พันธบัตรระยะสั้นที่มีผลตอบแทนติดลบคืออะไร ทำไมคนถึงลงทุนทั้งที่รู้ว่าผลตอบแทนติดลบ

By: Flurrywong on Fri, 2012-01-13 02:11

จากข่าว เยอรมันออกพันธบัตรระยะสั้นที่มีผลตอบแทนติดลบ อาจทำให้หลายๆ คนที่อ่านข่าวนี้งงกันไปไม่มากก็น้อย เลยขออนุญาตเขียนเอนทรี่นี้ขึ้นมาเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับข่าวดังกล่าวให้มากขึ้นค่ะ

สินทรัพย์ที่เราเรียกว่าพันธบัตรระยะสั้นหรือ Treasury Bill นั้น เป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงและไม่มี Coupon Rate แต่จะอาศัยการขายในราคาที่ต่ำกว่าราคาหน้าตั๋ว ( Face Value) และซื้อคืนเมื่อครบกำหนด (Maturity Date) ในระดับราคาหน้าตั๋วแทน ซึ่งส่วนต่างระหว่างราคาที่ซื้อมากับราคาหน้าตั๋วก็คือสิ่งที่เราเรียกว่าผลตอบแทน ( Yield) ของพันธบัตรระยะสั้น แต่สำหรับในกรณีที่เกิดขึ้นในข่าวนี้เราจะพบในทางกลับกัน คือรัฐจะกำหนดให้ซื้อในระดับที่สูงกว่าราคาหน้าตั๋วแทนค่ะ ทำให้ผลตอบแทนที่ได้กลายเป็นติดลบแทนที่จะเป็นบวกเหมือนในกรณีปกติ

สำหรับโลกการเงินแล้ว การออกพันธบัตรระยะสั้นที่กำหนดอัตราผลตอบแทนติดลบนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และเดนมาร์คต่างก็เคยมีการออกพันธบัตรระยะสั้นในลักษณะนี้มาแล้วด้วยกันทั้งนั้น จากประเทศต่างๆ ที่กล่าวมาจะพบว่ามีจุดร่วมที่เหมือนกัน 2 ประการคือ

  1. ระดับ Credit Rating ในพันธบัตรของประเทศเหล่านี้มักอยู่ในระดับดีถึงดีมากด้วยกันทั้งสิ้น จากการจัดอันดับโดยบริษัท Moody’s Investor Service ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาพบว่า เดนมาร์คอยู่ระดับดีที่สุดคือ Aaa (S&P คือ AAA ) ญี่ปุ่นอยู่ที่ระดับ Aa3 (S&P คือ AAA) คือ สหรัฐฯ อยู่ที่ระดับ Aaa (S&P คือ AAA) และเยอรมนีอยู่ที่ Aaa (S&P คือ AAA) จากระดับเครดิตดังกล่าวก็เป็นตัวการันตีได้เป็นอย่างดีในระดับหนึ่งว่าสามารถในการชำระหนี้คืนได้ตามกำหนดแน่ๆ หรืออีกนัยหนึ่งอาจกล่าวได้ว่าพันธบัตรที่ออกโดยประเทศเหล่านี้มีความเสี่ยงต่ำมากที่จะผิดนัดชำระ
  2. ในช่วงเวลาที่มีการออกพันธบัตรลักษณะดังกล่าวมักเป็นช่วงที่ภาวะตลาดการเงินมีความผันผวนสูง หรือวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นออกพันธบัตรคือช่วงวิกฤตเศรษฐกิจในทศวรรษที่ 1990 สหรัฐฯ ในช่วงต้นของวิกฤตการเงินสหรัฐฯในปี 2008 ส่วนกรณีของเยอรมนีและเดนมาร์คก็คือในช่วงภาวะวิกฤตหนี้สาธารณะยุโรปในปัจจุบัน ซึ่งเป็นภาวะที่นักลงทุนส่วนมากมักคาดการณ์ว่าภาวะเศรษฐกิจจะยิ่งทวีความผันผวนมากขึ้นเรื่อยๆ
    ซึ่งจากปัจจัยร่วมทั้ง 2 จะพบว่า อุปสงค์ต่อพันธบัตรระยะสั้นของประเทศที่มีอันดับ Credit Rating ที่สูงจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่เกิดความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจในอนาคตทำให้ความต้องการถือครองสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำแต่สภาพคล่องสูงเช่นนี้เพิ่มขึ้นนั่นเอง

รู้ว่าเสี่ยง รู้ว่าขาดทุนแล้วจะลงทุนไปทำไม สู้เอาเงินไปฝากธนาคารไว้ไม่ดีกว่าเหรอ
แม้ว่าการฝากเงินในธนาคารดุจะเป็นทางเลือกที่เหมือนจะสมเหตุสมผล แต่อย่าลืมว่าถ้าปริมาณเงินฝากของคุณมากถึงระดับหนึ่ง แทนที่คุณจะได้รับดอกเบี้ย คุณจะต้องเสียเงินค่าธรรมเนียมการฝากในอัตราที่สูงแทน ในการประมูลซื้อขายพันธบัตรในตลาดแรก (Primary Market) มีการกำหนดระดับเงินลงทุนขั้นต่ำที่สูงมาก เช่นในกรณีของ Euro Bond มีการกำหนดระดับการลงทุนขั้นต่ำที่หนึ่งล้านยูโร เป็นต้น ซึ่งจากการกำหนดอัตราขั้นต่ำดังกล่าวทำให้นักลงทุนที่สามารถลงทุนในตลาดแรกได้ถ้าไม่ใช่รายใหญ่เงินหนาอย่างกองทุนขนาดใหญ่แล้ว ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย นั่นหมายความว่าถ้ากองทุนเลือกที่จะไม่ลงทุนในพันธบัตรแล้วเอาเงินไปฝากธนาคาร กองทุนก็ยังคงพบกับค่าธรรมเนียมการฝากที่สูงมากกว่าอัตราติดลบของพันธบัตรอยู่ดีนั่นเอง

แล้วใครเป็นคนซื้อ ?
นักลงทุนที่จะซื้อพันธบัตรลักษณะนี้มี 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือซื้อเพื่อถือครองจนครบกำหนดเพื่อขจัดความเสี่ยงอันเกิดจากความผันผวน กล่าวคือยอมที่จะเสียเงินมากขึ้นเพื่อเก็บเงินไว้ในรูปของสินทรัพย์ที่สภาพคล่องสูงและให้ผลตอบแทนที่แน่นอนดีกว่าที่จะยอมไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ที่ไม่รู้ว่าสุดท้ายจะได้รับผลตอบแทนเท่าไหร่นั่นเอง ส่วนนักลงทุนอีกกลุ่มหนึ่งคือนักลงทุนที่ซื้อมาเพื่อเน้นการขายทำกำไรในตลาดรอง เนื่องจากระดับอุปสงค์ต่อพันธบัตรระยะสั้นของเยอรมันที่สูงมาก (อ้างอิงตามข่าวเก่า) แต่พันธบัตรที่ออกมามีจำนวนจำกัด ทำให้นักลงทุนที่ไม่สามารถซื้อพันธบัตรในตลาดแรกได้ ยอมที่จะซื้อพันธบัตรต่อจากคนอื่นในราคาที่สูงกว่านั่นเอง

กล่าวโดยสรุปคือในภาวะที่มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะซบเซาในอนาคตอันใกล้ อุปสงค์ต่อพันธบัตรระยะสั้นของประเทศที่ได้รับการจัด Credit Rating ในระดับสูงจะเพิ่มขึ้นสูงด้วยเช่นกัน เพราะนักลงทุนต้องการที่จะลดความเสี่ยงที่เกิดจากภาวะความไม่แน่นอนในตลาดและต้นทุนค่าเสียโอกาสจากการฝากเงินในธนาคารแม้ว่าอัตตราผลตอบแทนของพันธบัตรระยะสั้นดังกล่าวจะติดลบก็ตาม

อ้างอิง - Bloomberg, The Wall Street Journal, Seeking Alpha,
Moody's Investor Service: SOVEREIGN AND SUPRANATIONAL ISSUER RATINGS SUMMARY,
Standard and Poor Rating Service: Sovereigns Ratings List
Working Paper:TRADING EUROPEAN SOVEREIGN BONDS THE MICROSTRUCTURE OF THE MTS TRADING PLATFORMS

12 Comments

heart's picture

ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด ผมสรุปว่า

รู้ว่ายังไงก็ต้องเสียอยู่แล้ว(จากค่าทำเนียมเงินฝาก)
แต่เป็นการ ลดการสูญเสีย ให้สูญเสียน้อยที่สุด โดยการนำมาซื้อพันธบัตรไว้

มันดีกว่าการนำไปลงทุนอื่นๆ ในภาวะที่ อาจจะขาดทุนหรือไม่ก็ได้

เป็นการซื้อในช่วงที่ไม่ควรลงทุนใดๆ เหมือนการนำเงินมาพักไว้
แบบนี้สรุปถูกไหมครับ

Flurrywong's picture

ถูกครึ่งนึงค่ะ คือถ้านักลงทุนซื้อแล้วถือจนครบกำหนดชำระ เค้าจะขาดทุนนิดหน่อยจากการที่พันธบัตรมีผลตอบแทนติดลบเพื่อแลกกับการไม่มีความเสี่ยงในการลงทุน แต่ถ้าเค้าเลือกขายต่อให้คนอื่นก่อนที่พันธบัตรจะครบกำหนดชำระเค้าก็จะกำไรค่ะ เพราะอย่างที่วิเคราะห์ไว้ตอนท้ายคือความต้องการมันสูงมาก ทำให้มีคนที่พลาดโอกาสจากการประมูลยอมซื้อต่อจากคนอื่นในราคาที่สูงกว่าที่คนแรกซื้อมา ซึ่งโดยปรกติแล้วพันธบัตรระยะสั้นจะเน้นการซื้อขายกันในตลาดรอง(ตลาดที่มีการขายสิทธิ์ต่อ ถ้ามองแบบหุ้นก็คือตลาดหุ้นนั่นล่ะค่ะ) เป็นหลักค่ะ

heart's picture

คนที่จะซื้อต่อ ก็อาจจะเป็นรายย่อยลงไปอีก เพราะ primary market ต้องลงทุนสูงมากๆเลย
งั้นก็ทำให้คนที่มีเงินทุนสูงมาก มักจะซื้อมา และรอจำหน่ายต่อให้กับรายย่อย ที่ไม่มีเงินทุนตั้งแต่แรก

ส่วนรายย่อย ก็อาจจะเป็นคนที่ ต้องการลดความสูญเสียด้วยส่วนหนึ่ง กับการนำไปขายต่อไปอีกทอด เหมือนกันใช่ไหมครับ

ขอบคุณสำหรับความรู้ครับ

Jonathan_Job's picture

ขอถามนิดหนึ่งครับ

  1. แสดงว่าการที่ Treasury Bill ให้ผลตอบแทนติดลบ ผมจะ assume ได้ไหมครับว่าเยอรมันคาดการณ์ว่าจะเกิด Inflation เปล่าครับ? เพราะถ้าผมเข้าใจไม่ผิดการถือ Cash ไว้ในมือโดยไม่ทำอะไรเลย มันจะเสื่อมค่าลงด้วย Discount Rate จาก Inflation และ Opportunity Cost และถ้ากรณี RoI ของที่อื่นสูงกว่า คนก็น่าจะทยอยไปลงทุนในตัวนั้นแทน Bill นั่นคือการที่ Bill ตั้งไว้ต่ำถึงขนาดติดลบ นั่นก็น่าจะสะท้อนว่า RoI ในตลาดก็คงลดใกล้ๆ 0 และ Bill จะให้ผลตอบแทนดีกว่าการถือ cash ไว้ ก็ต้องมาจาก Inflation
  2. แล้ว Treasury Bill กับ Government Bond ต่างกันไงครับ
Flurrywong's picture

ขอโทษนะคะพอดีเพิ่งเห็น จะพยายามตอบตามที่ความรู้อันน้อยนิดในหัวเข้าใจนะคะ

  1. ส่วนตัวมองว่าไม่เกี่ยวกับ inflation ค่ะ เพราะตามข้อมูลพื้นฐานหลายๆ อย่างของเยอรมันยังไม่มี signal ว่าจะเกิดเงินเฟ้อขึ้น เร็วๆ นี้ แต่เราสามารถตีความได้ว่า รัฐบาลเยอรมันกำลังส่ง signal มาว่าต่อไปเศรษฐกิจในภูมิภาคจะเข้าสู่ภาวะชะงักงันมากกว่าค่ะ
  2. Govt. Bond กับ Treasury Bill ต่างกันที่ระยะเวลาในการถือครอง สภาพคล่อง และการคิดผลตอบแทนค่ะ อายุของ T-Bill ส่วนใหญ่จะไม่เกิน 1 ปีค่ะ ในขณะที่ Govt. Bond จะมีอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป ซึ่งจากระยะเวลาดังกล่าวส่งผลให้สภาพคล่องของ T-Bill สูงกว่า Govt. Bond

ส่วนการคิดผลตอบแทนก็จะต่างกันค่ะ กล่าวคือ T-Bil ไม่มีดอกเบี้ย แต่อาศัยการสร้างผลตอบแทนผ่านส่วนต่างระหว่าง Face Value กับ ราคาที่ซื้อจริงค่ะ ส่วน Bond จะอาศัยการสร้างผลตอบแทนผ่านการที่รัฐบาลให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ถือครองพันธบัตรแทนค่ะ

Virusfowl's picture

อืมมมม การใช้เงินทำงานนี่มันวุ่นวายสับสนจริงๆ แต่ถ้ามันง่าย คนก็รวยกันหมดโลกแล้วสินะ 555

wichate's picture

งั้นเป็นผมนะ เอาเงินเก็บใส่ไห ฝังดินไว้ดีกว่า

1.ไม่ขาดทุนอยู่แล้ว
2.ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเงินฝาก

ปล. หรือไม่ก็กระจายเงินฝากไปหลายๆ บัญชี เพื่อไม่ให้เสียค่าธรรมเนียมเงินฝาก

LuvStry's picture

บางคนอาจจะต้องใช้โอ่งมังกรหลายๆใบแทนหนะครับ ในกรณีนี้

lew's picture

ถ้าสักหมื่นล้าน ฝังตุ่มหลังบ้าน ประมาณ 5-10 คอนเทนเนอร์ครับ ล่อโจรเห็นๆ

ฝากหลายๆ บัญชีนี่อาจจะต้องวิ่งเปิดสักหมื่นบัญชี ไม่ต้องทำอะไรไปสักสองสามเดือน เปิดบัญชีอย่างเดียว ตอนปิดใช้เวลาอีกสองสามเดือน

Flurrywong's picture

+100

ถึงแม้การเอาเงินใส่ตุ่มฝังดินหรือการกระจายบัญชีเงินฝากจะดูเหมือนไม่ได้เสียอะไร แต่จริงๆ อาจจะเสียมากกว่าก็ได้ค่ะ เพราะการเอาเงินใส่ตุ่มฝังดิน เราก็ต้องเสียเวลาวางแผนหาที่ฝัง เขียนลายแทง ขับรถไปซื้อตุ่มซื้อไห ลงมือขุดหลุมฝัง แถมเวลาจะเอาออกมาใช้ก็ต้องเสียเวลาไปขุดขึ้นมาอีก นอกจากนี้ก็ไม่มีใครมาการันตีได้ด้วยว่าระหว่างนั้นจะไม่เจอแจ๊คพอร์ตโดนชาวบ้านแอบขุดไป

ส่วนการเปิดบัญชีหลายบัญชีก็มีต้นทุนของมันอยู่ ไหนเป็นต้นทุนทางเวลาที่เพิ่มขึ้น (ต้องเสียเวลาไปธนาคารเปิดบัญชีเพิ่มตามจำนวนบัญชีที่เปิด) ไหนจะต้นทุนความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น (หอบเงินเป็นล้านๆ เดินไปฝากธนาคารยังไงก็เสี่ยงถูกปล้น ซึ่งความเสี่ยงก็เพิ่่มขึ้นตามจำนวนบัญชีที่ไปเปิด)

สรุปแล้วดีไม่ดีการเอาเงินใส่ตุ่มฝังดินหรือกระจายบัญชีเงินฝากจะมีต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) สูงกว่าการซื้อพันธบัตรระยะสั้นผลตอบแทนติดลบซะอีก

porple's picture

ขอบคุณสำหรับความรู้ใหม่ค่ะ เห็นตราสารระยะสั้นต้องรีบคลิกมาดู เพราะซื้อกองทุนพวกนี้ไว้เหมือนกัน ผลตอบแทนประมาณออมทรัพย์ไม่ต้องเสียภาษี -*-

strawberry's picture

สวัสดีค่ะ คือตอนนี้หนูกำลังทำรีเสิดเรื่องการปรับลดระดับเครดิตของพันธบัตรกลุ่มพลังงานในสหรัฐว่าส่งผลยังไงต่อราคาหุ้นในประเทศไทย หนูอยากทราบว่าพี่พอจะรู้มั๊ยค่ะ ว่ามีเหตุผลหรือทฤษฎีอะไรที่ทำให้การปรับของในประเทศสหรัฐถึงไปส่งผลกับประเทศไทย ขอบคุณคะ