Competition

อะไรเอ่ย สมัครเข้ายากกว่ามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

By: mk on Sun, 2014-09-21 10:29

มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของโลกในหลายสาขา และการสอบเข้าฮาร์วาร์ดก็ยากเย็นแสนเข็ญ ถ้าคิดสัดส่วนการแข่งขัน ฮาร์วาร์ดรับนักศึกษาเพียง 5.9% จากใบสมัครทั้งหมดเท่านั้น

แต่การสอบเข้าฮาร์วาร์ดอาจไม่ใช่การแข่งขันที่รุนแรงที่สุดเสมอไป เว็บไซต์ Business Insider ได้รวบรวมสถิติการแข่งขันที่ "ยากกว่าสมัครเข้าฮาร์วาร์ด" ไว้ดังนี้ (คัดมาบางส่วน)

  • สมัครงานกับห้าง Wal-Mart อารมณ์เดียวกับสมัครงานห้างค้าปลีกบ้านเรา Wal-Mart งานพวกนี้เงินเดือนไม่เยอะ แต่การแข่งขันกลับสูงมก บางสาขามีอัตรารับคนเข้าทำงานเพียง 2.6% จากใบสมัครทั้งหมด (สมัคร 23,000 รับ 600)
  • สมัครงานกับ Goldman Sachs บริษัทการเงินการลงทุนที่มีชื่อเสียงระดับโลก ปี 2013 มีคนสมัครงาน 43,000 คน รับ 1,900 ตำแหน่ง (4.4%)
  • สมัครเป็นหน่วยรักษาความปลอดภัยประธานาธิบดี หรือที่เรียกว่า Secret Service ตามปกป้องประธานาธิบดีสหรัฐตลอด 24 ชั่วโมง อัตรารับคนเข้าทำงานน้อยกว่า 1%
  • สมัครอบรมเป็น Data Scientist งานยอดฮิตในยุค Big Data โดยคอร์ส The Data Incubator มีคนสมัครเกิน 1,000 คน อัตรารับยังไม่กำหนดแต่ "น้อยกว่าฮาร์วาร์ด" แน่นอน
  • สมัครโรงเรียนชื่อดังในนิวยอร์ก ทั้งที่เป็นโรงเรียนรัฐบาล แต่เมื่อชื่อเสียงโด่งดังก็ย่อมมีพ่อแม่ผู้ปกครองพาลูกมาสมัครเยอะมาก ตัวอย่างเช่น โรงเรียน Brooklyn Latin School มีอัตรารับน้อยกว่า 3%, โรงเรียน High School of American Studies รับน้อยกว่า 1%
  • สมัครเรียน MBA ในอินเดีย สถาบันการศึกษา Indian Institute of Management in Ahmedabad (IIM-A) ตักศิลาของวงการ MBA ในอินเดีย มีอัตราแข่งขันยากกว่าฮาร์วาร์ดเสียอีก (สมัคร 170,000 รับน้อยกว่า 1%)
  • สมัครงานกับ Apple Store อาชีพในฝันของเหล่าสาวก อัตราการรับเข้าทำงานแค่ 2% (สมัคร 10,000 รับ 200)
  • สมัครงานกับ Google อาชีพในฝันของเหล่าสาวก (อีกค่าย) อัตราการรับเข้าทำงาน 0.4% (สมัครเกินล้าน รับปีละไม่เกิน 4,000 คน)

เชื่อว่าการสมัครโรงเรียนชื่อดังบ้านเรา หรือสอบแข่งขันเข้าทำงานราชการหลายแห่ง ก็มีอัตราการแข่งขันที่ไม่ด้อยไปกว่ากันสักเท่าไรครับ

ที่มา - Business Insider, ภาพประกอบจาก Facebook Harvard

หน่วยงาน UK เสนอให้บริษัทใหญ่เปิดประมูลเลือกผู้สอบบัญชีทุกห้าปี

By: chayaninw on Mon, 2013-07-22 22:00

คณะกรรมาธิการการแข่งขันทางการค้า (Competition Commission) ของสหราชอาณาจักร ได้เสนอแผนการที่จะให้บริษัทจดทะเบียนในดัชนี FTSE 350 จะต้องเปิดให้มีการยื่นประมูลคัดเลือกผู้สอบบัญชี (statutory auditor) ของบริษัททุกๆ 5 ปี

ปัจจุบัน ตลาดของการสอบบัญชีนั้น ครอบครองโดยสี่บริษัทใหญ่ (Big Four) ได้แก่ Deloitte, Ernst & Young, KPMG, และ PwC โดยสี่บริษัทนี้ เป็นผู้สอบบัญชีของบริษัทมากกว่า 90% ในดัชนี FTSE 350 (บริษัทขนาดใหญ่ที่สุด 350 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน) ซึ่งทำให้หน่วยงานภาครัฐทั้งในสหรัฐและยุโรปพยายามจะกำกับตลาดของผู้สอบบัญชีมากขึ้น โดยเฉพาะจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าบริษัทสอบบัญชีทำหน้าที่ในการเตือนก่อนการเกิดวิกฤติการเงินได้ไม่ดีพอ

ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ ไม่มีการบังคับว่าจะต้องเปลี่ยนบริษัทสอบบัญชี ดังที่ได้มีการเสนอกันก่อนหน้านี้ แต่ก็มีการเสนอห้ามธนาคารบังคับให้ลูกหนี้ใช้ผู้สอบบัญชีจาก Big Four เป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขการกู้เงินด้วย

Laura Carstensen ประธานคณะทำงานด้านตลาดผู้สอบบัญชี ได้กล่าวว่า มาตรการเหล่านี้ น่าจะช่วยให้ผู้ถือหุ้นมีความมั่นใจได้มากขึ้น โดยตลาดที่มีการแข่งขันกันมากขึ้นจะช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดจากการได้รับงานอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม Robert Peston บรรณาธิการด้านธุรกิจของ BBC ก็มองว่า มาตรการที่บังคับให้มีการเปิดประมูลคัดเลือกทุก 5 ปีนี้ อาจยิ่งทำให้บริษัท Big Four นั้นมีอิทธิพลในตลาดมากกว่าเดิม เพราะต้นทุนของการเข้าร่วมประมูลอาจจะสูงเกินกว่าที่บริษัทระดับรองจะเข้าไปแข่งขันได้ นอกจากนี้ บริษัท Big Four ยังอาจเข้าไปแย่งงานในบริษัทที่ปัจจุบันมีผู้สอบบัญชีเป็นบริษัทระดับรองด้วย

Peston ยังมองด้วยว่า บริษัทขนาดใหญ่มากๆ นั้นมีความซับซ้อนที่อาจต้องใช้เวลาในการเข้าใจธุรกิจ ทำให้เมื่อมีการคัดเลือกใหม่ใน 5 ปี ก็มีแนวโน้มที่บริษัทจะยังคงเลือกผู้สอบบัญชีรายเดิม ซึ่งปัจจุบัน Financial Reporting Council ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระกำกับดูแลในด้านนี้โดยตรง ก็กำหนดแนวทางให้มีการเปิดประมูลคัดเลือกทุก 10 ปีอยู่แล้ว

ด้านบริษัท BDO ซึ่งเป็นบริษัทสอบบัญชีนอก Big Four แสดงความเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ โดยกล่าวว่า พร้อมที่จะเข้าร่วมการคัดเลือกที่จะเกิดขึ้นตามมาตรการนี้

ที่มา - BBC News, Competition Commission

ค้านสายตา? ผลการศึกษาชี้ ตลาดมือถือแคนาดามีการแข่งขันดีแล้ว

By: chayaninw on Wed, 2012-09-12 23:20

ผลการศึกษาในแคนาดาระบุว่า ตลาดของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในแคนาดานั้นมีการแข่งขันที่ดีอยู่แล้ว และราคาค่าบริการนั้นไม่ได้แตกต่างจากประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ มานัก แย้งกับความเชื่อของชาวแคนาดาจำนวนหนึ่งที่เห็นว่าค่าบริการโทรศัพท์มือถือในแคนาดานั้นแพงกว่าประเทศอื่นมาก (อีกตลาดหนึ่งของแคนาดาที่มีชื่อเสียเรื่องแพงคือค่าบริการอินเทอร์เน็ต ที่กลายเป็นมุกตลกระดับโลก)

ผลการศึกษาดังกล่าวมาจาก Yves Rabeau อาจารย์ของ Université du Quebéc à Montréal โดยสรุปว่า ในภาพรวมแล้วตลาดโทรศัพท์มือถือของแคนาดามีความใกล้เคียงกับประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ ในด้านราคา เทคโนโลยีที่ใช้ และความเร็ว ไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่ดีที่สุดหรือแย่ที่สุด

Rabeau ระบุว่า ค่าบริการในแคนาดานั้นใกล้เคียงกับในสหรัฐอเมริกา และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD อยู่บ้าง นอกจากนี้ เขายังบอกด้วยว่า ค่าบริการโรมมิงของแคนาดานั้นไม่ได้สูงกว่าประเทศอื่นใน OECD อย่างที่สื่อมักนำมาอ้าง ซึ่งจากผลการศึกษานั้น ค่าโรมมิงของแคนาดาถูกเป็นอันดับที่ 7 จากทั้งหมด 34 ประเทศ Rabeau สนุปว่า แนวทางของตลาดที่เป็นอยู่นั้นทำงานได้ดีอยู่แล้ว และไม่จำเป็นต้องมีการกำกับจากภาครัฐเพิ่มเติมแต่อย่างใด

หากวัดจากคอมเมนต์ในข่าวของ Globe และ CTV แล้ว คงจะบอกได้คร่าวๆ ว่า ชาวแคนาดาคงไม่ค่อยเห็นด้วยกับผลการศึกษานี้กันนัก

ที่มา - The Globe and Mail, CTV News

Subscribe to RSS - Competition