Luxury Brands

กลุ่มสินค้าแบรนด์เนมฟ้อง Alibaba ข้อหามีส่วนร่วมจำหน่ายสินค้าเลียนแบบ

By: arjin on Sat, 2015-05-16 06:53

กลุ่มบริษัท Kering จากฝรั่งเศส เจ้าของแบรนด์เนมสินค้าอย่าง Gucci, Yves Saint Laurent และอื่นๆ ได้ยื่นฟ้องต่อศาล Manhattan ในอเมริกาว่า Alibaba เป็นผู้มีส่วนร่วมในการจัดจำหน่ายสินค้าเลียนแบบออกสู่ตลาดทั่วโลก

ถึงแม้ Alibaba จะไม่ใช่ผู้ผลิตสินค้าดังกล่าว แต่เอกสารการฟ้องร้องระบุว่า Alibaba ก็ถือว่ามีส่วนร่วมในการรับคำสั่งซื้อ, ดูแลหน้าร้าน และทราฟฟิกของกระบวนการจัดจำหน่ายสินค้าเลียนแบบ ซึ่งเป็นการละเมิดเครื่องหมายการค้า

ตัวอย่างสินค้าปลอมแปลงซึ่งมีใน Alibaba เช่นกระเป๋าเลียนแบบของ Gucci จำหน่ายราคา 2-5 ดอลลาร์ (ยอดสั่งขั้นต่ำ 2,000 ใบ) ขณะที่ Gucci ของแท้นั้นราคาอยู่ที่ใบละ 795 ดอลลาร์ เป็นต้น

ที่มา: Reuters

เหตุจากค่าเงินผันผวน - Chanel ปรับราคาสินค้าทั่วโลกให้สมดุลมากขึ้น

By: arjin on Wed, 2015-03-18 14:29

เหตุค่าเงินที่ผันผวนทั่วโลกเริ่มก็ส่งผลต่อราคาสินค้ามากขึ้น ล่าสุดแบรนด์เนมหรูอย่าง Chanel ได้ประกาศ "ปรับปรุง" ราคาสินค้าที่วางจำหน่ายทั่วโลก โดยปรับเพิ่มราคาสินค้าในทวีปยุโรปให้แพงขึ้น และลดราคาสินค้าที่จำหน่ายในเอเชีย เนื่องจากค่าเงินยูโรที่อ่อนค่า จนส่งผลให้ราคาสินค้าในเอเชียบางรายการก่อนหน้านี้ แพงกว่าไปซื้อที่ยุโรปถึงเกือบเท่าตัว

Chanel ระบุว่าเป้าหมายของแบรนด์ต้องการทำให้ราคาสินค้าใกล้เคียงกันทั่วโลก โดยมีส่วนต่างที่แคบลง บวกลบไม่เกิน 10% ซึ่งทำให้เกิดแรงจูงใจในการหิ้วสินค้าข้ามประเทศน้อยลงด้วย ทั้งยังส่งผลบวกต่อแบรนด์ให้ลูกค้าสนใจที่คุณค่าสินค้า มากกว่ามองเรื่องราคาเป็นสำคัญ

การปรับราคาสินค้าของ Chanel นี้จะเริ่มตั้งแต่ 8 เมษายนเป็นต้นไป

ที่มา: Racked

Coach ซื้อกิจการรองเท้าแบรนด์ Stuart Weitzman ที่มูลค่า 574 ล้านดอลลาร์

By: arjin on Tue, 2015-01-06 22:19

Coach Inc. ประกาศเข้าซื้อกิจการ Stuart Weitzman แบรนด์รองเท้าหรูด้วยมูลค่า 574 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นการทำดีลซื้อกิจการที่แบรนด์กระเป๋าชื่อดังจากอเมริการายนี้ไม่ค่อยทำนัก โดย Coach จะจ่ายเงินสดให้กับ Sycamore Partners บริษัทแม่ของ Stuart Weitzman ในเบื้องต้น 530 ล้านดอลลาร์ และจ่ายเพิ่มอีก 44 ล้านดอลลาร์ หากสินค้าสามารถทำยอดขายได้ตามข้อตกลงภายใน 3 ปี

Sycamore Partners ปัจจุบันเป็นเจ้าของแบรนด์เนมหลายยี่ห้อ อาทิ Jones New York, Easy Spirit, Nine West และ Stuart Weitzman

Coach คาดหวังว่าการซื้อแบรนด์ Stuart Weitzman เข้ามาจะช่วยให้บริษัทขยายไลน์สินค้าสู่หมวดอื่นได้ หลังจากปีที่ผ่านมายอดขายกระเป๋าลดลง

ที่มา: WSJ

LVMH กับ Hermès ตกลงยุติศึก: LVMH จะไม่เทคโอเวอร์ Hermès

By: chayaninw on Fri, 2014-09-05 13:47

สองบริษัทผู้ผลิตสินค้าหรูรายหลักของฝรั่งเศส LVMH และ Hermès ประกาศยุติศึกบาดหมางที่มีมาสี่ปี จากกรณีที่ LVMH พยายามจะเข้าซื้อหุ้นของ Hermès

ในข้อตกลงนี้ LVMH จะกระจายหุ้นในบริษัท Hermès ที่บริษัทถืออยู่ 23% ให้กับผู้ถือหุ้นของบริษัท และบริษัท Christian Dior ที่เป็นโฮลดิงถือหุ้นในใน LVMH ก็จะแจกหุ้นนี้ต่อไปให้ผู้ถือหุ้นของตัวเองอีกต่อหนึ่ง ซึ่งเมื่อเสร็จแล้ว Groupe Arnolt ของ Bernanrd Arnault ผู้ถือหุ้นหลักของ LVMH จะถือครองหุ้นของ Hermès ประมาณ 8.5 นอกจากนี้ กลุ่ม LVMH ยังตกลงที่จะไม่ซื้อ Hermès อีกในระยะเวลาห้าปีข้างหน้าด้วย

LVMH เป็นเจ้าของแบรนด์สินค้าหรูหลายแบรนด์ เช่น Louis Vuitton, Dior, Fendi, แชมเปญ Dom Pérignon, และคอนญัก Hennessey มีผู้ถือหุ้นหลักคือกลุ่ม Groupe Arnault ของ Bernard Arnault ในขณะที่ Hermès เป็นบริษัทผู้ผลิตสินค้าหรูที่ยังมีทายาทของผู้ก่อตั้งเป็นเจ้าของหลัก

กรณีขัดแย้งกันระหว่างสองบริษัท ของสองตระกูลมหาเศรษฐีของฝรั่งเศสนี้ เริ่มต้นในเดือนตุลาคม 2010 เมื่อ LVMH ออกมาเปิดเผยว่า บริษัทได้สะสมหุ้นของ Hermès ไว้แล้ว 17.1% ซึ่งตระกูลของ Hermès ซึ่งมีผู้ถือหุ้นในครอบครัวอยู่กว่าร้อยคน มองว่าเป็นการรุกล้ำเข้ามาของคู่แข่งที่พยายามจะเข้ามาซื้อกิจการ สมาชิกรายหลักของครอบครัวจึงจัดตั้งบริษัทโฮลดิงขึ้นมาถือหุ้นของครอบครัวรวมกันเกินครึ่งหนึ่งของบริษัท เพื่อป้องกันการเข้าซื้อกิจการของ LVMH

กลุ่ม Hermès ยังได้ฟ้องร้อง LVMH ในปี 2012 ว่าใช้ข้อมูลภายในในการซื้อหุ้น Hermès ในขณะที่ LVMH ก็ฟ้องกลับด้วยข้อหาหมิ่นประมาท ทั้งสองบริษัทตกลงที่จะยุติการฟ้องร้องทางกฎหมายในข้อตกลงครั้งนี้

ที่ผ่านมา Hermès มีผลการดำเนินงานที่ค่อนข้างดี มีการเติบโตที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม และเป็นแบรนด์ที่ค่อนข้างได้รับผลกระทบจากขาลงของเศรษฐกิจค่อนข้างน้อย ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ Arnault ต้องการครอบครองแบรนด์ Hermès โดยในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา Arnault ได้เข้าซื้อแบรนด์ไว้กว่า 60 แบรนด์

มูลค่าหุ้นของ Hermès ตกลง 3.4% หลังจากดีลนี้ประกาศออกมา แต่ขึ้นมามากกว่า 40% นับตั้งแต่ LVMH ประกาศว่าถือหุ้นในปี 2010

ที่มา - The Wall Street Journal, Reuters

Kering ประกาศเข้าซื้อกิจการนาฬิกาหรูของสวิส Ulysse Nardin

By: nrad6949 on Sun, 2014-08-03 11:07

บริษัท Kering ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจด้านสินค้าหรู (ตัวอย่างแบรนด์ดังๆ ภายใต้การบริหารเช่น Gucci, Alexander McQueen, Puma) ของฝรั่งเศส ประกาศเข้าซื้อกิจการ Ulysse Nardin หนึ่งในผู้ผลิตนาฬิกาหรูชั้นนำของสวิส โดยไม่ระบุมูลค่าของการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ เพียงแต่ระบุว่ามูลค่าทั้งหมดที่เข้าซื้อในครั้งนี้มีมูลค่ามากถึง 13 เท่า ของรายได้รวมก่อนการหักค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ภาษี, ดอกเบี้ย, ค่าเสื่อมมูลค่า และค่าใช้จ่ายตัดจ่าย (EBITDA)

เหตุผลการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ก็ตรงไปตรงมา เพราะ Kering ต้องการเสริมทัพสินค้าหรูด้านนาฬิกาและเครื่องประดับ ซึ่งปัจจุบันแม้ว่าจะมีอยู่แล้วบางส่วน (เช่น JeanRicard หรือ Girard-Perregaux) แต่ถ้าให้เทียบชื่อชั้นกับ Ulysse Nardin ก็คงลำบาก การได้มาเสริมทัพจึงทำให้กิจการส่วนนี้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

สำหรับ Ulysse Nardin ถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตนาฬิกาหรูอันดับต้นๆ ของโลก (อยู่ระดับเดียวกับ Patek Philippe, IWC) ก่อตั้งเมื่อปี 1846 และมีชื่อเสียงในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 เนื่องจากระบบนาฬิกาส่วนใหญ่ของเรือในกองทัพกว่า 50 ประเทศ ใช้ของ Ulysse Nardin ทั้งสิ้น ก่อนจะผันตัวมาทำนาฬิกาข้อมือในตลาดหรู โดยตัวที่มีราคาต่ำสุดก็ยังว่ากันที่ระดับหลักแสนบาทขึ้นไปทั้งสิ้น

ที่มา - Forbes

เผยนักช็อปอยากซื้อของแพงขึ้น เมื่อเจอพนักงานขายทำตัวหยาบคาย!

By: toandthen on Mon, 2014-06-30 14:51

การศึกษาล่าสุดพบว่าเมื่อนักช็อปพบกับพนักงานขายที่หยาบคาย นักช็อปผู้นั้นมักจะมีความอยากที่จะซื้อของที่มีราคาแพงยิ่งขึ้น และยิ่งพนักงานหยาบคายมากเท่าไหร่ ผู้ซื้อก็มักจะกล้าที่จะควักเงินออกมาซื้อของที่ราคาแพงขึ้นไปอีก!

ผลจากการวิจัยในครั้งนี้ เป็นความจริงที่น่าตกใจ แต่ก็สามารถสรุปได้ว่าการที่มีพนักงานหยาบคาย ในร้านแบรนด์หรู กลับจะเป็นผลดีมากกว่าผลเสียให้กับเจ้าของแบรนด์ โดยร้านที่ผู้วิจัยได้ใช้เป็นตัวอย่างทดลอง ได้แก่ Gucci, Louis Vuitton และ Burberry ซึ่งร้านเหล่านี้ก็มีทั้งพนักงานที่หยาบคาบ และไม่หยาบคายปน ๆ กัน

หนึ่งในผู้ช็อปเห็นด้วยว่าผลการศึกษานี้เป็นจริง โดยเธอบอกว่าตัวเธอได้แต่งตัวให้ดูดี เพื่อไปซื้อกระเป๋ายี่ห้อ Prada แต่เมื่อเธอถามพนักงานขายเกี่ยวกับเครื่องสำอาง พนักงานกลับบอกเธอว่าเธอไม่ควรมองหาเครื่องสำอางที่เขาขาย เพราะมันราคาสูงเกินไป สุดท้ายความโมโหของเธอ ทำให้เธอต้องซื้อเครื่องสำอางราคา 45 ดอลลาร์เพื่อ "ตบหน้า" พนักงานขายคนนั้น

Morgan Ward แห่งมหาวิทยาลัย Southern Methodist ซึ่งเป็นผู้ร่วมวิจัย ได้ออกมาบอกว่าทั้งหมดนี้ อาจจะเป็นเรื่องของความพยายามต้องการ "เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม" ของนักช็อป ที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมระดับสูง ส่วนนาย Darren Dahl แห่งมหาวิทยาลัย British Columbia ผู้ร่วมวิจัยอีกคนก็บอกว่า การวางตัวให้สูงกว่าผู้อื่นเชิงดูถูกเล็กน้อย ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่แบรนด์เหล่านี้อาจต้องการจากตัวพนักงานเอง

ที่มา - CNN Money

แบรนด์ดัง Dolce & Gabbana ขอโทษชาวฮ่องกงที่เลือกปฏิบัติต่อลูกค้าท้องถิ่น

By: toandthen on Thu, 2012-01-19 18:58

Dolce & Gabbana ได้ออกมาขอโทษชาวฮ่องกงในวันพุธที่ผ่านมานี้ หลังจากที่เลือกปฏิบัติต่อลูกค้าท้องถิ่นเสมอมาด้วยการจ้างยามคอยเตือนคนฮ่องกงไม่ให้ถ่ายรูปหน้าร้านสาขาใหญ่บนถนน Canton แต่กลับให้นักท่องเที่ยวต่างชาติและจากแผ่นดินใหญ่ถ่ายรูปหน้าร้านได้

โดยชาวฮ่องกงหลายคนได้รวมตัวกันในโลกออนไลน์เพื่อประท้วงพฤติกรรม "mainlandism" (การให้อภิสิทธิแก่ชาวจีนแผ่นดินใหญ่) และการเลือกปฏิบัติต่อชาวฮ่องกง จากบนเฟสบุ้ค ผู้ประท้วงต่างก็ไม่พอใจกับการเลือกปฏิบัติโดยแบรนด์ดังต่าง ๆ จากโลกตะวันตก โดยบางรายต้องการแจ้งให้สหภาพยุโรปทำการลงโทษ Dolce & Gabbana ข้อหาเหยียดผิว

ทาง Dolce & Gabbana ได้ออกมายอมรับผิด และบอกว่าทางร้านต้อนรับคนฮ่องกงเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ทั้งโลก ในขณะที่ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่ยังต่อคิวเพื่อเข้าไปดูของในร้านให้สัมภาษณ์กับสื่อฮ่องกงว่า "คนฮ่องกงก็ทำตัววิตกเกินไป"

ที่มา - Luxuo

Subscribe to RSS - Luxury Brands