ไทยรัฐทีวีเปิดตัวอย่างเป็นทางการ - บทวิเคราะห์ก้าวแรกของไทยรัฐในวงการทีวี

By: mk on Thu, 2014-04-24 22:27

วันนี้ (24 เมษายน) ช่วงหัวค่ำ เป็นการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ "ไทยรัฐทีวี" ช่องทีวีดิจิตอลของกลุ่มทุนสื่อยักษ์ใหญ่ของประเทศไทย "ไทยรัฐ" และถือเป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปีที่ไทยรัฐก้าวออกมาจากฐานที่มั่นเดิมของตัวเองอย่างหนังสือพิมพ์อีกด้วย

ในงานแถลงข่าววันนี้ คณะผู้บริหารของไทยรัฐทีวีประกาศว่าจะใช้งบลงทุนทั้งหมด 6,000 ล้านบาท และตั้งเป้าเป็น 1 ใน 5 ช่องดิจิตอลยอดนิยมของประเทศไทยภายใน 3 ปี รูปแบบเนื้อหารายการจะเน้นรายการคุณภาพที่แตกต่างไปจากฟรีทีวีเดิมเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับคนดู โดยจะแบ่งเนื้อหาเป็นบันเทิง 50% และสาระ 50%

ไทยรัฐจะผลิตรายการข่าวเองทั้งหมดโดยใช้ฐานทรัพยากรด้านข่าวที่สั่งสมมานานจากหนังสือพิมพ์ ส่วนรายการวาไรตี้และบันเทิงจะใช้พันธมิตรภายนอกมาร่วมผลิตรายการประมาณ 40% และที่เหลือจะเป็นการซื้อรายการจากต่างประเทศมานำเสนอ

การขยับตัวของไทยรัฐเข้าสู่ธุรกิจสื่ออื่นๆ ที่ไม่ใช่หนังสือพิมพ์ ได้เริ่มต้นมาประมาณ 1-2 ปีแล้ว โดยเริ่มจากการเข้าลงทุนกับกลุ่ม CTH เพื่อดำเนินธุรกิจเคเบิลทีวี แต่ช่วงนั้นบทบาทของไทยรัฐยังไม่โดดเด่นนัก เพราะถือเป็นการลงทุนด้วยเงินส่วนตัวของตระกูลวัชรพล เจ้าของไทยรัฐ อีกทั้งเป็นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) และแพลตฟอร์มอย่างเคเบิลทีวี ไม่ให้ด้านเนื้อหาโดยตรง และสุดท้ายคือภาพลักษณ์ที่สื่อออกไปในสังคมคือ CTH เป็นธุรกิจที่นำโดยนายวิชัย ทองแตง เศรษฐีหุ้นใหญ่ของเมืองไทยซึ่งถือเป็นอีกหุ้นใหญ่ของ CTH ที่ไม่ใช่กลุ่มไทยรัฐ

อย่างไรก็ตาม "แผนการใหญ่" ของไทยรัฐไม่ได้มีเพียงแค่แพลตฟอร์มอย่าง CTH แต่มองไกลไปถึงการเป็นเจ้าของ "ช่องทีวี" ของตัวเอง ผลิตเนื้อหารายการด้วยตัวเอง เราจึงไม่แปลกใจที่จะเห็นไทยรัฐเข้าร่วมประมูลช่องทีวีดิจิตอลของ กสทช. เมื่อปลายปี 2556 ก่อนจะพัฒนาเนื้อหารายการอยู่พักใหญ่ๆ จนสามารถฉายออกอากาศจริงได้ในวันนี้

การขยับตัวของกลุ่มไทยรัฐในการขยายออกมายังสื่อประเภทอื่นๆ ที่ไม่ใช่หนังสือพิมพ์นั้น สอดคล้องกับการเปลี่ยนถ่ายผู้บริหารระดับสูงของไทยรัฐเข้าสู่ "เจเนอเรชั่นที่ 3" ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้โตมาในยุคของหนังสือพิมพ์

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐก่อตั้งโดย "ป๊ะกำพล" หรือ นายกำพล วัชรพล หลังจากนายกำพลเสียชีวิตในปี 2539 ไทยรัฐก็ถูกรับช่วงต่อโดยลูกๆ ของนายกำพล ถือเป็นตระกูลวัชรพลรุ่นที่สองที่เข้ามาบริหารงาน ซึ่งแกนหลักคือ นางยิ่งลักษณ์ วัชรพล ที่ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ และนายสราวุธ วัชรพล ที่ดำรงตำแหน่งบรรณาธิการ

ปัจจุบันไทยรัฐกำลังก้าวสู่ยุคที่สาม โดยผู้บริหารรุ่นหลานที่เป็นแกนนำคือ นายวัชร วัชรพล บุตรชายคนโตของนางยิ่งลักษณ์ (สังคมรู้จักเขาในชื่อ "จูเนียร") ซึ่งมารับผิดชอบงานด้านเว็บไซต์และสื่อใหม่ของกลุ่มไทยรัฐได้สักระยะหนึ่งแล้ว และจิตสุภา วัชรพล ที่มารับผิดชอบงานทีวีโดยตรง

เดิมทีไทยรัฐมีนโยบายการลงทุนที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม และเลือกประกอบเฉพาะธุรกิจที่ตัวเองถนัดอย่างหนังสือพิมพ์เท่านั้น ไม่สนใจแม้แต่การทำสิ่งพิมพ์ประเภทอื่นๆ ซึ่งถือว่าสวนทางกับกลุ่มทุนสื่ออื่นๆ ในประเทศไทย เช่น เนชั่น หรือ ผู้จัดการ ที่พยายามทำตัวเป็นธุรกิจสื่อครบวงจร มีทั้งโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร

อย่างไรก็ตาม เมื่ออุตสาหกรรมสื่อทั่วโลกเปลี่ยนแปลงอย่างหนัก ไทยรัฐเองก็เริ่มตระหนักดีว่าการทำเพียงแค่หนังสือพิมพ์จะมีปัญหาในระยะยาว แม้ว่าไทยรัฐจะยังเป็นเบอร์หนึ่งของวงการหนังสือพิมพ์ต่อไปอีกนาน แต่รายได้และฐานผู้อ่านหนังสือพิมพ์กระดาษแบบดั้งเดิมจะลดลงไปเรื่อยๆ ตามขนาดที่ลดลงของธุรกิจนี้ ไทยรัฐจึงใช้โอกาสที่บุตรหลานรุ่นใหม่เติบโตขึ้นมาพร้อมพอดี ผลักดันให้ออกมาทำธุรกิจสื่อประเภทอื่นๆ อย่างสื่อออนไลน์และโทรทัศน์ไปพร้อมๆ กัน

สิ่งที่น่าจับตาคือการบุกตลาดทีวีของไทยรัฐในฐานะสื่อหนังสือพิมพ์หมายเลขหนึ่งย่อมไม่ธรรมดา ลงทุนจัดหนักทั้งในแง่เทคโนโลยี แพลตฟอร์ม ทรัพยากรบุคคล และการตลาด จัดงานเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ มีดาราทั่วฟ้าเมืองไทยมาร่วมงานอย่างคับคั่ง และเราย่อมจะได้เห็นแคมเปญโฆษณาอย่างหนักหน่วงในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐที่เข้าถึงคนจำนวนมากทั่วประเทศ ให้หันมาลองเปิดชม "ไทยรัฐทีวี"

จุดแข็งของกลุ่มไทยรัฐคือทรัพยากรที่มีอยู่ในมือมากมาย ทั้งกำลังเงินและกำลังคน อีกทั้งยังมีธุรกิจเกี่ยวเนื่องอย่างกลุ่มโพลีพลัสของอรพรรณ วัชรพล (ภรรยาของสราวุธ) ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตทีวีอยู่มากแล้ว และสายสัมพันธ์ของไทยรัฐกับกลุ่มผู้ผลิตรายการ ดารา ผู้จัดละคร เป็นจำนวนมาก

เมื่อไทยรัฐแปรสภาพตัวเองจากหนังสือพิมพ์เป็นสถานีทีวี ย่อมจะใช้จุดแข็งด้านสายสัมพันธ์เหล่านี้ ดึงดาราและผู้จัดละครเข้ามาร่วมทำรายการ (ทำให้ไทยรัฐกลายเป็นคู่แข่งโดยตรงกับกลุ่มทุนสื่อทีวีดั้งเดิม ทั้งช่อง 3 และช่อง 7) นอกจากนี้ไทยรัฐก็ยังมีความเชี่ยวชาญด้านการรายงานข่าว จึงถือเป็นอีกจุดหนึ่งที่น่าจับตาเพราะไทยรัฐใช้ผู้ประกาศข่าวใหม่ยกชุด มาผสมผสานกับกองบรรณาธิการที่มีความเชี่ยวชาญอยู่ก่อน เพื่อใช้ประโยชน์จากพลัง convergence ของสื่อในเครือไปพร้อมกับการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่มาเป็นแม่เหล็กของวงการทีวี ที่ต้องอาศัยดาราที่ดึงดูด

คาดว่า "ไทยรัฐ" น่าจะเป็นช่องทีวีดิจิตอลช่องใหม่ที่น่าจับตามากที่สุดช่องหนึ่ง และขึ้นมาเป็นคู่แข่งสำคัญเทียบชั้นกับกลุ่มทุนสื่อทีวีขนาดใหญ่เดิมที่ร่ำรวยมาจากโฆษณาในฟรีทีวี ไม่ว่าจะเป็นช่อง 3 ของตระกูลมาลีนนท์ และช่อง 7 ของตระกูลรัตนรักษ์-กรรณสูต รวมไปถึงทุนสื่อกึ่งรัฐอย่าง อสมท. และสื่อเอกชนอื่นๆ ด้วย

อย่างไรก็ตาม การทำสถานีทีวีนั้น "่ไม่ง่าย" และไทยรัฐเองก็ยังมีประสบการณ์ด้านนี้ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับคู่แข่งหน้าเก่า ดังนั้นแม้ว่าจะเตรียมตัวมาค่อนข้างดี แต่ก็ยังมีงานอื่นๆ ที่ต้องแก้ไขปรับปรุงอีกมากใน "ปีแรก" ของไทยรัฐทีวี ซึ่งในฐานะผู้ชมแล้วคงต้องจับตากันดูต่อไปว่าในอีก 1 ปีข้างหน้า ไทยรัฐจะสามารถปรับปรุงจุดอ่อนของตัวเองที่พบในระหว่างทางให้โดนใจผู้ชม และแปรเปลี่ยนงบประมาณที่ลงทุนไปกลับมาเป็น "เรตติ้ง" ได้มากน้อยแค่ไหน

แต่ที่แน่ๆ คือการเข้ามาทำทีวีของกลุ่มไทยรัฐ ย่อมทำให้สมรภูมิสื่อไทยร้อนระอุรับเดือนเมษายน 2557 และกลุ่มทุนสื่ออื่นต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดพร้อมอาการ "ปาดเหงื่อ" รับหน้าร้อนอย่างแน่นอน

ข้อมูลจาก ไทยรัฐออนไลน์

หมายเหตุ ผู้เขียนเป็นคอลัมนิสต์รับเชิญของไทยรัฐออนไลน์ แต่ไม่ได้มีสถานะเป็นลูกจ้างหรือพนักงานของบริษัทใดๆ ในเครือไทยรัฐ

1 Comment

ตะโร่งโต้ง's picture

เพื่อนผมก็เป็นผู้ประกาศข่าวช่องนี้อยู่คนนึง ย้ายมาจากช่อง 11 ก็ว่าจะรอดูผลงานอยู่