EU Debt Crisis

เยอรมันออกพันธบัตรระยะสั้นที่มีผลตอบแทนติดลบ

By: Flurrywong on Tue, 2012-01-10 17:49

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เยอรมันได้ออกพันธบัตรระยะสั้นอายุ 6 เดือนมูลค่าสี่พันล้านยูโร โดยให้ผลตอบแทนที่ร้อยละ -0.0122 ซึ่งให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจเยอรมันท่ามกลางวิกฤตหนี้สาธารณะยุโรป แม้ว่าเมื่อดูจากอุปสงค์ต่อการก่อหนี้ดังกล่าวกลับลดลงจากเดิมที่ bid-to-cover ratio อยู่ที่ 3.8 ครั้งในการประมูลครั้งก่อนในเดือนที่แล้ว เหลือเพียง 1.8 ครั้งเท่านั้น

ตลอด 2 ปีตั้งแต่เกิดวิกฤตการหนี้สาธารณะยุโรป นักลงทุนก็แห่กันไปลงทุนในพันธบัตรเยอรมันเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลเยอรมัน (คำนวณจากพันธบัตรอายุ 10 ปี) พลิกกลับมาต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ แตกต่างจากชาติสมาชิกสหภาพยุโรปอื่นๆ เช่น อิตาลีและสเปนที่กำลังประสบกับปัญหาต้นทุนการกู้ยืมที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1990

ที่มา- The Financial Times

ฮังการี ถูกลดระดับความน่าเชื่อถือเป็น "ขยะ" โดยสถาบันเรทติ้งรายที่สามแล้ว

By: toandthen on Sun, 2012-01-08 16:46

Fitch เป็นอีกหนึ่งสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงิน ที่ได้ปรับลดเรทติ้งของประเทศฮังการี มาอยู่ในหมวด "ขยะ" หลังจากที่มู้ดดี้ส์กับ Standard and Poor's ได้ปรับลดความน่าเชื่อถือของฮังการีมาอยู่ในระดับดังกล่าวไปก่อนหน้านี้แล้ว

ปัญหาของประเทศฮังการีในตอนนี้คือเรื่องการขอการช่วยเหลือจาก IMF ก้อนใหม่ หลังจากที่ประเทศประสบกับปัญหาอสังหาริมทรัพย์ภายในประเทศ ที่ใช้สกุลเงินสวิสฟรังส์เป็นหลัก โดยก่อนหน้านี้การกระทำดังกล่าวเป็นที่นิยมเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า แต่สุดท้ายแล้วกลับต้องเจอปัญหาการผ่อนจ่ายชำระหนี้คืน เพราะสกุลเงินท้องถิ่นของฮังการี "ฮังกาเรียน โฟรินท์"​ เริ่มลดค่าลง

นอกจากนี้ รัฐบาลเอียงขวาของประเทศยังมีมาตรการแทรกแซงสถาบันทางการเงินต่าง ๆ ของประเทศอีกด้วย ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความไม่มั่นใจในหมู่นักลงทุน และทำให้การเจรจาเรื่องหนี้ของประเทศกับ IMF และ EU ซับซ้อนไปกว่าเดิม Fitch จึงจำเป็นที่จะต้องลดระดับความน่าเชื่อถือของฮังการีในที่สุด

ที่มา - BBC

ประธานอีซีบีเตือน ออกจากยูโรโซนไม่ช่วยแก้ปัญหา

By: chayaninw on Tue, 2011-12-20 22:57

Mario Draghi ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Financial Times โดยมีตอนหนึ่งที่เตือนว่า การเลือกออกจากยูโรโซนนั้น ไม่ช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ และไม่ส่งผลดีต่อประเทศที่ยังเหลืออยู่ด้วย

Draghi พูดถึงการเลิกใช้สกุลเงินยูโรว่า การออกจากยูโรโซนและลดค่าเงินตัวเองนั้น ก่อให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ และสุดท้ายก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่จำเป็นได้ และถึงตอนนั้นก็จะอยู่ในสถานะที่อ่อนแอกว่าเดิมด้วยซ้ำ

เมื่อ FT ถามถึงว่า จะส่งผลดีต่อประเทศที่เหลืออยู่หรือไม่ Draghi ตอบว่า เมื่อสนธิสัญญาของยุโรปถูกละเมิดลงแล้ว ก็ยากที่จะคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นตามมาบ้าง

Draghi เน้นย้ำถึงความสำคัญของมาตรการพิเศษของธนาคารกลางยุโรปในการสนับสนุนระบบธนาคารของยุโรป และกองทุนเสถียรภาพทางการเงิน (EFSF) ในการแก้ปัญหาของยุโรป

อย่างไรก็ตาม Draghi กล่าวถึงการใช้มาตรการ "quantitative easing" ในรูปแบบของธนาคารกลางสหรัฐว่า สิ่งสำคัญอยู่ที่การฟื้นความเชื่อมั่นที่ประชาชน ทั้งคนทั่วไปและนักลงทุน มีต่อทวีปยุโรป ซึ่งไม่สามารถเกิดได้โดยการทำลายความน่าเชื่อถือของอีซีบี

Mario Draghi เข้ารับตำแหน่งประธานธนาคารกลางยุโรปแทน Jean-Claude Trichet เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ซึ่ง Financial Times ก็ได้ตั้งข้อสังเกตว่า Draghi ยอมจะพูดถึงการออกจากยูโรโซนอย่างตรงไปตรงมานั้น แตกต่างจาก Trichet ที่พูดถึงเพียงว่าเป็นเรื่องงี่เง่า (absurd)

ที่มา – Financial Times

เศรษฐกิจของไอร์แลนด์หดตัวต่อไปอีก

By: toandthen on Sun, 2011-12-18 10:03

ตัวเลขจีดีพีจากศูนย์ข้อมูลทางสถิติของประเทศไอร์แลนด์ล่าสุดพบว่าเศรษฐกิจของประเทศนั้นหดตัวลงอีก 2% ในไตรมาสที่สามของปี 2011 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่สองที่โตขึ้น 1.4% โดยตัวเลขนี้แสดงให้เห็นถึงสภาพเศรษฐกิจภายในประเทศที่อ่อนแอกว่าเดิม

ในขณะเดียวกัน ตัวเลขจีเอ็นพี ที่ไม่มีการรวมเอาผลผลิตของบริษัทต่างชาติที่เข้ามาทำอุตสาหกรรมในประเทศ ยังลดลง 2.2% ในไตรมาสนี้เช่นกัน เมื่อเทียบกับปีทั้งปีที่ตัวเลขนี้ลดลงไป 4.2% ซึ่งนี่เป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นถึงผลของนโยบายรัดเข็มขัดของประเทศ ที่ทำให้กำลังการจับจ่ายใช้สอยและความมั่นใจของผู้บริโภคลดลงมาก

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม กิจการการส่งออกของไอร์แลนด์ยังเป็นไปได้ด้วยดี โดยการส่งออกสินค้าทางการเกษตรของประเทศเพิ่มขึ้น 15% ในปีนี้ ในขณะที่ดุลการค้าของประเทศโตในด้านบวกที่ 21.8% จากราคาอ้างอิงปี 2009 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แม้ว่าอุตสาหกรรมการก่อสร้างยังมีผลประกอบการที่ต่ำกว่าปีที่แล้วถึง 20%

IMF เป็นห่วงว่าผลของการหดตัวของเศรษฐกิจประเทศไอร์แลนด์ อาจจะสร้างผลกระทบให้กับการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศอื่น ๆ ได้ และคาดว่าจีดีพีของไอร์แลนด์ในปีหน้าจะโตได้เพียงแค่ 1% จากการใช้นโยบายรัดเข็มขัด

ที่มา - BBC

ธนาคารกลาง 6 แห่ง ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยดอลลาร์สวอป

By: Fiyen on Thu, 2011-12-01 02:58

ถ้าใครแอบดูราคาดัชนีหุ้นทั่วโลกในวันนี้ อาจจะพบเห็นตลาดปรับตัวบวกกันทั่วหน้า ซึ่งเป็นการตอบรับกับข่าวดีจากการที่ธนาคารกลาง 6 แห่ง ซึ่งประกอบไปด้วย FED, Bank of Canada, Bank of England, Bank of Japan, European Central Bank และ Swiss National Bank ร่วมกันประกาศตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยบนดอลลาร์สวอปลง 0.5% หรือ 50 basis point เพื่อลดต้นทุนการกู้ยืมเงินสกุลดอลลาร์ในการแก้ปัญหาวิกฤติหนี้ยุโรป

โดยอัตราดอกเบี้ยใหม่บนดอลลาร์สวอปนี้จะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคมปีนี้ ไปจนถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ปี 2556 ซึ่งเป็นการขยายระยะเวลาเพิ่มขึ้นอีก 6 เดือน (จากวันที่ 1 สิงหาคม 2553)

ปล. ข่าวดีมากันเป็นชุดเลยแฮะ

ที่มา - Bloomberg

ไปแล้วอีกประเทศ! สเปนต้องจ่ายดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลตัวเองเกือบ 7%

By: toandthen on Thu, 2011-11-17 22:54

จากการประมูลพันธบัตรรัฐบาลประเทศสเปนในวันนี้ พบว่าดอกเบี้ยที่รัฐบาลสเปนต้องจ่ายสำหรับการยืมเงิน 10 ปี สูงถึง 6.975% ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในรอบ 14 ปีตั้งแต่ปี 1997 ซึ่งโดยปกติแล้ว การที่รัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงแบบนี้หมายความว่านักลงทุนเริ่มที่จะไม่ไว้วางใจว่ารัฐบาลจะสามารถจ่ายคืนหนี้ดังกล่าวได้ (ตามกฏเสี่ยงมาก ผลตอบแทนต้องมาก)

โดยตัวเลขดอกเบี้ยนี้ ใกล้เคียงกับ 7% ซึ่งสำหรับสหภาพยุโรปแล้ว ถือว่าประเทศสมาชิกที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงระดับนี้ จะต้องขอความช่วยเหลือทางการเงินแล้ว (financial bailout) โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมานี้ ประเทศอิตาลีก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยพันธบัตรสูงกว่า 7% มาแล้ว

นักวิเคราะห์ทางการเงินหลายคนเชื่อว่าธนาคารกลางยุโรปหรือ ECB ควรจะเข้าซื้อพันธบัตรของรัฐบาลแต่ละประเทศที่มีปัญหา ก่อนที่ปัญหาเศรษฐกิจจะแพร่กระจายไปสู่ประเทศอื่น ๆ ในยูโรโซน แต่เยอรมนีกลับไม่เห็นด้วย เนื่องจากการกระทำกล่าว จะทำให้กลุ่มประเทศยูโรโซนพบกับปัญหาเงินเฟ้อแทน

ที่มา - BBC

สภาล่างอิตาลีผ่านมาตรการรัดเข็มขัดแล้ว ในขณะที่ Berlusconi ประกาศลาออกจากตำแหน่ง

By: toandthen on Sun, 2011-11-13 11:18

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา สภาล่างของอิตาลีได้ผ่านมาตรการรัดเข็มขัดตามคำเรียกร้องของสหภาพยุโรปเรียบร้อยแล้ว โดยมีสมาชิกสภาล่างเพียงแค่ 26 รายเท่านั้นที่โหวตโนให้กับมาตรการดังกล่าวจากจำนวนสมาชิกทั้งหมด 406 คน ในขณะเดียวกันนาย Silvio Berlusconi ก็ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามที่ได้ให้สัญญาไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

หัวหน้ากลุ่มผู้ว่าจ้างงานในอิตาลี (Confindustria) นาง Ema Marcegaglia ได้ออกมากล่าวว่าอิตาลีเหมือนกับกรีซ อิตาลีเป็นประเทศที่มีฐานเศรษฐกิจที่แข็งแรง และเป็นเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่อันดับ 8 ของโลก แต่อิตาลีก็จำเป็นที่จะต้องผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้

แม้ว่าอิตาลีจะมีหนี้สูงถึง 1.9 ล้านล้านยูโรก็ตาม แต่อิตาลีเป็นหนึ่งในประเทศที่ใหญ่สำคัญที่สุดในยุโรป และอาจจะใหญ่เกินกว่าที่สหภาพยุโรปจะปล่อยให้ล้มไปตามเวรตามกรรมได้ แต่ขนาดที่ใหญ่ก็ทำให้การกอบกู้ยากขึ้นไปอีกเช่นกัน

ที่มา - CNN Money

มาดูมาตรการรัดเข็มขัดใหม่ของรัฐบาลอิตาลี

By: toandthen on Sat, 2011-11-12 16:30

มาตรการรัดเข็มขัด (austerity law) ใหม่ของประเทศอิตาลีที่ประกอบไปด้วยการตัดรายจ่ายให้กับรัฐบาล และเพิ่มร่ายได้ผ่านการเก็บภาษีเพิ่มเติม ที่สหภาพยุโรปได้พยายามผลักมาให้อิตาลีดำเนินการมาตลอดกำลังเข้าสู่สภาล่างของอิตาลีเพื่อการพิจารณา โดยมาตรการดังกล่าวพอสรุปได้ดังนี้

  • เพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 20% มาเป็น 21%
  • ไม่เพิ่มเงินเดือนข้าราชการจนถึงปี 2014
  • เพิ่มอายุเกษียณสำหรับสตรีที่ทำงานกับเอกชน จาก 60 ปีในปี 2014 มาเป็น 65 ปีในปี 2026 ซึ่งจะเท่ากับอายุเกษียณสำหรับผู้ชาย
  • เพิ่มมาตรการในการตรวจสอบการหนีและหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษี โดยรวมไปถึงการจำกัดการเปลี่ยนมือ-โอนเงินสดที่มีมูลค่าเกิน 2,500 ยูโร
  • เพิ่มการเก็บภาษีในอุตสาหกรรมพลังงาน

คาดว่ามาตรการนี้จะทำให้อิตาลีสามารถประหยัดเงินได้มากถึง 59.8 พันล้านยูโร และคาดว่าจะทำให้อิตาลีสามารถกลับมามีสถานะทางการเงินที่เหมาะสมภายในปี 2014 โดยในปัจจุบันอิตาลีมีหนี้สาธารณะ 120% เมื่อเทียบกับจีดีพีของตัวเอง และพันธบัตรสิบปีของรัฐบาลอิตาลีให้อัตราผลตอบแทนสูงมากที่ 7% ซึ่งเป็นจุดเดียวกันที่ประเทศกรีซ ไอร์แลนด์ และโปรตุเกสได้ขอความช่วยเหลือจากสหภาพยุโรปก่อนหน้านี้

ที่มา - BBC

Pages

Subscribe to RSS - EU Debt Crisis