Movie

รีวิวภาพยนตร์ The Big Short: เมื่อ Hegde Fund กลายเป็นพระเอก

By: lew on Fri, 2016-01-08 09:12

เมืองไทยมักมองเฮดจ์ฟันด์ (hedge fund) หรือกองทุนบริหารความเสี่ยงที่ทำกำไรจากการเก็งว่าหลักทรัพย์ใดๆ กำลังมีความผันผวน เป็นกองทุนปิศาจที่เป็นต้นเหตุของวิกฤติเศรษฐกิจไทยเมื่อปี 2540 แต่ภาพยนตร์เรื่อง The Big Short แสดงภาพกลับว่าคนเหล่านี้คือผู้มองเห็นความฉ้อฉลในระบบ และพวกเขาก็ทำกำไรจากความฉ้อฉลนั้น

ภาพยนตร์เรื่อง The Big Short สร้างขึ้นบนฐานของเรื่องจริงในหนังสือ The Big Short ของ Micheal Lewis เล่าถึงชีวิตของผู้จัดการกองทุนบริหารความเสี่ยงสามกลุ่ม ได้แก่ Micheal Burry, Mark Baum, และสองคู่หู Charlie Geller และ Jamie Shipley ที่เลือกเปิดสถานะ short เก็งว่าตลาดเงินกู้ที่อยู่อาศัยในสหรัฐฯ กำลังพัง โดยเริ่มเก็งตั้งแต่ปี 2005

Star Wars: The Force Awaken แซง Avatar ขึ้นเป็นหนังทำเงินอันดับหนึ่งของสหรัฐ

By: mk on Thu, 2016-01-07 22:07

Star Wars: The Force Awakens ยังเดินหน้าสร้างสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง หลังจากหนังทำรายได้ทั่วโลกเกิน 1 พันล้านดอลลาร์อย่างรวดเร็วเป็นประวัติการณ์ ล่าสุดรายได้ในสหรัฐอเมริกาก็แซงหน้า Avatar กลายเป็นหนังทำเงินอันดับหนึ่งแล้ว (เฉพาะในสหรัฐ ยังไม่ชนะถ้ารวมรายได้ทั่วโลก)

เว็บไซต์ The Hollywood Reporter รายงานยอดรายได้ของ The Force Awakens ในสหรัฐว่าอยู่ที่ 760.5 ล้านดอลลาร์ แซงหน้า Avatar ที่ทำรายได้ 750 ล้านดอลลาร์ได้แล้ว โดย Avatar ใช้เวลาฉาย 7 เดือนทำรายได้ขนาดนี้ ส่วน The Force Awakens ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม รายได้ของ Avatar นอกสหรัฐเยอะมาก หนังมีรายได้ทั่วโลกสูงถึง 2.78 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งตอนนี้ The Force Awakens ยังทำรายได้ทั่วโลกที่ 1.56 พันล้านดอลลาร์เท่านั้น และแวดวงภาพยนตร์ก็คาดการณ์ว่ารายได้รวมน่าจะอยู่ที่ 2.2-2.4 พันล้านดอลลาร์ แซงหน้า Titanic ได้ แต่ยังไม่สามารถไปได้ถึง Avatar

ที่มา - The Hollywood Reporter

จีทีเอช เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "จีดีเอช 559" ปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่ เอาพนักงาน ผู้กำกับและนักแสดงถือหุ้นแทน

By: magnamonkun on Wed, 2015-12-30 00:34

หลังจากการประกาศการยุติการดำเนินการของค่ายหนังจีทีเอชเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน พร้อมกับระบุว่าจะตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาดำเนินการแทนนั้น ในวันนี้ (30 ธันวาคม) ทางจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ (SET:GRAMMY) และหับโห้หิ้น บางกอก ได้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวชื่อบริษัทใหม่อย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว

โดยบริษัทใหม่ที่ทางจีทีเอชจะนำมาดำเนินการแทนมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า บริษัท จีดีเอช 559 จำกัด โดยคำว่า จีดีเอช (GDH) ย่อมาจากคำว่า Gross Domestic Hapiness ซึ่งหมายถึง หน่วยวัดความสุขของผู้ชมและคนทำงาน หรือหมายความได้อีกอย่างหนึ่งคือ GMM Grammy + Director + Hub Ho Hin Bangkok ส่วนตัวเลข 559 คือตัวเลขวันเปิดทำการวันแรกคือวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2559 และยังพ้องกับจำนวนผู้ถือหุ้นใหม่ทั้ง 59 คนด้วย

สิ่งที่เปลี่ยนไปจาก จีทีเอช คือ จีดีเอช 559 จะยังคงรักษาฐานการถือครองหุ้นในบริษัทในสัดส่วนเหมือนเดิม คือ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ 51% หับโห้หิ้น บางกอก 15% ส่วนอีก 34% ที่เป็นของไท เอ็นเตอร์เทนเมนต์เดิมนั้น จะโอนให้พนักงาน ผู้กำกับ และนักแสดงถือหุ้นแทน ซึ่งนักแสดงที่เข้ามาถือหุ้นในบริษัทนี้มีเพียงสองคน คือ นายซันนี่ ซี สุวรรณเมธานนท์ และ นายฉันนทวิช ธนะเสวี

ทั้งนี้ บริษัท จีดีเอช 559 จำกัด มีทุนจดทะเบียนบริษัท 150 ล้านบาท (น้อยกว่าจีทีเอชที่จดทะเบียน 300 ล้านบาท) จะเริ่มดำเนินการวันแรก คือวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2559 ณ สถานที่ทำการเดิมของจีทีเอช ซอยสุขุมวิท 31 (สวัสดี) โดยมีนางสาวจินา โอสถศิลป์ เป็นประธานกรรมการบริษัท และจะเริ่มผลิตละครโทรทัศน์/ภาพยนตร์ทันที 5 เรื่อง คือ "ไดอารี่ ออฟ ตุ๊ดส์ซี่" ทุน 20 ล้านบาท, "แก๊สโซฮัก" ทุน 25 ล้านบาทจากไลน์ประเทศไทย, "ไอซียู" ทุน 25 ล้านบาท, "มาลี เพื่อนรักพลังพิสดาร ภาค 2" ทุน 20 ล้านบาท และภาพยนตร์ 2 เรื่อง ทุน 50 ล้านบาท ซึ่งเรื่องแรกมีกำหนดฉายในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2559 และเรื่องที่สองจะเริ่มเดินกล้องถ่ายทำในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน พ.ศ. 2559

ที่มา - มติชน

Star Wars: The Force Awakens ทำลายสถิติ Box Office วันเปิดตัว

By: mk on Mon, 2015-12-21 22:02

ภาพยนตร์ Star Wars: The Force Awakens เริ่มต้นสวยงาม โดยกวาดรายได้ช่วงสุดสัปดาห์แรกหลังเปิดตัวได้ 517 ล้านดอลลาร์ทั่วโลก (นับเฉพาะในสหรัฐ 238 ล้านดอลลาร์) ตัวเลขชุดหลังถือเป็นสถิติใหม่ของภาพยนตร์เปิดตัวในสหรัฐ โดยเจ้าของสถิติเดิมคือ Jurassic World 208.8 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม Jurassic World ยังครองแชมป์รายได้เปิดตัวทั่วโลกที่ 524 ล้านดอลลาร์ มากกว่า The Force Awakens เล็กน้อย

ถ้าคิดเฉพาะวันเปิดตัวเพียงวันแรกวันเดียว The Force Awakens ทำรายได้ 120.5 ล้านดอลลาร์ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของฮอลลีวู้ดแล้ว

ที่มา - Business Insider

The Good Dinosaur อาจเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของ Pixar ที่ขาดทุน

By: arjin on Wed, 2015-12-09 09:54

มีรายงานว่าภาพยนตร์อนิเมชัน The Good Dinosaur ซึ่งเป็นผลงานล่าสุดจากสตูดิโอ Pixar ของดิสนีย์ ที่มีผลงานระดับขึ้นหิ้งหลายเรื่อง และไม่เคยพลาด อาจจะประสบปัญหาขาดทุนเป็นเรื่องแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งสตูดิโอ

The Good Dinosaur มีต้นทุนการผลิตราว 200 ล้านดอลลาร์ บวกกับงบโฆษณาประชาสัมพันธ์อีกราว 150 ล้านดอลลาร์ ทำให้หนังต้องทำเงินราว 500 ล้านดอลลาร์ทั่วโลกจึงจะคุ้มทุน แต่รายได้รวมล่าสุดในอเมริกาตอนนี้อยู่ราว 131.1 ล้านดอลลาร์ หากรายได้ในต่างประเทศไม่ช่วย ก็อาจทำให้กลายเป็นหนังทำเงินต่ำที่สุดของสตูดิโอแทนที่ A Bug’s Life (363.4 ล้านดอลลาร์)

ภาพยนตร์เรื่องนี้ส่งสัญญาณไม่ดีตั้งแต่มีการเลื่อนฉายสองรอบ จากปี 2013 เป็น 2014 และ 2015 ล่าสุด รวมทั้งมีการเปลี่ยนตัวโปรดิวเซอร์และผู้กำกับในระหว่างการผลิต ทำให้ปีนี้เป็นปีแรกที่ Pixar มีภาพยนตร์เข้าฉายสองเรื่อง โดยอีกเรื่องคือ Inside Out ที่ประสบความสำเร็จอย่างดี

ที่มา: Variety ภาพ Facebook: The Good Dinosaur

ปัญหาใหญ่ที่ Pixar ยังแก้ไขไม่ได้: การบุกตลาดประเทศจีน

By: arjin on Mon, 2015-10-26 15:59

Rob Cain นักเขียนรับเชิญของนิตยสาร Forbes ได้เขียนบทความน่าสนใจ ถึงปัญหาของสตูดิโออนิเมชั่นแถวหน้าของโลกอย่าง Pixar (ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของดิสนีย์) ว่าถึงแม้บริษัทจะประสบความสำเร็จกับภาพยนตร์ต่อเนื่อง และทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่อนิเมชันของ Pixar กลับไม่เคยประสบความสำเร็จในตลาดภาพยนตร์ที่กำลังมาแรงที่สุดในโลกอย่างจีนได้

โดยในบรรดาภาพยนตร์ของ Pixar ที่ฉายในประเทศจีนนั้น Monster Universities สามารถทำเงินได้สูงสุดราว 33.8 ล้านดอลลาร์ที่นั่น แต่ก็คิดเป็น 4.55% ของรายได้รวมทั่วโลก ซึ่งไม่สอดคล้องกับส่วนแบ่งรายได้ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ทั่วโลก ที่ตอนนี้ตลาดจีนคิดเป็น 16% และมีแนวโน้มเติบโตเป็น 33% หรือ 1 ใน 3 ของรายได้ภาพยนตร์ทั่วโลกภายใน 10 ปีข้างหน้า

Alibaba ลงทุนในหนังเกาหลี นำแสดงโดย Kim Soo-hyun จาก My Love from the Star

By: lew on Thu, 2015-10-15 22:38

Alibaba สนใจลงทุนทำภาพยนตร์ในไม่กี่ปีที่ผ่านมาผ่านทาง Alibaba Pictures โดยเริ่มลงทุนภาพยนตร์เรื่องแรกคือ Mission: Impossible - Rogue Nation ตอนนี้เรื่องที่สองที่ทาง Alibaba ประกาศเป็นผู้ลงทุนคือ Real ภาพยนตร์เกาหลีเขียนบทและกำกับโดย Lee Jung-Sub และแสดงนำโดย Kim Soo-Hyun จากเรื่อง My Love from the Star

พิธีเซ็นสัญญาลงทุนจัดที่งาน Busan Film Festival โดยไม่ระบุจำนวนเงินลงทุนแต่อย่างใด

จีนจำกัดจำนวนภาพยนตร์จากต่างประเทศที่จะเข้าฉายได้เพียงปีละ 34 เรื่อง แต่คาดว่าในเร็วๆ นี้ทางจีนจะเพิ่มโควต้าขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อทุนจากในประเทศเริ่มไปลงทุนภาพยนตร์ต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นนี้

ที่มา - South China Morning Post

ที่มาภาพ - Stay in Memory

ปัญหาเรื่องสีผิวและการเหยียดเชื้อชาติใน Star Wars

By: mk on Tue, 2014-12-02 12:43

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ค่าย Disnet ออก "เทรลเลอร์แรก" ของ Star Wars Episode VII ที่แฟนๆ รอคอยกันมากว่า 30 ปี (นับเนื้อเรื่องต่อจากภาค VI ในปี 1983) ซึ่งเทรลเลอร์นี้ก็ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางตามหน้าสื่อทั่วไป

อย่างไรก็ตาม มีฉากหนึ่งในเทรลเลอร์นี้ที่เป็นประเด็นขัดแย้ง เมื่อคาแรกเตอร์ (ที่ยังไม่บอกชื่อ) ของนักแสดงผิวสีชาวอังกฤษ John Boyega สวมชุดสูทของทหาร Stormtrooper โผล่มาในฉากเปิดเรื่องของเทรลเลอร์ชุดแรกนี้ พร้อมข้อมูลว่าเขาจะมีบทบาทสำคัญในเรื่องด้วย การปรากฎตัวของเขาทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ (จากคนผิวขาวบางกลุ่มที่เป็นแฟน Star Wars) ไม่น้อยว่าตัวละครหลักที่เป็นคนผิวสีนั้นเหมาะสมแค่ไหน

ฝั่งของ John Boyega ก็ออกมาตอบโต้ผ่าน Instagram ของเขาโดยขอบคุณเสียงสนับสนุนจากแฟนๆ ทุกคน และยืนยันว่าถึงแม้ต้องรอกันอีก 1 ปีเต็มถึงจะได้ดูหนังในเดือนธันวาคม 2015 แต่หนังย่อมเจ๋งคุ้มแก่การรอคอยอย่างแน่นอน สุดท้ายเขาก็ฝากถึงคนที่ "เป็นห่วง" เรื่องบทบาทของเขาว่า "จงคุ้นเคยกับมันซะ" (Get used to it)

คนไทยอย่างเราที่ไม่มีประเด็นเรื่องสีผิวมากนักอ่านแล้วอาจเฉยๆ แต่ข่าวนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของประเด็นด้านการเหยียดเชื้อชาติ (racism) ที่ยังคงอยู่ในสังคมตะวันตก แม้ในหนังที่สร้างจากเรื่องแต่งล้วนๆ อย่าง Star Wars ยังมีประเด็นเรื่องนี้เข้ามาเกี่ยวข้องเลย

Disney ประกาศทำ Toy Story 4 ฉายปี 2017

By: mk on Fri, 2014-11-07 09:36

Bob Iger ซีอีโอของ Disney ประกาศว่าสตูดิโอ Pixar จะทำภาพยนตร์แอนิเมชั่นที่เป็นสัญลักษณ์ของสตูดิโออย่าง Toy Story ภาค 4 โดยมีกำหนดฉายวันที่ 16 มิถุยายน 2017 และจะได้ John Lasseter ผู้กำกับมือหนึ่งและผู้ร่วมก่อตั้ง Pixar กลับมากำกับหนังในซีรีส์นี้อีกครั้ง

Toy Story ภาค 3 ออกฉายในปี 2010 หลังจากนั้น Pixar ก็เงียบไป ไม่บอกว่าจะทำหนังภาคต่ออีกหรือไม่ (แต่ยังมีหนังสั้นออกมาเรื่อยๆ) ส่วน Lasseter ก็บอกเพียงว่าเนื้อหาของ Toy Story 4 จะดำเนินต่อจากภาค 3 และเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ "ความรัก" (love story)

ที่มา - CNN, /FILM

Harry Potter ทำหนังต่ออีก 3 ภาคจากหนังสือเสริม Fantastic Beats, เริ่มฉายปี 2016

By: mk on Thu, 2014-10-16 22:46

Ben Fritz ผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์ Wall Street Journal โพสต์ข้อมูลว่าเราจะได้เห็นภาพยนต์ภาคต่อในชุด Harry Potter โดยทางต้นสังกัด Warner Bros. จะนำหนังสือเล่มเสริมของซีรีส์นี้คือ "สัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่" (ภาษาอังกฤษคือ Fantastic Beasts and Where to Find Them) ของ J.K. Rowling มาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์

ที่น่าสนใจคือหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มนี้จะถูกทำเป็นภาพยนตร์ได้ถึง 3 ภาค!!! โดยจะทยอยฉายในปี 2016, 2018, 2020 ตามลำดับ

ภาพยนตร์ชุด Harry Potter ทั้ง 8 ภาค (จากหนังสือ 7 เล่ม) ทำรายได้รวมกันทั่วโลก 7.7 พันล้านดอลลาร์ (2.5 แสนล้านบาท) นี่ยังไม่รวมรายได้จากเกม ของที่ระลึก สวนสนุก และค่าไลเซนส์อื่นๆ ถือเป็นภาพยนตร์ซีรีส์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล จึงไม่น่าแปลกใจนักที่ Warner Bros. จะเข็นหนังภาคต่อออกมาอีกหนึ่งไตรภาค

ที่มา - Ben Fritz via The Verge, ภาพประกอบจาก Wikipedia

[เป็นทางการแล้ว] Studio Ghibli ประกาศ "หยุดพัก" การสร้างภาพยนตร์

By: mk on Mon, 2014-08-04 12:48

จากที่เคยมีข่าวลือว่า Studio Ghibli อาจเลิกทำภาพยนตร์แอนิเมชัน เพราะแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว ข่าวเป็นทางการออกมาแล้วว่าเป็นจริงตามนั้นครับ

Toshio Suzuki ผู้จัดการใหญ่และหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Studio Ghibli ออกมาแถลงข่าวผ่านทีวีของญี่ปุ่นว่า ตอนนี้ Ghibli กำลังพิจารณาแนวทางในอนาคตของตัวเอง และอาจปิดฝ่ายผลิตภาพยนตร์การ์ตูน เขาบอกว่า Ghibli จำเป็นต้องปรับตัวครั้งใหญ่ ปรับโครงสร้างองค์กรใหม่เพื่อให้อยู่รอดได้ภายในยุคหน้า

เขายังบอกว่า Ghibli ไม่สามารถผลิตภาพยนตร์ไปได้ตลอดการ แต่เบื้องต้นจะขอ "หยุดพักชั่วคราว" (brief pause) เพื่อดูว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร

ภาพยนตร์เรื่องล่าสุด (และสุดท้าย?) ของ Ghibli ชื่อ When Marnie Was There เพิ่งออกฉายในญี่ปุ่นไปเมื่อเร็วๆ นี้

ที่มา - AnimeNewsNetwork

[ข่าวลือ] Studio Ghibli อาจเลิกทำภาพยนตร์แอนิเมชัน เพราะแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว

By: mk on Mon, 2014-07-21 23:33

ย้ำอีกรอบว่าเป็นข่าวลือที่ยังไม่ยืนยันนะครับ

เว็บไซต์ญี่ปุ่น News Cafe อ้างแหล่งข่าววงในว่า Studio Ghibli สตูดิโอแอนิเมชันชื่อดังเจ้าของผลงานอย่าง My Neighbor Totoro และ Spirited Away อาจเลิกทำภาพยนตร์แอนิเมชันฉายทางโรงแล้ว โดยภาพยนตร์เรื่องล่าสุด When Marnie Was There ที่เพิ่งฉายไปเมื่อไม่กี่วันก่อน อาจเป็น "หนังใหญ่" เรื่องสุดท้ายของบริษัท

เหตุผลของการหยุดทำภาพยนตร์แอนิเมชันคือเรื่องค่าใช้จ่ายที่บานปลาย เพราะ Studio Ghibli ใช้แรงงานแอนิเมเตอร์ภายในประเทศญี่ปุ่นทั้งหมด และใช้วิธีจ้างแบบเต็มเวลา (permanent full-time) ทำให้ต้องแบกรับภาระเรื่องค่าแรงสูงมาก ในขณะที่สตูดิโออื่นๆ ใช้วิธีเอาท์ซอร์สงานแอนิเมชันไปยังประเทศอื่นๆ ที่ค่าแรงถูกกว่ากันหมดแล้ว

ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ Asahi Shimbun ระบุว่าภาพยนตร์ในปี 2013 ของ Ghibli คือ The Wind Rises สร้างรายได้เยอะเป็นประวัติการณ์คือ 9.23 พันล้านเยน แต่หักต้นทุนแล้วไม่กำไร ส่วนภาพยนตร์อีกเรื่องคือ The Tale of Princess Kaguya ทำรายได้ 5.1 พันล้านเยน แต่ในสายตาของสตูดิโอแล้วถือว่าไม่ประสบความสำเร็จ เมื่อบวกกับการวางมือจากการทำภาพยนตร์ของสองผู้ก่อตั้งคือ Hayao Miyazaki และ Toshio Suzuki ทำให้อนาคตของ Ghibli ยิ่งดูไม่สดใส

ในอดีตช่วงปี 2010 ตัวของ Miyazaki เองเคยกล่าวถึงแผนการปิดสตูดิโอลง โดยเขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า Suzuki กำลังวางแผนเรื่องนี้ และในอนาคต Ghibli อาจจะมีพนักงานแค่ 5 คนเพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการลิขสิทธิ์ของแอนิเมชันเก่าๆ เพียงอย่างเดียว

แนวทางหนึ่งที่เป็นไปได้ของ Ghibli คือการผันตัวมาทำแอนิเมชันทางทีวี โดย Goro Miyazaki ผู้กำกับอีกคน (และลูกชายของ Hayao Miyazaki) จะกำกับแอนิเมชันทางทีวีเรื่องแรก Ronia the Robber's Daughter ที่ร่วมผลิตกับบริษัท Polygon Pictures และใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกเข้าช่วย

ที่มา - Kotaku

กระเป๋าหลุยส์ทำลายอุตสาหกรรมภาพยนตร์ - ผู้อำนวยการสร้างหนังฮ่องกงบอก

By: arjin on Mon, 2012-07-23 12:49

Bill Kong ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์รายใหญ่คนหนึ่งในฮ่องกง ที่มีผลงานอย่าง "Crouching Tiger, Hidden Dragon" และ "Hero" ออกมากล่าวว่าอุตสาหกรรมจัดหน่ายสินค้าแบรนด์เนมหรูราคาแพงกำลังทำลายอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในประเทศฮ่องขณะนี้

Kong บอกว่าปัญหาสำคัญคือที่ดินในฮ่องกงมีปริมาณจำกัด ในอดีตนั้นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ประเภทห้างสรรพสินค้าต่างต้องการให้มีโรงภาพยนตร์อยู่ในห้างของตนเองเพื่อเรียกลูกค้า แต่วันนี้เปลี่ยนไปแล้วเพราะห้างเหล่านั้นต้องการร้านแบรนด์เนมอย่างหลุยส์วิตตอง, ปราด้า, กุชชี่ หรือดิออร์มากกว่า และผลกระทบนี้ก็รุนแรงมากต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์เพราะโรงภาพยนตร์กว่า 90% ในฮ่องกงนั้นอยู่ในห้าง และมีจำนวนลดลงเรื่อยๆ จาก 77 แห่งเมื่อ 15 ปีก่อน เหลือเพียง 47 แห่งในขณะนี้

ปัจจุบันหนทางที่ผู้ผลิตภาพยนตร์ในฮ่องกงใช้คือการร่วมทุนกับผู้ผลิตต่างประเทศ และวางแผนการฉายหนังในประเทศจีนและหลายแห่งในโลก ที่ซึ่งตลาดภาพยนตร์ยังคงเติบโตอย่างรวดเร็วในตอนนี้

ที่มา: Bloomberg

Subscribe to RSS - Movie