Merging

ทางด่วนกรุงเทพ และ รถไฟฟ้ากรุงเทพ ควบกิจการเป็น "ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ" แล้ว

By: magnamonkun on Wed, 2015-12-30 23:37

เมื่อต้นปี พ.ศ. 2558 มีข่าวใหญ่จากฝั่งธุรกิจขนส่งมวลชน เมื่อ บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ประกาศควบรวมกิจการกันเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับทั้งสองบริษัท ในวันนี้การควบรวมกิจการของทั้งสองก็เสร็จสิ้นลงเรียบร้อยแล้ว และได้ชื่อบริษัทใหม่คือ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (SET: BEM)

โดยในวันนี้ BMCL และ BECL ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า นายทะเบียนบริษัทมหาชนจำกัด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้รับจดทะเบียนการควบบริษัทดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป ทั้ง BMCL และ BECL ถือว่าหมดสภาพการเป็นนิติบุคคล และทรัพย์สิน หนี้สิน สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบทั้งหมดของ BMCL และ BECL จะถูกโอนให้ไปอยู่ในความรับผิดชอบของ BEM ทั้งหมด นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ก่อนหน้านี้ BMCL และ BECL ได้แจ้งขอขึ้นเครื่องหมาย SP หรือคำสั่งห้ามสั่งซื้อหรือสั่งขายเป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2558 หลังผ่านการอนุมัติการเปลี่ยนคู่สัญญาตามสัญญาสัมปทานของแต่ละโครงการจากคณะรัฐมนตรี เพื่อเริ่มขั้นตอนการควบรวมกิจการในขั้นตอนสุดท้าย

ในวันเดียวกัน (30 ธันวาคม) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก็ได้ประกาศเพิกถอน BMCL และ BECL ออกจากการเป็นหุ้นจดทะเบียนอย่างเป็นทางการ และประกาศขึ้นทะเบียน "BEM" เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2559 เป็นต้นไป โดยนักลงทุนจะได้รับหุ้นของ BEM ตามจำนวนหุ้นของ BMCL และ BECL ที่ถืออยู่รวมกัน และจะสามารถซื้อขายหุ้น BEM ได้ตามปกติตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2559 เป็นต้นไป

ที่มา - ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (หนังสือแจ้งขอขึ้นเครื่องหมาย SP, หนังสือแจ้งผลการจดทะเบียนควบบริษัทฯ, หนังสือแจ้งเพิกถอนหลักทรัพย์)

เอาบ้าง! กลุ่ม Accor ประกาศซื้อกิจการเครือโรงแรม FRHI

By: medkung on Tue, 2015-12-15 20:19

หลังจากที่เครือโรงแรม Marriott ประกาศซื้อกิจการเครือโรงแรม Starwoods จากนั้นไม่ถึงเดือน เครือโรงแรมเจ้าใหญ่ของฝรั่งเศสอย่างเครือ Accor ได้ประกาศเข้าซื้อกิจการเครือโรงแรม FRHI ซึ่งประกอบไปด้วยโรงแรมในเครืออย่าง Fairmont, Raffles, Swissôtel

ในการเข้าซื้อครั้งนี้มีมูลค่าทั้งสิ้น 2.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ ดีลในการเข้าซื้อครั้งนี้ประกอบด้วย 115 โรงแรมในเครือ และกำลังก่อสร้างอีก 40 โรงแรม โดยเงินสดมูลค่า 840 ล้านเหรียญสหรัฐและออกหุ้นใหม่ของเครือโรงแรม Accor อีกจำนวน 46.7 ล้านหุ้น ซึ่งทาง Qatar Investment Authority และ Kingdom Holding Company ของเจ้าชาย Alwaleed bin Talal แห่งซาอุดิอาระเบีย จะถือหุ้นเครือโรงแรม Accor เป็นจำนวนทั้งสิ้น 10.5% และ 5.8% ตามลำดับ ซึ่งกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เครือโรงแรม Accor ทันที

ปิดดีลยักษ์ 130,000 ล้านดอลลาร์ในธุรกิจเคมี ภายใต้ชื่อ DowDuPont

By: arjin on Fri, 2015-12-11 22:23

เพิ่งรายงานข่าวลือไปวันก่อน ตอนนี้เป็นทางการแล้ว โดยสองบริษัทเคมีภัณฑ์ใหญ่ของโลก คือ DuPont และ Dow Chemical ได้ประกาศควบรวมกิจการโดยเป็นการแลกหุ้นกันทั้งหมด ทำให้มูลค่าสองกิจการรวมกันสูงถึง 130,000 ล้านดอลลาร์ ภายใต้ชื่อบริษัทใหม่คือ DowDuPont

สำหรับการควบรวมกิจการนั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของ DowDuPont เพราะเป้าหมายถัดไปคือการแยกส่วนธุรกิจออกมาเป็น 3 บริษัทย่อย โดยเน้นไปที่ เคมีภัณฑ์การเกษตร, เคมีวัสดุ และสินค้าเฉพาะกลุ่ม โดยการแยกธุรกิจจะเริ่มหลังจากดีลควบรวมเสร็จสิ้นภายใน 1-2 ปี

Dow Chemical ยังระบุว่าบริษัทจะซื้อคืนหุ้นทั้งหมดในบริษัทร่วมทุนกับ Corning Inc. ผู้ผลิตกระจกสมาร์ทโฟน ขณะที่ DuPont ระบุว่าบริษัทจะปรับลดพนักงาน 10% เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายหลังการควบรวม

อย่างไรก็ตามดีล DowDuPont นี้ยังมีความเสี่ยง เนื่องจากทั้งสองบริษัทต่างทำธุรกิจเคมีภัณฑ์การเกษตร และอาจถูก Monsanto บริษัทคู่แข่งฟ้องร้องข้อหาผูกขาดทางการค้า

ที่มา: Reuters

[ลือ] Dow Chemical และ DuPont อาจควบรวมกิจการกัน

By: arjin on Wed, 2015-12-09 11:25

WSJ รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า 2 บริษัทเคมีภัณฑ์ยักษ์ใหญ่ Dow Chemical และ DuPont กำลังเจรจาเพื่อควบรวมกิจการ โดยซีอีโอ Andrew Liveris ของ Dow จะขึ้นเป็นประธานบอร์ดของบริษัทใหม่ ส่วน Edward Breen ซีอีโอ DuPont จะเป็นซีอีโอ

อย่างไรก็ตามดีลนี้อาจไม่เพิ่มมูลค่าแก่ผู้ถือหุ้นเดิมของทั้งสองบริษัทโดยทันทีมากนัก เพราะมูลค่ากิจการของทั้งสองบริษัทต่างอยู่ราว 60,000 ล้านดอลลาร์ เมื่อรวมกันก็น่าจะมีมูลค่าราว 120,000 ล้านดอลลาร์ รวมทั้งมีความเสี่ยงที่ดีลจะไม่สำเร็จเนื่องจากกฎหมายป้องกันการผูกขาด เพราะทั้งสองบริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดในเคมีภัณฑ์มาก

แหล่งข่าวระบุว่าทั้งสองบริษัทจะมีการแถลงเรื่องดีลดังกล่าวในสัปดาห์นี้ แต่ตัวแทนของทั้งสองบริษัทปฏิเสธที่จะให้ความเห็น

ที่มา: WSJ

อภิมหาดีล บริษัทยา Pfizer ซื้อ Allergan มูลค่า 1.6 แสนล้านดอลลาร์

By: mk on Mon, 2015-11-23 21:03

อภิมหาการควบกิจการแห่งปี 2015 เมื่อบริษัทยายักษ์ใหญ่ของโลก Pfizer ประกาศซื้อกิจการคู่แข่ง Allergan ด้วยมูลค่าสูงถึง 1.6 แสนล้านดอลลาร์ (หรือ 5.7 ล้านล้านบาท) ด้วยวิธีการแลกหุ้นและเงินสด

ยาของบริษัท Pfizer ที่คนทั่วไปรู้จักกันดีคือ "ไวอะกร้า" (Viagra) ส่วนยาของ Allergan ที่รู้จักกันดีในแวดวงความงามคือ "โบท็อกซ์" (Botox) นั่นเอง

Ian Read ซีอีโอของ Pfizer จะขึ้นเป็นซีอีโอของบริษัทใหม่ ส่วน Brent Saunders ซีอีโอของ Allergan จะรับบทเป็นซีโอโอของบริษัทใหม่ โดยบริษัทใหม่จะใช้นิติบุคคลของ Allergan เป็นฐาน แต่จะเปลี่ยนชื่อเป็น Pfizer ในภายหลัง

ที่มา - Reuters

Marriott ซื้อกิจการโรงแรมเครือ Starwood ทำให้กลายเป็นเครือโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก

By: arjin on Tue, 2015-11-17 04:49

กลุ่มโรงแรม Marriott International ประกาศซื้อกิจการเครือโรงแรม Starwood Hotels and Resorts ด้วยมูลค่า 12,200 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจะทำให้เครือ Marriott เป็นกลุ่มโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีโรงแรมกว่า 5,500 แห่ง คิดเป็นห้องพัก 1.1 ล้านห้องในทั่วโลก

ดีลดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะฝั่ง Marriott ต้องการขยายฐานออกไปยังนอกอเมริกาให้แข็งแกร่ง ซึ่งกลุ่ม Starwood มีโรงแรมนอกอเมริกาที่แบรนด์แข็งแกร่งอยู่มาก อีกทั้งกลุ่ม Starwood เองก็ประสบปัญหาการเงินต้องการขายกิจการอยู่เช่นกัน

ระบบจองโรงแรมออนไลน์ของทั้งสองเครือจะเข้ามารวมกันในอนาคต รวมไปถึงฐานข้อมูลสมาชิก Loyalty Program ของทั้งสองเครือโรงแรม

แบรนด์โรงแรมในเครือ Starwood ตัวอย่างเช่น Four Points, Sheraton, Aloft, W Hotels, Le Meridien, Westin และ St. Regis ส่วนแบรนด์โรงแรมเครือ Marriott ตัวอย่างเช่น The Ritz-Carlton, EDITION, JW Marriott และ Renaissance Hotels

ที่มา: USA Today

รถไฟฟ้ากรุงเทพ ประกาศควบกิจการกับ ทางด่วนกรุงเทพ เข้าเป็นบริษัทเดียวกันเพื่อความคล่องตัวในการบริหาร

By: magnamonkun on Wed, 2015-01-21 23:35

ในที่ประชุมของ บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (SET: BMCL) และ บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (SET: BECL) สองบริษัทบริหารโครงการขนส่งมวลชนที่ถือหุ้นใหญ่โดย ช. การช่าง ในวันนี้ ได้มีมติเห็นชอบที่จะควบกิจการทั้งสองบริษัทเข้าเป็นบริษัทเดียวกัน เพื่อความคล่องตัวในการบริหารการจัดการโครงการขนส่งมวลชนต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต

โดยที่ประชุมของ BMCL ระบุเบื้องต้นว่า บริษัทใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้นหลังจากการประกาศควบกิจการกันในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เบื้องต้นทั้งหมด 5 ข้อ ดังต่อไปนี้

  1. ขยายและต่อยอดธุรกิจของทั้งสองบริษัท - หลังจากการควบรวมกิจการ บริษัทใหม่จะเข้ามาบริหารโครงการขนส่งมวลชนในปัจจุบันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทางพิเศษที่เป็นของ BECL เดิม, บริหารและให้บริการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล ตามอายุสัมปทานคงเหลือกับ รฟม. และเดินรถในโครงการ รถไฟฟ้ามหานคร สายสีม่วงเหนือ ที่ BMCL เพิ่งผ่านเงื่อนไขการประมูลมาได้ อีกทั้งบริษัทใหม่ยังมีแผนที่จะพัฒนาโครงการเชิงพาณิชย์ ในโครงการรถไฟฟ้า และทางพิเศษที่เกี่ยวเนื่องทั้งหมด
  2. เสริมสร้างศักยภาพขององค์กรใหม่ - บริษัทใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้น จะมีศักยภาพในการบริหารการจัดการ รวมถึงพร้อมที่จะลงแข่งขันในการประมูลโครงการใหม่ๆ จากรัฐบาลเพิ่มมากขึ้น ทั้งเรื่องการเงิน, บุคลากร, และการแข่งขันในเชิงธุรกิจ
  3. ผสานจุดแข็งของแต่ละบริษัทเข้าด้วยกัน - บริษัทใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้น จะมีจุดแข็งจากการบริหารโครงการขนส่งมวลชนทั้งหมด โดยจุดแข็งด้านนี้จะช่วยให้บริษัทใหม่เป็นบริษัทที่ค่อนข้างน่ากลัวในตลาด อีกทั้งยังช่วยเพิ่มอำนาจการต่อรองเพื่อให้บริษัทมีเงินทุนหมุนเวียนเข้ามาในบริษัทมากขึ้น และประโยชน์ในเรื่องนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าทั้งสองบริษัทไม่ควบกิจการกัน
  4. เพิ่มโอกาสที่จะเข้าไปลงทุนในโครงการต่างๆ ทั้งในประเทศและนอกประเทศ - จากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน BMCL และ BECL ต่างเล็งเห็นโอกาสที่จะเปิดแผนธุรกิจรูปแบบใหม่ รวมถึงการบุกเข้าไปในตลาดอาเซียนเพื่อเข้าไปสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานขนาดใหญ่เพื่อรองรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในอนาคต
  5. เสริมสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรต่อนักลงทุนให้เข้มแข็งมากขึ้น - ปัจจุบันทั้ง BMCL และ BECL เป็นสมาชิกของ SET100 แต่มีฐานคนละประเภทกัน การควบรวมกิจการในครั้งนี้จะทำให้บริษัทใหม่มีลักษณะของหุ้นที่มีการเติบโต และมีลักษณะของหุ้นที่มีการปันผลไปพร้อมๆ กัน อีกทั้งยังทำให้มูลค่าของตลาดพุ่งขึ้นไปถึงอันดับที่ 35 ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ด้วยมูลค่ารวมของบริษัทที่ 78,403 ล้านบาท และบริษัทใหม่จะมีความพร้อมในการเข้าเป็นสมาชิกของ SET50 ซึ่งจะทำให้เป็นบริษัทที่มีความน่าสนใจต่อนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น และจะส่งผลให้สภาพคล่องของบริษัทนั้นสูงขึ้นตามลำดับ

ทั้งนี้ BMCL แจ้งในเบื้องต้นว่า ทั้งสองบริษัทยังไม่ได้กำหนดชื่อของบริษัทใหม่ที่จะเกิดขึ้นหลังจากควบรวมกิจการแต่อย่างใด ซึ่งการตั้งชื่อบริษัทใหม่ บริษัทจะจัดการประชุมกับผู้ถือหุ้นของทั้งสองบริษัท เพื่อหาข้อสรุปต่อไปรวมถึงขออนุมัติการควบรวมกิจการในวันที่ 2 เมษายน 2558 โดยเบื้องต้น บริษัทใหม่จะมีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว 15,285 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 15,285,000,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1 บาท ซึ่งเท่ากับทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วของทั้ง BMCL และ BECL เดิมครับ

ที่มา - ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

SST ซื้อกิจการ Greyhound และ Greyhound Café มูลค่ารวมกว่า 1,800 ล้านบาท

By: arjin on Tue, 2014-07-22 13:27

บริษัท ทรัพย์ศรีไทย จำกัด (มหาชน) (SET:SST) ได้รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า บริษัทฯ และบริษัทในเครือ ได้เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของบริษัท เกรฮาวด์ จำกัด และบริษัท เกรฮาวด์ คาเฟ่ จำกัด โดยมีมูลค่ารวม 1,853.80 ล้านบาท เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว จากที่ก่อนหน้านี้ที่ประชุมคณะกรรมบริษัทมีมติอนุมัติการเข้าทำรายการในเดือนก่อน

ในส่วนของบ.เกรฮาวด์ นั้นประกอบธุรกิจออกแบบ-ผลิต-จำหน่าย สินค้าแฟชั่นแบรนด์ Greyhound และ Playhound ส่วนบ.เกรฮาวด์ คาเฟ่ ประกอบธุรกิจร้านอาหารในหลายแบรนด์ อาทิ Greyhound Café, Another Hound Café, Sweet Hound และ Ground-hey มีสาขาในประเทศ 10 สาขา และยังมีสาขาในฮ่องกงกับจีนด้วย

ทรัพย์ศรีไทยได้แต่งตั้งกรรมการชุดใหม่เข้ามาบริหารทั้งสองกิจการ โดยคงเหลือเพียงคุณภาณุ อิงคะวัต ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของเกรฮาวด์ ที่ยังร่วมบริหารอยู่

ปัจจุบันทรัพย์ศรีไทยมีกลยุทธ์ธุรกิจคือการขยายสู่กิจการร้านอาหาร จากเดิมที่บริษัททำธุรกิจคลังสินค้าเป็นหลัก โดยเคยซื้อกิจการ โอบองแปง, ดังกิ้นโดนัท และ Baskin Robbins

ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

อภิมหาดีล รูเพิร์ต เมอร์ด็อก เตรียมซื้อกิจการ TimeWarner ด้วยมูลค่า 8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

By: medkung on Thu, 2014-07-17 00:10

เตรียมเป็นอภิมหาดีลในด้านสื่อแห่งปี เมื่อรูเพิร์ต เมอร์ด็อกเจ้าของกิจการสื่ออย่าง 21st Century Fox เตรียมเข้าซื้อกิจการของ TimeWarner เป็นมูลค่าสูงถึง 8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยทาง 21st Century Fox จะซื้อหุ้นของทาง TimeWarner หุ้นละ 85 เหรียญสหรัฐ โดยให้ราคามากกว่าในกระดานถึง 25% (ล่าสุดราคาหุ้นวิ่งไปที่ 83 เหรียญสหรัฐ)

บริษัทลูกของ TimeWarner ที่เราพอๆรู้จักกันได้แก่ HBO, CNN, Cartoon Network, DC Comics, Warner Brothers ฯลฯ

CIMB มีแผนรวมกิจการกับอีก 2 ธนาคารในมาเลเซีย ทำให้ CIMB เป็นธนาคารใหญ่ที่สุดในประเทศ

By: arjin on Thu, 2014-07-10 11:11

มีรายงานข่าวว่าธนาคาร CIMB ของมาเลเซีย มีแผนควบรวมกิจการร่วมกับธนาคารอีกสองแห่งในประเทศคือ RHB Capital และ Malaysia Building Society โดยธนาคารทั้งสามแห่งได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย เพื่อขอหยุดทำการซื้อขายหุ้นในวันนี้ ซึ่งคาดว่าจะแจ้งแผนควบรวมกิจการออกมานั่นเอง

หากธนาคารทั้งสามแห่งรวมกิจการกันสำเร็จ จะทำให้มีมูลค่ากิจการรวมมากกว่า 29,000 ล้านดอลลาร์ และทำให้กลายเป็นธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย แทนที่ Malayan Banking หรือ Maybank และกลายเป็นธนาคารใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจาก DBS ของสิงคโปร์

ปัจจุบัน CIMB มี Nazir Razak เป็นซีอีโอ ซึ่งเขาเป็นน้องชายของนายกรัฐมนตรี Najib Razak

ที่มา: WSJ

[ลือ] EFORL อาจร่วมทุนหรือซื้อกิจการคลินิกวุฒิศักดิ์

By: arjin on Mon, 2014-06-23 12:15

หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้นรายงานโดยอ้างข้อมูลจากบทวิเคราะห์ของ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) และบล.ทิสโก้ ระบุว่าบริษัท อี ฟอร์ แอล เอม จำกัด (มหาชน) หรือตัวย่อ EFORL ใกล้จะบรรลุแผนการลงทุนในธุรกิจสุขภาพและความงาม โดยพันธมิตรที่น่าจะเจรจาใกล้เสร็จสิ้นคือบริษัท วุฒิศักดิ์ คลินิก อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด หรือคลินิกวุฒิศักดิ์ โดยยังไม่ชัดเจนว่าจะอยู่ในรูปของการซื้อกิจการหรือเข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์ธุรกิจ

EFORL หรือชื่อบริษัทเดิมคือ แอปโซลูท อิมแพค (AIM) เดิมประกอบธุรกิจสื่อโฆษณา แต่ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นและเปลี่ยนชื่อบริษัท ก็ได้เปลี่ยนธุรกิจหลักมาเน้นการจัดจำหน่ายอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ ซึ่งทำให้บริษัทพลิกมามีกำไรสุทธิในปี 2556

สำหรับบริษัท วุฒิศักดิ์ คลินิก เดิมมีแผนจะเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ช่วงปลายปี 2556 แต่สุดท้ายก็ได้ถอนไฟลิ่ง รวมทั้งมีข่าวช่วงต้นปีว่าคุณณกรณ์ กรณ์หิรัญ หนึ่งในสามผู้ก่อตั้งได้ลดจำนวนหุ้นที่ถือครอง เพื่อออกไปดำเนินธุรกิจส่วนตัวแทน โดยให้สาเหตุว่ามีวิสัยทัศน์ไม่ตรงกับอีกสองผู้ร่วมก่อตั้ง

ที่มา: ข่าวหุ้น

ดีลล่ม ยักษ์โฆษณา Omnicom และ Publicis ยกเลิกแผนการควบรวม

By: mk on Sun, 2014-05-11 17:38

วงการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ของโลก มีบริษัทขนาดใหญ่ที่เป็นเจ้าของบริษัทโฆษณาย่อยๆ อยู่เพียงไม่กี่ราย (เช่น WPP, Publicis, Omnicom, Interpublic, Dentsu - รายชื่อดูได้จาก Wikipedia)

เมื่อกลางปี 2013 ยักษ์ใหญ่อันดับต้นๆ ของวงการสองรายคือ Publicis จากฝรั่งเศส และ Omnicom ของอเมริกา ประกาศแผนควบรวมกิจการเป็น Publicis Omnicom Group บริษัทโฆษณาขนาดมหึมาที่มีมูลค่าตามราคาหุ้นถึง 35,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท) แต่ล่าสุดเมื่อไม่กี่วันก่อน แผนการนี้ล่มไปซะแล้วครับ

เหตุผลสำคัญที่แผนนี้ต้องล่มไปเพราะทั้งสองบริษัทมีขนาดใหญ่มาก การควบรวมกิจการมีความซับซ้อนสูง ทั้งในแง่โครงสร้างการเงิน ภาษี การอนุมัติจากหน่วยงานภาครัฐในประเทศต่างๆ รวมไปถึงการชิงอำนาจกันในบริษัทใหม่ว่าคนจากฝั่งไหนจะนั่งเก้าอี้สำคัญ จนทำให้บริษัทประเมินว่าไม่สามารถควบกิจการได้สำเร็จตามระยะเวลาที่กำหนด (เดิมทีกำหนดไว้ปลายปี 2013)

ซีอีโอของทั้งสองบริษัทออกมาประกาศว่าทั้งสองฝ่ายสมัครใจยุติแผนการควบกิจการ และกลับไปดำเนินธุรกิจของตัวเองเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้

Omnicom เป็นเจ้าของบริษัทโฆษณาชื่อดังอย่าง BBDO, TBWA, DDB ส่วน Publicis เป็นเจ้าของ Leo Burnett, Saatchi & Saatchi

ที่มา - WSJ, NYT

ไทยเบฟฯ ประสบความสำเร็จในการเข้าซื้อกิจการ F&N

By: Flurrywong on Wed, 2013-01-23 17:46

หลังจากมีข่าวว่าบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (THAIBEV) ประกาศซื้อหุ้น F&N บริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มรายใหญ่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมาตามที่ Meconomics ได้เคยนำเสนอไปแล้วในข่าวเก่า ล่าสุดไทยเบฟฯ ได้ประกาศบรรลุข้อตกลงในการเจรจาเข้าซื้อหุ้น F&N เรียบร้อยแล้ว หลังจากต้องต่อสู้การเสนอราคากับ OUE กลุ่มบริษัทลงทุนอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่แห่งสิงคโปร์มาเป็นเวลากว่า 2 เดือน โดยมูลค่าเงินที่ไทยเบฟเวอเรจได้ใช้ในการเข้าซื้อหุ้นของ F&N ในครั้งนี้คิดเป็นเงิน 13.8 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ หรือ 11.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

ผลจากกระบวนการการเข้าซื้อกิจการของ F&N ดังกล่าว ส่งผลให้มูลค่าหุ้นบริษัทในเครือของนายเจริญ สิริวัฒนภักดีที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งในส่วนของบริษัทไทยเบฟเวอเรจซึ่งอยู่ในตลาดสิงคโปร์ที่ขึ้นไปทำราคา New High เมื่อวานนี้ และในส่วนของบริษัทเบอร์ลี่ ยูคเกอร์ (BJC) ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเองก็ปรับราคาสูงขึ้นไปกว่าร้อยละ 45 ในรอบ 4 เดือนที่ผ่านมาด้วย เนื่องจาก Business Model ทั้งหมดของ F&N สามารถช่วยต่อยอดธุรกิจทั้งหมดในเครือของนายเจริญให้กลายเป็นบริษัทใหญ่ในระดับภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ได้นั่นเอง

ที่มา - Bloomberg

ไทยเบฟฯ เสนอซื้อหุ้น F&N และ APB ผู้ผลิตเบียร์ Tiger ด้าน Heineken แสดงความกังวลกับดีลนี้

By: arjin on Wed, 2012-07-18 11:34

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด ซึ่งปัจจุบันหุ้นของบริษัทซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ประเทศสิงคโปร์ของมหาเศรษฐีไทย คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี ออกมายืนยันกระแสข่าวว่าบริษัทกำลังเจรจาขอซื้อหุ้นบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่ม Fraser and Neave (F&N) และ บริษัท Asia Pacific Breweries (APB) จากธนาคาร OCBC และกลุ่มบริษัทประกันในเครืออยู่นั้นเป็นความจริง โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่ามูลค่าหุ้นที่ไทยเบฟจะทำการเสนอซื้อทั้งหมดมีมูลค่าราว 2.3 พันล้านดอลลาร์ หรือ 7.2 หมื่นล้านบาท

F&N เป็นบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มและอาหารรายใหญ่ซึ่งธนาคาร OCBC และบริษัทในเครือเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในปัจจุบัน ถ้าการซื้อขายนี้สำเร็จจะทำให้ไทยเบฟเวอเรจกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดแทน โดยมีกลุ่ม Kirin จากประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้ถือหุ้นอันดับรองลงมา ส่วนบริษัท APB นั้นเป็นการร่วมทุนกันระหว่าง F&N กับบริษัท Heineken ผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ของโลกในการผลิตเบียร์ยี่ห้อ Tiger โดยส่วนการเข้าซื้อหุ้น APB ของไทยเบฟเวอเรจนั้นจะได้สองทางคือทั้งหุ้นทางตรงจาก OCBC ส่วนหนึ่งและการถือหุ้นทางอ้อมผ่าน F&N ทำให้ไทยเบฟจะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของ APB เช่นกัน

ด้านบริษัท Heineken ซึ่งถือหุ้น APB อยู่ 42% ออกมาแสดงความกังวลต่อดีลดังกล่าว และยอมรับว่าบริษัทอาจต้องทำทุกทางเพื่อป้องกันการครอบงำกิจการส่วนนี้จากไทยเบฟฯ เนื่องจากกำไรของ Heineken มากกว่าครึ่งหนึ่งปัจจุบันมาจากตลาดประเทศเกิดใหม่ (emerging market) เพราะสภาพธุรกิจเบียร์ในยุโรปนั้นชะลอตัวลง ซึ่งกรณีที่หนักที่สุดก็คือการแย่งเสนอซื้อหุ้นจาก OCBC ในราคาที่สูงกว่าไทยเบฟฯ

บริษัท F&N ปัจจุบันมีรายได้จากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม 59% ส่วน 34% มาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศสิงคโปร์ และที่เหลือมาจากธุรกิจสื่อ นักวิเคราะห์ประเมินว่าด้วยยุทธศาสตร์ของเจริญ สิริวัฒนภักดีแล้ว เป็นไปได้ว่าหลังการเข้าถือหุ้นใหญ่เสร็จสิ้น F&N อาจแยกบริษัทตามหมวดธุรกิจออกจากกันเพื่อให้มูลค่าหุ้นเพิ่มสูงมากขึ้นได้

ที่มา: Reuters via Yahoo! Finance Singapore

ทรัพย์ศรีไทยรุกธุรกิจอาหารเพิ่มอีก คราวนี้ซื้อ Baskin Robbins

By: arjin on Thu, 2012-07-05 09:46

บริษัท ทรัพย์ศรีไทย จำกัด (มหาชน) (SET:SST) แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์วันนี้ว่าบริษัทได้ดำเนินการซื้อสินทรัพย์ในการดำเนินงานร้านไอศกรีม Baskin Robbins 17 สาขาในประเทศไทยจากบริษัทบิ๊ก สกู๊ป จำกัด โดยทำการซื้อผ่านบริษัทลูก โกลเด้น สกู๊ป คิดเป็นมูลค่า 47 ล้านบาท

บริษัท ทรัพย์ศรีไทยมีธุรกิจหลักคือบริการคลังสินค้าและเอกสาร แต่ช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้เดินกลยุทธ์ขยายเข้าสู่ธุรกิจอาหารมากขึ้น โดยปีที่แล้วก็ได้ซื้อกิจการร้านโอบองแปงและดังกิ้นโดนัทไป อนึ่ง ร้านไอศกรีม Baskin Robbins นั้นเดิมบริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ปในเครือเซ็นทรัลเป็นผู้ได้สิทธิบริหารในประเทศไทย แต่ได้เลิกกิจการไปหลังหมดสัญญา แล้วมาทำร้านไอศกรีม Cold Stone Creamery แทน

ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

Pages

Subscribe to RSS - Merging