Europe

นักวิชาการท้าทายคำอ้างมูลนิธิ Anne Frank, เผยแพร่ต้นฉบับบันทึก

By: lew on Sat, 2016-01-02 20:16

Olivier Ertzscheid นักวิชาการจากฝรั่งเศส และ Isabelle Attard ผู้แทนราษฎรจากพรรค Green โพสบันทึกของ Anne Frank ฉบับภาษาเนเธอร์แลนด์บนเว็บไซต์ แม้มูลนิธิ Anne Frank จะออกมาประกาศอ้างว่าบันทึกนี้เป็นการประพันธ์ร่วมกับ Otto Frank บิดาของ Anne Frank

ตัว Otto Frank เสียชีวิตเมื่อปี 1980 หากนับอายุลิขสิทธิ์ 70 ปีหลังจากผู้ประพันธ์เสียชีวิต บันทึกก็จะมีอายุลิขสิทธิ์ถึงปี 2050 อีกข้อโต้แย้งคืองานประพันธ์นี้ตีพิมพ์หลังตัว Anne และ Otto เสียชีวิต ทำให้ต้องนับอายุลิขสิทธิ์ไป 50 ปีซึ่งทางมูลนิธิอ้างลิขสิทธิ์ฉบับที่ตีพิมพ์โดย Dutch State Institute for War Documentation ที่ตีพิมพ์ในปี 1986 ทำให้ลิขสิทธิ์ฉบับนี้จะอยู่ไปอีกถึงปี 2037 ห้าสิบปีหลังจากผู้ประพันธ์เสียชีวิต

ผู้โพสหนังสือลงออนไลน์ทั้งสองคนระบุว่าคล้ายกันว่าผู้เขียนจะได้รับการยกย่องมากกว่าเดิมหากหนังสือถูกเผยแพร่ได้โดยเสรี

หนังสืออีกเล่มที่หมดอายุในปี 2015 คือ Mein Kampf โดยอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่เขียนกล่าวโทษชาวยิว หนังสือเล่มนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง มีการตีพิมพ์หลายล้านเล่ม ก่อนที่จะหมดลิขสิทธิ์ สิทธิ์ถือไว้โดยรัฐบาลแคว้นบาวาเรียและไม่มีการยกสิทธิ์ให้ใครตีพิมพ์จนกระทั่งมันหมดลิขสิทธิ์

ที่มา - ABC, The Guardian

มูลนิธิ Anne Frank ยืดอายุลิขสิทธิ์หนังสือ ด้วยการระบุ "ผู้ประพันธ์ร่วม"

By: chayaninw on Wed, 2015-11-18 18:43

หนังสือพิมพ์ New York Times รายงานว่า มูลนิธิ Anne Frank Fonds (AFF) ผู้ถือลิขสิทธิ์หนังสือ "บันทึกลับแอนน์ แฟรงค์" แจ้งเตือนว่า Otto Frank พ่อของ Anne Frank มีสถานะเป็นผู้ประพันธ์ร่วมของหนังสือนี้ ซึ่งจะทำให้ลิขสิทธิ์หนังสือไม่หมดอายุตอนสิ้นปีที่จะถึงนี้

กฎหมายลิขสิทธิ์ในยุโรปส่วนใหญ่ จะกำหนดอายุของลิขสิทธิ์ว่าสิ้นสุดลง 70 ปีหลังจากผู้ประพันธ์เสียชีวิต ซึ่ง Anne Frank เสียชีวิตในค่ายกักกัน Bergen-Belsen ในปี 1945 แต่ Otto Frank เสียชีวิตในปี 1980 การระบุว่า Otto เป็นผู้ประพันธ์ร่วม ทำให้ลิขสิทธิ์หนังสือมีอายุถึงปี 2050 แทนที่จะหมดอายุในสิ้นปีนี้ ซึ่งครบรอบ 70 ปีที่ Anne Frank เสียชีวิต

ถ้าลิขสิทธิ์หมดอายุแล้ว เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ก็จะถือว่าเป็นสาธารณสมบัติ (public domain) สามารถเผยแพร่ได้โดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาต แทนที่จะต้องขออนุญาตและจ่ายค่าไลเซนส์ให้กับมูลนิธิ

Yves Kugelmann หนึ่งในกรรมการของมูลนิธิ กล่าวว่า เมื่อหกปีก่อน มูลนิธิเคยได้สอบถามผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายลิขสิทธิ์ในหลายประเทศเกี่ยวกับลิขสิทธิ์หนังสือ ซึ่งได้รับคำตอบว่า การรวบรวม ตัดทอน และปรับแก้ในลักษณะงานบรรณาธิการของ Otto Frank ถือเป็นผลงานอันมีลิขสิทธิ์ชิ้นใหม่

มูลนิธิ AFF ยืนยันว่า เป้าหมายของมูลนิธิคือการปกป้อง Anne Frank "ให้ Anne Frank ยังคงเป็น Anne" และไม่ใช่เรื่องเงิน แต่แนวทางของมูลนิธิได้รับการต่อต้านจากบางส่วน ทั้งในแง่ความเป็นผู้ประพันธ์ ที่ก่อนหน้านี้ยืนยันว่า Anne Frank เป็นผู้เขียนบันทึกนี้เพียงคนเดียว และในแง่การขัดเจตนารมณ์ของกฎหมายลิขสิทธิ์ด้วย ผู้ไม่เห็นด้วยบางส่วนประกาศว่า จะเผยแพร่เนื้อหาของหนังสือผ่านทางเว็บไซต์แม้ว่าจะไม่ได้รับอนุญาตจากมูลนิธิ

หากว่าหนังสือของ Anne Frank ยังคงไม่หมดอายุลิขสิทธิ์ในปีนี้ อาจจะกระทบกับแผนงานของพิพิธภัณฑ์บ้าน Anne Frank (Anne Frank Huis) ซึ่งเป็นอีกองค์กรหนึ่งที่เป็นเอกเทศจากมูลนิธิ AFF และเคยมีข้อขัดแย้งทางกฎหมายกับ AFF มาก่อนหน้านี้เกี่ยวกับความเป็นเจ้าของเอกสารและเครื่องหมายการค้า พิพิธภัณฑ์บ้าน Anne Frank ใช้เวลาห้าปี เตรียมตัวเผยแพร่เนื้อหาจากบันทึกแบบละเอียดบนเว็บไซต์ ที่มีการศึกษาวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์และตัวบทรวมอยู่ด้วย ซึ่ง Maatje Mostart ระบุว่า ทางพิพิธภัณฑ์ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเผยแพร่เมื่อใดหรือแบบใด แต่ก็ระบุด้วยว่า Otto Frank หรือใครก็ตาม ไม่ใช่ผู้ประพันธ์ร่วมของบันทึกเล่มนี้

Otto Frank ผู้รวบรวมและจัดให้มีการตีพิมพ์บันทึกของ Anne Frank ได้จัดตั้งมูลนิธิ Anne Frank Fonds ในสวิตเซอร์แลนด์ในปี 1963 เพื่อเก็บรายได้จากค่าลิขสิทธิ์หนังสือ และบริจาคให้กับงานการกุศลต่างๆ เช่น Unicef และมูลนิธิอื่นๆ

ที่มา - The New York Times

เศรษฐีอียิปต์เสนอซื้อเกาะสร้างประเทศรับผู้อพยพ

By: chayaninw on Fri, 2015-09-04 22:18

จากที่ปัญหาผู้อพยพจำนวนมากกำลังพยายามหนีภัยสงครามในซีเรียเข้าไปในยุโรป จนเป็นประเด็นร้อนของรัฐบาลสหภาพยุโรป เศรษฐีอันดับ 3 ของอียิปต์ Naguib Sawiris ประกาศว่า เขาอยากซื้อเกาะร้างของกรีซหรืออิตาลี เพื่อมาพัฒนาแล้วใช้เป็นพื้นที่รับผู้อพยพ

Sawiris เริ่มต้นประกาศไอเดียนี้ในทวิตเตอร์เมื่อวันที่ 1 กันยายน "กรีซหรืออิตาลี ขายเกาะให้ผมเกาะหนึ่ง ผมจะประกาศเอกราช และรับผู้อพยพและจ้างพวกเขาให้ช่วงสร้างประเทศใหม่ของพวกเขาขึ้นมา"

สำนักข่าว Agence France-Presse (AFP) ได้สัมภาษณ์ Sawiris หลังจากทวีตดังกล่าว ระบุว่า เขาจริงจังกับแนวคิดนี้ โดยเชื่อว่าสามารถทำได้จริง Sawiris เชื่อว่า เกาะนอกชายฝั่งกรีซหรืออิตาลี น่าจะซื้อได้ในราคา 10-100 ล้านดอลลาร์ แต่ส่วนสำคัญคือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานหลังจากนั้น โดยเริ่มต้น จะมีที่อยู่อาศัยชั่วคราวสำหรับผู้อพยพ หลังจากนั้น ก็จ้างคนเหล่านั้นในการพัฒนาที่อยู่อาศัย โรงเรียน มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และหลังจากที่สถานการณ์ดีขึ้น ใครที่อยากจะกลับบ้านเกิดก็กลับไปได้

Sawiris ยอมรับว่า แผนนี้ยังมีความยุ่งยากอยู่ โดยเฉพาะการโน้มน้าวให้กรีซหรืออิตาลียอมขายเกาะให้ และจัดการเรื่องอย่างเขตอำนาจทางกฎหมาย

Sawiris มีธุรกิจหลักคือเป็นผู้ถือหุ้นและ CEO บริษัทโทรคมนาคม Orascom ของอียิปต์ มีทรัพย์สินตามการประเมินของ Forbes ประมาณ 2.9 พันล้านดอลลาร์

ที่มา - Yahoo News, ภาพประกอบโดย WEF จาก Wikimedia Commons

EU เห็นชอบ ยกเลิกบริการโรมมิ่งในยุโรป รวมโทรคมนาคมเป็นตลาดเดียว

By: mk on Mon, 2013-06-17 15:41

คณะกรรมการยุโรป (European Commission) ลงมติเห็นชอบ รวมเอาเขตให้บริการโทรคมนาคมในยุโรปเป็นตลาดเดียว (single market) ทำให้สหภาพยุโรปไม่มีบริการโรมมิ่งราคาแพงอีกต่อไป เงื่อนไขนี้จะมีผลบังคับใช้ในเดือนกรกฎาคม 2014

คณะกรรมการประเมินว่าการตัดบริการโรมมิ่งออกไปจากระบบจะทำให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์มีรายได้ลดลงประมาณ 2% ในขั้นต้น แต่ในระยะยาวแล้วจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากค่าบริการ เพราะมีผู้ใช้บริการมากขึ้นนั่นเอง

นอกจากนี้ผลกระทบในระยะยาวจะทำให้ยุโรปมีจำนวนผู้ให้บริการโทรคมนาคมลดลง (ปัจจุบันมีประมาณ 100 ราย) เกิดสภาวะการเป็นพันธมิตรกัน (แบบเดียวกับสายการบิน) หรือไม่ก็ควบกิจการกันระหว่างผู้ให้บริการคนละประเทศ ผลก็คือจำนวนผู้ให้บริการลดลงแต่มีสัดส่วนของรายใหญ่มากขึ้น และช่วยให้การลงทุนโครงข่ายซ้ำซ้อนลดลง ผู้ให้บริการจะมีเงินไปลงทุนเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง 4G LTE มากขึ้นแทน

ในแง่ของการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมในยุโรป จะเปลี่ยนแปลงโดยโอเปอเรเตอร์ที่ได้รับใบอนุญาตจากประเทศใดประเทศหนึ่ง จะสามารถทำธุรกิจในประเทศอื่นๆ ในสหภาพยุโรปอัตโนมัติ

ที่มา - Telegraph

เอเซีย-แปซิฟิกแซงหน้ายุโรปขึ้นเป็นภูมิภาคที่รวยที่สุดในโลกแล้ว

By: terminus on Wed, 2012-10-10 23:41

ผลจากวิกฤตหนี้สาธารณะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาทำให้ทวีปยุโรปมีความมั่งคั่งครัวเรือน (household wealth) ร่วงลงจนกระทั่งโดนภูมิภาคเอเซีย-แปซิฟิกสอดขึ้นมาแซงได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และนี่คือครั้งแรกที่ภูมิภาคเอเซีย-แปซิฟิกมีความมั่งคั่งเป็นอันดับหนึ่งของโลก

ตามรายงาน Global Wealth Report 2012 ของธนาคาร Credit Suisse ความมั่งคั่งครัวเรือนของทวีปยุโรปลดลงจากปีที่แล้ว 14% (นับครบรอบปีเดือนมิถุนายน) เหลือแค่ 69.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่เอเซียกลับไม่โดนผลกระทบรุนแรงมากนัก ความมั่งคั่งจึงหดไปเพียง 1.9% เท่านั้น ทำให้ทิ้งระดับคงตัวอยู่ที่ 74.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ

ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าภูมิภาคเอเซีย-แปซิฟิกจะยังคงครองแชมป์ด้านความมั่งคั่งต่อไปอีกหลายปี เนื่องจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ล้ำหน้าเกินภูมิภาคอื่นๆ ของโลก

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในรายงานของ Credit Suisse ก็ระบุว่าประเทศที่รวยที่สุดในโลกยังคงเป็นสวิตเซอร์แลนด์ ($468,000 ต่อประชากรวัยผู้ใหญ่ 1 คน) ประเทศในเอเซีย-แปชิฟิกที่เข้าติด 10 อันดับแรก ได้แก่ ออสเตรเลีย (อันดับ 2; $355,000 ต่อหัว), ญี่ปุ่น (อันดับ 5; $270,000 ต่อหัว), และสิงคโปร์ (อันดับ 8; $258,000 ต่อหัว)

ที่มา - The Wall Street Journal

Subscribe to RSS - Europe