแครตให้ความรับรองต่อศาลลดลงอย่างรวดเร็ว โดย 32% ของฝ่ายเดโมแครตระบุว่าให้การรับรองต่อศาลน้อยลง

การสำรวจนี้ทำขึ้นกับประชาชน 3,008 คน ในระหว่างวันที่ 4-14 เมษายนที่ผ่านมา โดยอาศัยการสุ่มโทรศัพท์ ตามโทรศัพท์บ้านหรือโทรศัพท์มือถือ

ที่มา - Pew Research Center

Citigroup รายงานสิงคโปร์เป็นเมืองที่ความสามารถในการแข่งขันสูงสุดในเอเชีย

By: lew on Tue, 2012-03-13 22:53

รายงานจาก Economist Intelligence Unit (EIU) ของ Citigroup ออกมาวิเคราะห์ถึงความสามารถในการแข่งขันของเมืองต่างๆ ในโลกสำหรับการทำธุรกิจ หรือเรียกว่า Global City Competitive Index โดยพิจารณาด้านความดึงดูดธุรกิจ, ประสิทธิภาพการทำงาน, ความมั่นคงทางการเงิน, และสิ่งแวดล้อม พบว่าสิงคโปร์เป็นเมืองที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงสุดในเอเชีย

EIU ระบุว่าสิงคโปร์และฮ่องกงนั้นมีความสามารถในการแข่งขันรวมใกล้เคียงกันในหลายๆ ด้าน แต่ในเรื่องของสิ่งแวดล้อมและความน่าลงทุนในระดับโลกแล้วสิงคโปร์สามารถเอาชนะในเรื่องนี้ไปได้

ในระดับโลกแล้ว สิบอันดับแรกได้แก่ นิวยอร์ค, ลอนดอน, สิงคโปร์, ปารีสและฮ่องกง, โตเกียว, ซูริค, วอร์ชิงตันดีซี, ชิคาโก, และบอสตัน ส่วนในยี่สิบอันดับแรกของโลกนั้นมี 15 เมืองอยู่ในเอเชียและในจำนวนนั้น 12 เมืองอยู่ในจีน

ที่มา - Citigroup

ตลท. เผยหุ้นปันผลให้ผลตอบแทนมากกว่าเงินฝาก

By: medkung on Thu, 2012-03-01 01:23

ข่าวช้าไปสักวันนะครับแต่เห็นว่าน่าสนใจดี เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้มีการเสนอผลการวิจัยเรื่อง "หุ้นปันผล ขุมทรัพย์ของการลงทุน" โดยผู้นำเสนอคือคุณพัดชา จุนอนันตธรรม ได้นำเสนอว่าได้ใช้กลุ่มตัวอย่างบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (Mai) ใช้ข้อมูลย้อนหลัง 5 ปีตั้งแต่ 2549-2553 พบว่า 288 บริษัทหรือประมาณ 56.3% เป็นหุ้นปันผล โดยกลุ่มหุ้นปันผลเหล่านี้ให้ผลตอบแทนต่อปีที่ 25.3% มากกว่าดัชนีตลาดที่ให้ผลตอบแทนที่ 21.1% และมีกำไรส่วนต่างของราคาหุ้นใกล้เคียงกับตลาดส่วนทางด้านความผันผวนของราคาก็น้อยกว่าตลาด และถ้านักลงทุนถือหุ้นปันผลโดยตลอด 5 ปีจะให้ผลตอบแทน 153% ของเงินลงทุนเริ่มต้น

ทางด้านหุ้นกลุ่มที่ปันผลมีอยู่ในหลายๆ หมวด แต่หมวดที่ปันผลมากและสัดส่วนที่สูงคือกลุ่มปิโตรเคมี ตามด้วยกลุ่มของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และธุรกิจการเกษตร ถ้าหากดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ในระดับที่ต่ำมาก หุ้นปันผลก็นับว่าเป็นตัวเลือกสำหรับการลงทุน หรือลงทุนในหุ้นรายตัวตามดัชนี SETHD หรือหากงบลงทุนจำกัดก็จะเลือกลงทุนใน ETF ที่ลงทุนในดัชนี SETHD ก็ได้ หรืออีกทางเลือกหนึ่งคือลงทุนในกองทุนรวมที่จ่ายปันผล ซึ่งมีกองทุนประเภทดังกล่าวประมาณ 93 กองทุน ซึ่งจากต้นปี 2555 จนถึงปัจจุบันให้ผลตอบแทนประมาณ 10%

หากสนใจสามารถอ่านผลการวิจัยได้ที่นี่ครับ "หุ้นปันผล ขุมทรัพย์ของการลงทุน"

ที่มา: ไทยรัฐ, กรุงเทพธุรกิจ, สถาบันวิจัยตลาดทุน

กินจุกจิก อยากกาแฟ ไปดื่มดึก อาจเป็นเพราะเบื่องานที่ทำอยู่ ?

By: Blltz on Sat, 2012-01-14 00:08

แม้ว่าจะไม่บอกตรงๆ แต่หลายครั้งที่พฤติกรรมของมนุษย์กลับแสดงถึงความรู้สึกที่อยู่เบื้องลึกโดยที่เราไม่รู้ตัวอยู่เสมอ อย่างเช่น ถ้าพักนี้เริ่มรู้สึกว่าอยากกินจุกจิกระหว่างทำงาน อยากกาแฟมากเป็นพิเศษ ก็อาจเป็นไปได้ว่ากคนนคนนั้นกำลังเบื่องานที่ทำอยู่ก็ได้

เรื่องนี้ได้รับการพิสูจน์โดย Sandi Mann นักวิจัยแห่ง University of Central Lancashire ในสหราชอาณาจักรที่ทำวิจัยกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นพนักงานออฟฟิศจำนวน 102 คน โดยให้ตอบคำถามเกี่ยวกับความน่าเบื่อในการทำงาน แบ่งเป็น 5 ระดับตั้งแต่ "ไม่เคยเบื่อเลย" ไปจนถึง "เบื่อตลอดเวลา"

ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนมากที่บอกว่างานที่ทำอยู่นั้นน่าเบื่อ บอกว่าพวกเขารู้สึกอยากจะออกไปดื่มในวันที่งานน่าเบื่อ มากกว่าวันที่งานไม่น่าเบื่อ แต่ถ้าหากว่าเป็นในช่วงเวลางานคนกลุ่มนี้จะเปลี่ยนไปทานขนมขบเคี้ยวอย่างช็อกโกแลต หรือแม้กระทั่งเครื่องดื่มประจำสำนักงานอย่างกาแฟ เป็นต้น (อ้วนแน่)

... บางทีที่เราอยากกินกาแฟทุกวันอาจเป็นเพราะว่ากำลังเบื่องานที่ทำอยู่ก็เป็นได้นะ

ที่มา - msnbc

Pages

Subscribe to RSS - Research