เงินทำให้คนร่วมมือช่วยเหลือกันมากขึ้น

By: terminus on Sat, 2013-10-26 22:38

หลายคนมองว่าเงินเป็นสิ่งชั่วร้าย เป็นสัญลักษณ์ของความโลภ แต่ผลการทดลองของทีมวิจัยที่นำโดย Gabriele Camera นักเศรษฐศาสตร์แห่ง Chapman University แสดงให้เห็นว่าเงินช่วยจูงใจให้คนในกลุ่มขนาดใหญ่ร่วมมือร่วมใจช่วยเหลือเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันมากขึ้น

นักวิจัยแบ่งอาสาสมัครประมาณ 200 คนออกเป็นกลุ่มๆ ที่มีขนาดต่างกัน ได้แก่ กลุ่มขนาด 2, 4, 8, และ 32 คน จากนั้นก็ทำการทดลองชุดควบคุม (control) โดยพาอาสาสมัครแต่ละกลุ่มเข้ามาจับคู่เล่นเกมในห้องคอมพิวเตอร์โดยกั้นแยกแต่ละคนไม่ให้สื่อสารระหว่างกัน เมื่อเริ่มเกม อาสาสมัครแต่ละคนจะมี "แต้ม" ติดตัว 8 แต้ม เกมในแต่ละรอบจะเปิดโอกาสให้อาสาสมัครสลับกันเลือกว่าจะบริจาคแต้ม 6 แต้มให้ผู้เล่นอีกฝ่ายหรือไม่ หากบริจาคให้ ผู้เล่นอีกฝ่ายก็จะได้รับแต้มเพิ่มทันที 12 แต้ม อาสาสมัครจะรู้เพียงแค่ว่ามีกี่คนอยู่ในกลุ่มของตัวเอง แต่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจับคู่เล่นเกมกับผู้เล่นคนไหนและไม่รู้ด้วยว่าจะต้องเล่นเกมทั้งหมดกี่รอบ เพราะทุกอย่างจะเป็นการสุ่มโดยคอมพิวเตอร์ เมื่อจบการทดลอง อาสาสมัครจะมีสิทธิ์นำแต้มที่สะสมได้ไปแลกเป็นเงินจริง

ส่วนในการทดลองอีกชุด อาสาสมัครจะมีแต้มเริ่มเกมคนละ 8 แต้มพร้อมกับ "เบี้ยขวัญ" 2 เบี้ย การเล่นเกมดำเนินเหมือนในชุดควบคุม แต่มีกติกาเพิ่มเติมว่าผู้เล่นแต่ละคนสามารถส่งเบี้ยขวัญให้กับผู้เล่นอีกฝ่ายเพื่อแลกขอรับการบริจาคแต้มในเกมแต่ละรอบได้ เมื่อจบเกม อาสาสมัครก็มีสิทธิ์เอาแต้มไปแลกเงินจริงได้เหมือนเดิม แต่จำนวนเบี้ยขวัญสะสมนั้นแลกอะไรนอกเกมไม่ได้ ฉะนั้นในการทดลองนี้จึงเท่ากับการออกแบบจำลองให้เบี้ยขวัญทำหน้าที่แทน "เงิน" ที่มีอำนาจซื้อได้แค่การบริจาคแต้มในเกมนั่นเอง ส่วนแต้มก็กลายเป็นสินค้าที่ให้ผู้เล่นจับจ่ายซื้อหามาสนองความต้องการ

ผลการทดลองในชุดการทดลองควบคุมแสดงให้เห็นว่า เมื่อกลุ่มมีขนาดใหญ่ขึ้น ผู้เล่นอาสาสมัครแต่ละคนในกลุ่มมีแนวโน้มบริจาคแต้มลดลง ในกลุ่มขนาด 2 คน อาสาสมัครมีแนวโน้มบริจาคแต้ม 70.7%, กลุ่มขนาด 4 คน 49.1%, กลุ่มขนาด 8 คน 34.2%, และกลุ่มขนาด 32 คนเหลือแค่ 28.5%

การลดลงของความร่วมมือช่วยเหลือกันตามขนาดของประชากรนี้ตรงกับการคาดการณ์ของนักวิจัย มันสามารถอธิบายได้ง่ายๆ ตามสามัญสำนึก เมื่อกลุ่มมีขนาดใหญ่ขึ้น ผู้เล่นก็จะรู้ทันทีว่าในเกมรอบต่อไป ตัวเขาหรือเธอมีโอกาสที่จะโดนสุ่มจับคู่ได้เล่นกับผู้เล่นคนเดิมน้อยลง ผู้เล่นในกลุ่มขนาด 2 คนมั่นใจได้เลย 100% ว่าเขาจะได้จับคู่กันเองไปจนจบการทดลอง หากช่วยผู้เล่นอีกฝั่งในรอบนี้ มันก็เป็นไปได้สูงว่าเขาจะได้รับการบริจาคกลับคืนในเกมรอบต่อไป แต่ในกลุ่มขนาด 32 คนนั้น โอกาสที่ผู้เล่นสองคนจะวนเวียนกลับมาจับคู่เจอกันอีกครั้งนั้นมีเพียงประมาณ 3.2% แถมผู้เล่นแต่ละคนก็ไม่รู้ด้วยว่าอีกฝั่งเป็นใคร ผู้เล่นจึงไม่อาจมั่นใจได้เลยว่าถ้าบริจาคแต้มไปแล้ว เขาจะได้รับการช่วยเหลือกลับคืนในเกมรอบต่อไปหรือไม่

ส่วนผลการทดลองในชุดการทดลองที่มีเบี้ยขวัญนั้นปรากฏออกมาในรูปแบบที่ค่อนข้างแปลกประหลาด แนวโน้มของการบริจาคแต้มในทุกกลุ่มกลับกลายมาอยู่เท่าๆ กันหมดเลยทั้งสี่กลุ่ม คืออยู่ที่ราวๆ 52% ซึ่งนั่นหมายความว่าในกลุ่มขนาด 2 คน การเพิ่มกติกาของเบี้ยขวัญทำให้ผู้เล่นอยากที่จะช่วยเหลือกันน้อยลง แต่มันกลับทำให้ผู้เล่นในกลุ่มขนาดใหญ่อยากช่วยเหลือบริจาคแต้มให้กันมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มขนาด 32 คน ผู้เล่นมีแนวโน้มบริจาคแต้มให้กันมากขึ้นเกือบเท่าตัวเลยทีเดียว

นักวิจัยสรุปว่าเมื่อประชากรมนุษย์มีขนาดใหญ่ขึ้น ระบบเศรษฐกิจที่ใช้ "เงินเป็นตัวกลางการแลกเปลี่ยน" เปิดโอกาสให้มนุษย์สร้างความร่วมมือในระดับที่กว้างกว่าครั้งใดๆ ในประวัติศาสตร์ มนุษย์ได้เพิ่มทางเลือกใหม่อีกทางให้แก่การช่วยเหลือต่างตอบแทนทางอ้อม (indirect reciprocity) ความช่วยเหลือระหว่างกันและกันจึงไม่ถูกผูกมัดอยู่บนเครือข่ายสายเลือดและระบบชื่อเสียงซึ่งมีข้อจำกัดทั้งในด้านของขนาดและความน่าเชื่อถืออีกต่อไป แต่ในขณะเดียวกัน การเข้าไปลดความสำคัญของระบบเครือญาติหรือชื่อเสียงก็ส่งผลให้ประชากรภายใจกลุ่มขนาดเล็กไว้ใจช่วยเหลือซึ่งกันและกันน้อยลง

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ใน Proceedings of the National Academy of Sciences doi: 10.1073/pnas.1301888110

ที่มา - ScienceNOW