Music

วง AKB48 ทำยอดขายซิงเกิลรวม 36 ล้านชุด สูงที่สุดในญี่ปุ่น

By: lew on Thu, 2015-12-10 22:59

Oricon รายงานยอดขายซิงเกิล "唇にBe My Baby" ซึ่งเป็นซิงเกิลที่ 42 ของวง AKB48 ทำยอดขายในวันอังคารที่ผ่านมารวม 810,000 แผ่น เมื่อรวมยอดขายซิงเกิลทั้งหมดที่ผ่านมา ทำให้วง AKB48 มียอดขายรวม 36,158,000 ชุด สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา ชิงสถิติจากวง B'z ที่ออกซิงเกิลมาแล้ว 49 ครั้ง รวมยอดขาย 35,809,000 ชุด

วงการเพลงของญี่ปุ่นยังคงมีการซื้อขายซีดีในปริมาณค่อนข้างสูง แม้ยอดจะตกลงเรื่อยๆ ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เมื่อปี 2014 ยอดขายเหลือเพียง 1.8 แสนล้านเยน จากที่เคยสูงถึง 3.7 แสนล้านเยนในปี 2004 และซิงเกิลดังๆ ในสมัยก่อนก็เคยทำยอดขายทะลุล้านกันได้เสมอๆ

รายการประกวดร้องเพลง American Idol เตรียมยุติรายการในปีหน้า หลังออกอากาศมา 15 ปี

By: arjin on Tue, 2015-05-12 11:57

สถานีโทรทัศน์ Fox อเมริกาประกาศยุติรายการประกวดร้องเพลง American Idol โดยซีซั่นที่ 15 ซึ่งจะเริ่มออกอากาศในปีหน้าจะเป็นซีซั่นสุดท้าย ถือเป็นการสิ้นสุดรายการเรียลลิตี้ประกวดร้องเพลง ที่เป็นต้นแบบให้เกิดรายการประกวดร้องเพลงแล้วคนดูโหวตให้คะแนนออกมาอีกหลายรายการ

สาเหตุที่ Fox ยกเลิกก็เพราะเรทติ้งของรายการถดถอยอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากที่เคยเป็นรายการยอดนิยมอันดับหนึ่งของอเมริกา 8 ปีติดต่อกันด้วยคนดูกว่า 30 ล้านคน แต่ซีซั่นล่าสุดมีผู้ชมอยู่ราว 9 ล้านคนเท่านั้น ส่งผลให้เรทติ้งรวมของสถานี Fox ตกเป็นอันดับ 4 อีกครั้ง จึงจำเป็นต้องค้นหารายการใหม่มาสร้างเรทติ้งทดแทน

American Idol เริ่มออกอากาศตั้งแต่ปี 2002 ด้วยรูปแบบการประกวดร้องเพลงที่ให้คนดูทางบ้านโหวตเลือกผู้ชนะ มีศิลปินที่ชนะรายการนี้และมีชื่อเสียงอย่างมาก อาทิ Kelly Clarkson, Carrie Underwood และ Jennifer Hudson รายการ American Idol ยังเป็นผู้จุดกระแสให้เกิดรายการประกวดร้องเพลงที่ให้คนดูโหวตในรูปแบบต่างๆ อาทิ The Voice หรือ X Factor ทั้งยังส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมดนตรี ที่ทำให้กระบวนการคัดเลือกศิลปินใหม่เป็นการเน้นหาจากรายการประกวดทางโทรทัศน์มากขึ้นด้วย

ที่มา: The New York Times

จุดเปลี่ยนมาถึงแล้ว? Warner Music ระบุว่ารายได้จากสตรีมมิ่งสูงกว่าดาวน์โหลดแล้ว

By: arjin on Tue, 2015-05-12 10:29

ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ Warner Music Group เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจในการรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ผ่านมา ระบุว่ารายได้ส่วนธุรกิจเพลงจากสตรีมมิ่ง อาทิ Spotify หรือ YouTube มีการเติบโตถึง 33% ขณะที่ภาพรวมรายได้การขายเพลงผ่านดิจิตอลรวมเติบโตเพียง 7% นั่นหมายความว่ารายได้จากการดาวน์โหลดเพลงของ Warner ลดลง

ตัวเลขนี้ของ Warner ช่วยย้ำว่าอุตสาหกรรมดนตรีในอเมริกากำลังเปลี่ยนไปจากการมีรายได้ดาวน์โหลด ไปสู่รายได้ส่วนแบ่งจากการฟังเพลงแบบสตรีมมิ่ง ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีข่าวว่าบรรดาค่ายเพลงพยายามกดดัน Spotify ให้ลดการฟังฟรีมาเป็นแบบสมัครสมาชิก หรือกระทั่งแอปเปิลที่มีข่าวจะเข้ามาลุยสตรีมมิ่งเต็มตัว ก็พยายามกดดันค่ายเพลงต่างๆ เช่นกัน

สิ่งที่น่าจะเป็นต่อจากนี้คือการปรับโมเดลแบ่งรายได้สตรีมมิ่งที่ให้ผลประโยชน์ลงตัวกับทุกฝ่ายนั่นเอง

ที่มา: Re/code

เปิดราคาจัดจ้าง MV และเพลง "ค่านิยม 12 ประการ" 3.5 ล้านบาท แกรมมี่ได้งาน

By: mk on Thu, 2014-12-18 12:35

จากข่าว สติกเกอร์ LINE "ค่านิยม 12 ประการ" ตั้งราคากลางกว่า 7 ล้านบาท และ ราคากลางหนังสั้นค่านิยม 12 ประการ 25 ล้านบาท สื่ออีกประเภทหนึ่งที่เกี่ยวกับนโยบาย "ค่านิยม 12 ประการ" คือบทเพลงพร้อม MV เพื่อเผยแพร่ในวงกว้าง โดยงานนี้ผู้ที่ได้รับคัดเลือกคือ GMM Grammy

โครงการนี้ดำเนินการภายใต้กระทรวงวัฒนธรรมระหว่างเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2557 โดยใช้ชื่อโครงการว่า จ้างจัดทำบทเพลงปลูกฝังค่านิยม ๑๒ ประการ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๒๕๕๗ มูลค่าโครงการ 3.5 ล้านบาท กำหนดส่งงานภายใน 60 วัน มีเนื้องาน 3 อย่าง ได้แก่

  1. จัดทำเนื้อร้องเพลงค่านิยม 12 ประการ พร้อมเรียบเรียง ประสานเสียง บันทึกเสียง ความยาวไม่น้อยกว่า 3 นาที
  2. บันทึกเสียงโดยใช้ศิลปิน-นักร้องที่มีชื่อเสียงไม่น้อยกว่า 6 คน
  3. ผลิตสื่อวิดีทัศน์ (Music Video) ประกอบเพลง 1 เรื่อง ยาวไม่น้อยกว่า 3 นาที โดยใช้ศิลปิน-นักร้องที่มีชื่อเสียงไม่น้อยกว่า 6 คน

ที่มา - เว็บไซต์กระทรวงวัฒนธรรม

ยอดขายแผ่นเสียงในอังกฤษเติบโตสูงสุดในรอบ 18 ปี ขายได้เกินล้านแผ่น

By: mk on Sun, 2014-11-30 09:27

แผ่นเสียง หรือแผ่นไวนีล (vinyl) กลายเป็นสื่อบันทึกเสียงย้อนยุคที่คนกลับมาสนใจอีกครั้ง โดยยอดขายแผ่นเสียงในสหราชอาณาจักรกลับมาทะลุ 1 ล้านแผ่นต่อปีได้เป็นครั้งแรกนับจากปี 1996 และคาดว่าตลอดทั้งปีจะมียอดขายราว 1.2 ล้านแผ่น

แผ่นเสียงที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ The Endless River อัลบั้มล่าสุดของวง Pink Floyd ซึ่งถือเป็นแผ่นเสียงที่ขายดีที่สุดนับจากปี 1997 เป็นต้นมา (ยอดขาย 6,000 แผ่น)

คาดกันว่าเมื่อ 5 ปีก่อน อุตสาหกรรมแผ่นเสียงในภาพรวมมีมูลค่าเพียง 5 ล้านปอนด์ต่อปี แต่มูลค่ากลับเพิ่มสูงอย่างรวดเร็วจนเป็น 20 ล้านปอนด์ในปีนี้ ปัจจัยที่ช่วยให้แผ่นเสียงกลับมานิยมเกิดจากกลุ่มลูกค้า 2 กลุ่ม ได้แก่กลุ่มลูกค้ามีอายุที่เติบโตมากับยุคแผ่นเสียงและยังหลงใหลในสื่อประเภทนี้อยู่ กับลูกค้ารุ่นใหม่วัยรุ่นแนว hipster ที่มองว่าแผ่นเสียงเป็นเรื่องเท่ และต้องการฉีกแนวจากระบบเพลงดิจิทัลกระแสหลัก

ปัจจุบันแผ่นเสียงกลายเป็นสื่อบันทึกเสียงราคาแพง เพราะอัลบั้มเพลงในรูปแบบซีดีมักขายแผ่นละ 10 ปอนด์ ในขณะที่แผ่นเสียงยุคหลังตั้งราคา 25 ปอนด์

ที่มา - BBC, ภาพประกอบ Just Ard on Flickr (Creative Commons)

Bodyslam ประกาศยกเลิกทัวร์คอนเสิร์ตกลางคัน หลังขาดทุนหลายสิบล้านบาท

By: arjin on Sat, 2014-11-08 14:05

เป็นข่าวในโลกออนไลน์มากพอสมควรเมื่อวานนี้ เมื่อวงดนตรีชื่อดังอย่าง Bodyslam ได้ประกาศยุติการแสดงคอนเสิร์ตทัวร์ทั่วประเทศ 30 จังหวัดในชื่อ "bodyslam ปรากฎการณ์ ดัม-มะ-ชา-ติ" โดยจะแสดงที่สุดท้ายคือจังหวัดนครราชสีมาในวันนี้ (8 พฤศจิกายน) ซึ่งเป็นโชว์ลำดับที่ 12 โดยยกเลิกไป 21 โชว์ ที่มีกำหนดจะแสดงไปจนถึง 1 กุมภาพันธ์ ที่ภูเก็ตเป็นจังหวัดสุดท้าย

รูปแบบคอนเสิร์ต Bodyslam นี้ใช้รูปแบบเวทีแบบเดียวกันทั้งหมด และขายบัตรในราคาเท่ากันทั้งหมด 1,500 บาททั่วประเทศ รอบละ 6,000 ใบ โดยให้สิทธิผู้ซื้อบัตรวันแรกที่จำหน่ายในราคา 900 บาท ซึ่งบัตรมียอดจำหน่ายสูงสำหรับรอบการแสดงที่กรุงเทพฯ (แสดง 3 รอบ) และพัทยา (แสดง 2 รอบ) ขณะที่จังหวัดอื่นมีบัตรเหลือค่อนข้างมาก โดยคอนเสิร์ตจัดการแสดงไปแล้วใน สุพรรณบุรี, อยุธยา, นครปฐม, สระบุรี, กรุงเทพฯ, จันทบุรี, พัทยา และระยอง

ยุทธนา บุญอ้อม ผู้จัดคอนเสิร์ตนี้เปิดเผยว่ายอดขายบัตรนั้นไม่เป็นไปตามเป้า ซึ่งขาดทุนไปแล้วราว 20-30 ล้านบาท และจะขาดทุนมากกว่านี้หากยังเดินหน้าจัดคอนเสิร์ตต่อ โดยตอนแรกจะใช้วิธีลดราคาบัตรเหลือ 399 บาท แต่เกิดกระแสความไม่พอใจเมื่อประกาศออกไป จึงตัดสินใจยุติคอนเสิร์ตเลยแทน

เรื่องนี้สะท้อนภาพหลายอย่าง อาทิ ราคาบัตรที่เหมาะสมสำหรับการจัดคอนเสิร์ตในต่างจังหวัด บ้างก็อาจสะท้อนถึงสภาพเศรษฐกิจในตอนนี้ได้เลยครับ

ที่มา: ไทยรัฐ

Taylor Swift ถอนเพลงทั้งหมดออกจากบริการสตรีมมิ่ง Spotify หวังเพิ่มยอดขายอัลบั้ม

By: arjin on Tue, 2014-11-04 11:31

ถึงแม้บริการสตรีมมิ่งเพลงออนไลน์จะเป็นแนวโน้มของการฟังเพลงที่มาแทนที่การขายเพลงแบบดิจิตอลดาวน์โหลดแบบเดิม แต่เมื่อเป็นคราวของศิลปินชื่อดังอย่าง Taylor Swift ซึ่งเพิ่งมีอัลบั้มเต็มล่าสุด 1989 ออกมา ก็ดูเหมือน Taylor จะไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น

โดยบริการฟังเพลง Spotify ออกมาเปิดเผยผ่านบล็อกของบริษัทว่า Taylor Swift ตัดสินใจไม่นำเพลงใน 1989 มาให้ฟังใน Spotify รวมทั้งถอนเพลงจากอัลบั้มก่อนหน้านี้ทั้งหมดออกไปด้วย ซึ่ง Spotify บอกว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก เพราะในรอบ 30 วันย้อนหลังมีคนฟังเพลงของ Taylor ถึง 16 ล้านคนจากสมาชิกกว่า 40 ล้านคน และ Spotify หวังว่าเธอจะเปลี่ยนใจ เนื่องจาก Spotify เป็นบริการที่ให้ส่วนแบ่งกับศิลปินดีมากคือ 70% ของรายได้

Taylor Swift เคยให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่า การละเมิดลิขสิทธิ์, การแบ่งปันไฟล์ ตลอดจนบริการสตรีมมิ่ง เหล่านี้คือสิ่งที่กระทบยอดขายอัลบั้มเพลงอย่างมาก ขณะเดียวกันก็มีการเปิดเผยตัวเลขว่าศิลปินเองจะได้เงินจาก Spotify ราว 0.006-0.0084 ดอลลาร์ต่อการเล่นเพลงหนึ่งครั้ง ซึ่งถือว่ากระทบต่อรายได้รวมที่ลดลงเมื่อเทียบกับการขายผ่านดาวน์โหลด

อัลบั้ม 1989 ถูกคาดหวังจากอุตสาหกรรมเพลงในอเมริกาอย่างมาก ว่าจะพลิกฟื้นการขายเพลงแบบเดิมได้ โดยประเมินว่าสัปดาห์แรกจะขายได้มากกว่า 1.3 ล้านอัลบั้ม ซึ่งสถิตินี้สำหรับศิลปินเดี่ยวหญิงครั้งสุดท้ายที่ทำได้คืออัลบั้ม Oops!… I Did It Again ของ Britney Spears ในปี 2000 จึงเป็นได้ว่าทีมงาน Taylor Swift จะพยายามทำทุกทางเพื่อให้เกิดการซื้ออัลบั้มแบบดั้งเดิม รวมทั้งการถอนเพลงออกจาก Spotify นั่นเอง

ที่มา: The Verge

ไม่จบง่าย ๆ Deadmau5 โต้กลับดิสนีย์ว่าขโมยเพลงของเขามาโดยไม่ขออนุญาต

By: Be1con on Mon, 2014-09-08 17:45

หลังจากที่ทางดิสนีย์จ่อฟ้องศิลปิน EDM (Electronic Dance Music) อย่าง Deadmau5 ฐานลอกเลียนแบบสัญลักษณ์มิกกี้เมาส์ ตอนนี้มีปฏิกิริยาจากทางฝั่ง Deadmau5 เพิ่มเติมมาแล้ว เพราะว่าล่าสุด Deadmau5 หรือชื่อจริง ๆ คือ Joel Zimmerman ได้ออกมาโต้กลับว่าทางดิสนีย์ก็ละเมิดลิขสิทธิ์เพลงของเขาเช่นกัน

โดย Deadmau5 ได้นำลิงก์วิดีโอมิกกี้เมาส์เมื่อปี 2009 (ที่ดิสนีย์ได้ขโมยเพลง "Ghosts 'n' Stuff" ของเขามาใส่ในวิดีโอนั้นโดยไม่ขออนุญาตจากศิลปิน) มาโพสต์ลงทวิตเตอร์ส่วนตัวของเขา

ทั้งนี้ ในวิดีโอดังกล่าวเป็นหนึ่งในซีรีย์ของ Re-Mick ของทางดิสนีย์ ที่นำเพลงต่าง ๆ มาผสมผสานกับฉากเก่า ๆ ของการ์ตูนมิกกี้เมาส์

ด้านโฆษกของทางฝั่งดิสนีย์ได้เปิดเผยข้อมูลกับเว็บไซต์ Rolling Stones ว่า "ดิสนีย์ปกป้องเครื่องหมายการค้าของบริษัทอย่างรวดเร็ว และเราก็ไม่เห็นด้วยที่คุณ Zimmerman จะนำโลโก้ของเขามาจดเครื่องหมายการค้า ทั้ง ๆ ที่ใกล้เคียงกับเครื่องหมายการค้าของเราในการหาผลประโยชน์ในทางไม่ถูกต้องทางการค้าของเขา (Deadmau5)"

นอกจากนี้โฆษกของทางดิสนีย์ยังบอกอีกว่า "คำโต้แย้งของพวกเราไม่เกี่ยวกับการใช้คอสตูมของ Deadmau5 เรายืนยันว่าเพลงที่นำมาใช้นั้นได้ลิขสิทธิ์มาถูกต้องเหมาะสมแล้ว และข้ออ้างของเขานั้นไม่มีน้ำหนักมากพอ"

ต้องติดตามต่อไปว่าสุดท้ายแล้ว คู่นี้จะจบอย่างไรครับ

ที่มา: The Verge

นักสร้างหนังยื่นฟ้องเรื่องลิขสิทธิของเพลง Happy Birthday

By: mr_tawan on Mon, 2013-06-17 16:19

ทุกคนคงรู้จักเพลง Happy Birthday และก็คงได้ร้องเพลงนี้ปีละหลายครั้ง แต่หลายคนคงไม่ทราบว่า Warner/Chappell Music ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Time Warner อ้างว่าตนเป็นเจ้าของลิขสิทธิเพลงนี้ Warner/Chappell Music สามารถทำรายได้ได้ถึงปีละ 2 ล้านเหรียญสหรัฐจากการเก็บค่าใบอนุญาตการใช้งานเพลงนี้จากบรรดารายการทีวีต่าง ๆ

แต่ลิขสิทธิของเพลงนี้แท้จริงแล้วอาจจะไม่ได้เป็นของ Warner/Chappell Music เมื่อนักสร้างสารคดีอย่าง Good Morning To You ได้ยื่นฟ้องในศาลรัฐบาลกลางสหรัฐเพื่อที่จะพิสูจน์ว่าลิขสิทธิของเพลงนี้นั้นหมดอายุไปนานแล้ว และมีเพลงอื่น ๆ ที่มีเนื้อเพลงเหมือนกับเพลงนี้มากอย่าง Good Morning to All ที่ตีพิมพ์ในหนังสือ Song Stories for the Kindergarten ในปี 1893 ซึ่งเป็นการเผยแพร่ก่อนที่จะมีการอ้างความเป็นเจ้าของในปี 1935 ของ Warner/Chappell Music

ที่จริงมีการพยายามพิสูจน์ว่าลิขสิทธิของเพลงนี้ไม่ได้เป็นของ Warner/Chappell Music มาอย่างต่อเนื่อง จากการค้นคว้าเอกสารจากมหาวิทยาลัย George Washington นั้นพบว่า เพลงนี้ไม่ได้คุ้มครองด้วยลิขสิทธิค่อนข้างแน่นอน เนื่องจากไม่มีหลักฐานว่าใครเป็นผู้ประพันธ์, คำประกาศลิขสิทธิที่ไม่สมบูรณ์, และความล้มเหลวในการยื่นขอต่ออายุลิขสิทธิใหม่

คดีนี้กำลังจะเป็นการดำเนินคดีกลุ่ม (Class Action) โดยผู้ฟ้องร้องหวังว่าผู้ที่เคยจ่ายค่าใบอนุญาตทุกคนจะได้รับการเงินชดเชยจาก Warner/Chappell Music ครับ

ที่มา: Ars Technica

ยอดขายแผ่นเสียงในปี 2012 สูงสุดในรอบ 15 ปี นับตั้งแต่ปี 1997

By: medkung on Tue, 2013-04-09 21:18

จากรายงานของสมาพันธ์อุตสาหกรรมแผ่นเสียงนานาชาติ (IFPI) ปี 2012 ยอดขายแผ่นเสียงแตะระดับสูงสุดถึง 177 ล้านเหรียญสหรัฐสูงสุดในรอบ 15 ปีนับตั้งแต่ปี 1997

ทางด้านผลิตภัณฑ์อื่นๆทางรายงานของสมาพันธ์อุตสาหกรรมแผ่นเสียงนานาชาติได้รายงานว่าทางด้าน CD ยอดขายลดลง 5% ประมาณ 833 ล้านแผ่น จากปี 2011 ยอดขาย CD ขายได้ประมาณ 911 ล้านแผ่น ทางด้านเทปคาสเซตขายได้ 2 ล้านตลับ จากปี 2011 ที่ขายได้ 5 ล้านตลับ

รายได้จากยอดขายทั้งหมดที่เป็นดิจิตอลนั้น 20% นั้นมาจากบริการฟังเพลงออนไลน์ โดยทางด้านบริการฟังเพลงออนไลน์รายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 14% จากปี 2011

ส่วนรายงานด้านอื่นๆดูได้จากที่มาครับ

ที่มา: Music Week (1), Music Week (2), FACT Magazine

ผลวิจัยยุโรป ไม่พบหลักฐานว่าการดาวน์โหลดเพลงผิดกฎหมาย ทำให้ยอดขายออนไลน์ลดลง

By: chayaninw on Tue, 2013-03-26 16:55

งานวิจัยจาก Institute for Prospective Technological Studies (หน่วยงานของ Joint Research Centre ของคณะกรรมาธิการยุโรป) ได้นำเสนอผลการวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคงานเพลงบนอินเทอร์เน็ตใน 5 ประเทศในยุโรป ซึ่งได้ผลออกมาว่า การดาวน์โหลดงานเพลงแบบผิดกฎหมายนั้นไม่มีผลทดแทนการซื้อเพลงออนไลน์แบบถูกกฎหมายแต่อย่างใด

ผลงานวิจัยของ Luis Aguiar และ Bertin Martens ซึ่งใช้ชื่อว่า Digital Music Consumption on the Internet: Evidence from Clickstream Data ได้นำข้อมูลจาก Nielsen NetView ซึ่งเก็บข้อมูลตัวอย่างผู้ใช้อินเทอร์เน็ต โดยข้อมูลที่ผู้วิจัยใช้นั้น ประกอบด้วยข้อมูลการใช้อินเทอร์เน็ตจากประชากรห้าประเทศขนาดใหญ่ ได้แก่ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี สเปน และสหราชอาณาจักร แต่ละประเทศประกอบด้วยกลุ่มตัวอย่างจำนวน 5,000 คน ข้อมูลของแต่ละคนประกอบด้วยข้อมูลด้านเศรษฐกิจสังคม เช่น เพศ อายุ การศึกษา อาชีพ รายได้ครัวเรือน ฯลฯ และข้อมูลการใช้งานอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นการคลิกเข้าเว็บไซต์ทั้งหมดในช่วง 1 มกราคม 2011 ถึง 31 ธันวาคม 2011 มีข้อมูลเป็น URL ที่เข้า เวลาที่เข้า ระยะเวลาที่เข้า และหมวดหมู่เนื้อหาของหน้าเว็บดังกล่าว ซึ่งเว็บไซต์ท้ังหมดจัดได้เป็น 15 หมวดหมู่หลัก และ 83 หมวดหมู่ย่อย

ศาลฎีกาแคนาดาตัดสินคดีลิขสิทธิ์ เคลียร์ประเด็นเพลงออนไลน์

By: chayaninw on Fri, 2012-07-13 14:14

ศาลฎีกาของแคนาดา ได้ตัดสินคดีห้าคดีที่เกี่ยวข้องกับประเด็นด้านลิขสิทธิ์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา สร้างมาตรฐานเกี่ยวกับการเก็บค่าธรรมเนียมของเจ้าของสิทธิงานดนตรีกับการเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต ที่ประกอบไปด้วยการซื้องานเพลงออนไลน์ การใช้บริการสตรีมเพลง การซื้อขายเกมที่มีดนตรีประกอบผ่านช่องทางออนไลน์ และการให้บริการฟังตัวอย่างเพลงของร้านค้าเพลงออนไลน์ด้วย

ในคดีที่เกี่ยวกับการดาวน์โหลดเพลงผ่านอินเทอร์เน็ต ศาลฎีกาได้ตัดสินว่า การซื้องานดนตรีโดยดาวน์โหลดผ่านอินเทอร์เน็ต มีค่าเท่ากับการซื้องานผ่านทางช่องทางดั้งเดิมเช่นการซื้อซีดี ไม่เข้าข่ายการสื่อสารต่อสาธารณะ ที่ฝั่งตัวแทนเจ้าของลิขสิทธิ์พยายามกล่าวอ้าง ก่อนหน้านี้ ฝั่งตัวแทนเจ้าของลิขสิทธิ์ ตีความว่าการให้ดาวน์โหลดเพลงนั้นเป็นการสื่อสารผ่านทางเครือข่ายโทรคมนาคมที่กฎหมายระบุ (ซึ่งใช้หมายถึงการเผยแพร่แบบในวิทยุ)

ในคดีเดียวกัน ศาลยังได้ตัดสินด้วยว่า การให้บริการสตรีมเพลง (streaming) นั้นมีความแตกต่างจากการขายเพลงทางอินเทอร์เน็ต โดยมีลักษณะของการสื่อสาร แม้ว่าบริการนั้นจะมีลักษณะออนดีมานด์ที่ผู้ใช้บริการผู้เรียกเพลงที่จะฟังและไม่ได้มีการรับฟังพร้อมกันก็ตาม ทำให้บริการสตรีมเพลงนั้นจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มสำหรับสิทธิในการกระจายเสียง

ในอีกคดีหนึ่ง ฝั่งตัวแทนเจ้าของลิขสิทธิ์ได้เรียกร้องให้มีการจ่ายค่าธรรมเนียมสำหรับการให้บริการฟังตัวอย่างงานเพลงก่อนที่จะซื้อผ่านทางบริการขายออนไลน์ โดยระบุว่าเป็นการใช้งานในเชิงพาณิชย์ ในกรณีนี้ ศาลฎีกาได้ตัดสินว่า การให้ฟังตัวอย่างเพลงนั้นเข้าข่ายการใช้งานค้นคว้า นับเป็นการใช้งานโดยชอบธรรม ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการใช้งานเพิ่มเติม หากคำตัดสินศาลออกมาในทางตรงกันข้ามแล้ว บริการขายเพลงออนไลน์ก็จะต้องจ่ายเงินให้กับตัวแทนเจ้าของลิขสิทธิ์สำหรับการให้บริการตัวอย่างเพลงด้วย

ศาลฎีกาได้เน้นย้ำว่า หลักการลิขสิทธิ์นั้นควรเป็นกลางต่อเทคโนโลยีที่ใช้ในการจัดจำหน่าย โดยในคดีระหว่างตัวแทนเจ้าของลิขสิทธิ์ดนตรี กับฝั่งผู้ผลิตเกม ศาลได้ตัดสินว่า การดาวน์โหลดเกมที่มีดนตรีประกอบนั้น ไม่ถือเป็นการสื่อสารต่อสาธารณะผ่านทางโทรคมนาคม เจ้าของลิขสิทธิ์เพลงไม่มีสิทธิเรียกเก็บเงินเพิ่มจากการที่เกมนั้นถูกดาวน์โหลดผ่านทางอินเทอร์เน็ตแทนที่จะเป็นการซื้อเกมที่ร้านหรือทางไปรษณีย์

นอกจากนี้ ศาลยังได้ตัดสินคดีเกี่ยวกับการถ่ายเอกสารหนังสือเพื่อใช้ในการประกอบการเรียน โดยศาลได้ตัดสินว่าการถ่ายเอกสารส่วนสั้นๆ ของหนังสือโดยอาจารย์เพื่อให้นักเรียนใช้นั้น เข้าข่ายการใช้งานโดยชอบธรรม ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์เพิ่ม ซึ่งเป็นการพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ที่คัดค้านคำตัดสินของคณะกรรมการลิขสิทธิ์ (Copyright Board) ก่อนหน้านี้

ที่มา - CBC, คำตัดสิน (CBC)

Taylor Swift คว้าอันดับหนึ่ง รายได้รวมปี 2011, Beatles ยังติดท็อป 25

By: chayaninw on Tue, 2012-03-13 15:03

Billboard นิตยสารด้านอุตสาหกรรมดนตรีเก่าแก่ ได้จัดอันดับรายได้ศิลปินดนตรีประจำปี 2011 โดย Taylor Swift นักร้องแนวคันทรีวัย 22 ปีของสหรัฐ คว้าอันดับหนึ่งของตาราง ด้วยรายได้รวมกว่า 35.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

วงร็อก U2 จากไอร์แลนด์ตามมาในอันดับที่สอง ด้วยรายได้ 32.1 ล้านดอลลาร์ โดยมีรายได้หลักจากการออกแสดงทัวร์ 360° ตามมาด้วย Kenny Chesney ในอันดับ 3 29.8 ล้านดอลลาร์

Lady Gaga แชมป์เก่าปีที่แล้ว ได้รายได้เป็นอันดับ 4 ในขณะที่ Adele นักร้องอังกฤษเจ้าของอัลบั้มขายดีเป็นอันดับหนึ่ง มีรายได้อยู่ในอันดับที่ 10 ได้ 13 ล้านดอลลาร์

ศิลปินรายอื่นที่ติดสิบอันดับแรกประกอบไปด้วย Lil Wayne, Sade, Bon Jovi, Celine Dion และ Jason Adlean

อีกอันดับที่น่าสนใจคือ The Beatles ที่เพิ่งเริ่มขายเพลงบน iTunes เมื่อปลายปี 2010 ทำรายได้ในปี 2011 ได้ 6.7 ล้านดอลลาร์ ติดอยู่ในอันดับที่ 24 ในขณะที่อดีตสมาชิกวงอย่าง Paul McCartney ยังคงทำเงินได้จากการออกทัวร์ในสหรัฐ ตามมาในอันดับที่ 25

สามารถอ่านทั้ง 40 อันดับได้ที่ Billboard

ที่มา - BBC News

Subscribe to RSS - Music