toandthen's blog

สเปนส่งสัญญาณให้ประเทศอื่นช่วยอุ้มระบบธนาคาร

By: toandthen on Tue, 2012-06-05 20:00

วันนี้รัฐบาลของสเปนได้ออกมาเรียกร้องของให้สถาบันการเงินของยุโรปหลาย ๆ แห่งออกมาช่วยอุ้มธนาคารต่าง ๆ ในประเทศสเปนด้วย โดยนาย Cristóbal Montoro รัฐมนตรีกระทรวงงบประมาณของสเปน ได้ออกมาบอกว่าตอนนี้ประเทศสเปนไม่สามารถเข้าถึงตลาดและแหล่งเงินตามปกติได้ เนื่องจากนักลงทุนเห็นประเทศสเปนกลายเป็นประเทศความเสี่ยงสูงไปแล้ว โดยก่อนหน้านี้ผลตอบแทนของพันธบัตรของรัฐบาลสเปนสูงขึ้นจากเดิมมาก หลังจากที่รัฐบาลตัดสินใจเข้าอุ้ม Bankia กลุ่มธนาคารภายในประเทศสเปน 7 รายที่ได้ตัดสินใจรวมตัวกันหลังจากประสบภาวะความคล่องตัว ซึ่งผลตอบแทนที่สูงขึ้น บ่งบอกว่าการลงทุนเข้าซื้อพันธบัตรสเปนมีความเสี่ยงสูงกว่าเดิม

จากการสัมภาษณ์กับนาย Emilio Botín จากธนาคาร Santander ได้ออกมาบอกว่าระบบธนาคารของประเทศสเปนต้องการเงินประมาณ 4 หมื่นล้านยูโรเพื่อปรับสภาพคล่องในประเทศ แต่นักเศรษฐศาสตร์หลายคนจากประเทศอื่น ๆ เชื่อว่าสเปนต้องการเงินมากกว่านี้มาก

ในขณะเดียวกัน นาย Montoro ก็ได้บอกว่าสเปนจริง ๆ แล้วไม่ได้ต้องการเงินจำนวนมากมายอะไร เพียงแต่ว่าสเปนไม่สามารถหาแหล่งเงินที่จะเอาเงินเข้ามาหมุนให้กับระบบธนาคารของประเทศตัวเองได้เท่านั้น

แต่ถึงตอนนี้ Mariono Rajoy นายกรัฐมนตรีของประเทศ ยังไม่ได้ออกมาเรียกร้องขอให้กลุ่มประเทศยุโรปให้ออกนโยบายช่วยเหลือสเปนในเรื่องการเงินอย่างเป็นทางการ เพราะกลัวว่าการขอความช่วยเหลือ จะทำให้ฐานเสียงของตัวเองต้องพังลง เนื่องจากหนึ่งในข้อตกลงของการเข้าช่วยเหลือทางด้านการเงินจากสหภาพยุโรปและไอเอ็มเอฟ ก็คือการต้องเดินนโยบายตัดรายจ่าย หรือนโยบายรัดเข็มขัด (austerity) ที่เราได้ยินกันบ่อย ๆ ในระยะหลังนี้เอง

ที่มา - Financial Times

Fitness First ในอังกฤษรีบปรับโครงสร้าง ไม่เช่นนั้นอาจต้องล้มละลาย

By: toandthen on Sat, 2012-06-02 09:49

Fitness First ในสหราชอาณาจักร ได้เสนอโครงการ company voluntary arrangement หรือ CVA การการปรับโครงสร้างของบริษัทด้วยความสมัครใจ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเข้าควบคุมและกำกับดูแลของเจ้าหนี้ ซึ่งว่าง่าย ๆ ก็คือการถูกฟ้องล้มละลาย โดยขั้นตอนดังกล่าวจะถูกกำกับดูแลโดย KPMG บริษัทบัญชีชื่อดัง

เครือ Fitness First ในสหราชอาณาจักร กำลังประสบกับปัญหาการหมุนเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อค่าเช่าสาขาของตัวเองมีราคาที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกับรายได้จากการสมัครสมาชิกที่ลดน้อยลง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ไม่นาน Oaktree Capital และ Marathon เจ้าหนี้รายใหญ่สองรายของเครือ Fitness First ได้ทำการจำหน่ายหนี้สูญให้แก่ Fitness First แต่ก็ต้องแลกด้วยการเข้าถือหุ้นของบริษัท Fitness First

หนึ่งในขั้นตอนการปรับโครงสร้างของ Fitness First ก็คือการโอน 67 สาขาของตัวเองให้ผู้บริการรายอื่นแทนการเปิดให้บริการเอง อยากทราบเหมือนกันว่าเมืองไทย California Wow มีแผนจัดการกับโครงสร้างบริษัทตัวเองอย่างไรในตอนนี้

ที่มา - BBC

อัตราว่างงานเขตเศรษฐกิจยูโรโซนทั้งหมดอยู่ที่ 11%

By: toandthen on Sat, 2012-06-02 00:20

Eurostat หรือหน่วยงานสถิติของยูโรโซนได้รายงานอัตราว่างงานของแต่ละประเทศสมาชิกยูโรโซนทั้งหมดสำหรับเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยอัตราว่างงานของเขตเศรษฐกิจยูโรโซนทั้งหมดอยู่ที่ 11% ซึ่งตัวเลขนี้ไม่ต่างจากของเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่ก็ยังเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดตั้งแต่ปี 1995 โดยสเปนเป็นประเทศที่มีอัตราว่างงานสูงที่สุดที่ 24.3% ในขณะที่ออสเตรียมีต่ำที่สุดที่ 3.9%

โดยอัตราว่างงานดังกล่าว หากคิดเป็นจำนวนประชากรแล้วพบว่ามีประชากรว่างงาน 17.4 ล้านคน มากกว่าเดือนที่แล้วที่มีจำนวน 17.3 ล้านคน ในขณะเดียวกันอัตราว่างงานของสหภาพยุโรปทั้งหมด (ซึ่งยูโรโซนถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรป) อยู่ที่ 10.3% ต่างจากอัตราว่างงานของยูโรโซนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

หากมาดูประเทศที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจสูง ๆ อย่างฝรั่งเศสและอิตาลี จะพบว่าอัตราการว่างงานในทั้งสองประเทศนี้เพิ่มขึ้น มีเพียงแค่เยอรมนีเท่านั้นที่สวนกระแส โดยอัตราว่างงานลดลง 0.1% จากเดือนก่อนหน้ามาอยู่ที่ 5.4%

ที่มา - BBC

"ถ้ากรีซจะออกจากยูโรโซน ผลกระทบไม่ต่างจากการเกิดแผ่นดินไหวหรือนิวเคลียร์ถล่ม ทุกชีวิตจะต้องเริ่มต้นทุกอย่างใหม่"

By: toandthen on Tue, 2012-05-15 13:32

เมื่อคืนที่ผ่านมาตลาดหุ้นทั่วโลกอาจจะได้เห็นปรากฏการแดงทั้งกระดาน เนื่องจากกระแสข่าวว่าประเทศกรีซอาจจะต้องออกจากเขตยูโรโซน โดยตอนนี้นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกกำลังพยายามคำนวนถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับกรีซและเศรษฐกิจของโลก โดย Yannis Stournaras หนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์ที่เคยให้คำปรึกษากับรัฐบาลกรีซมาหลายครั้งได้ออกมาบอกว่า "การที่กรีซจะออกจากยูโรโซน จะทำให้เกิดผลกระทบกับประเทศไม่ต่างจากการเกิดแผ่นดินไหว หรือนิวเคลียร์ระเบิดกลางเมือง ทุกอย่างจะสูญสิ้น และทุกชีวิตจะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด" และหากถามถึงแผนสำรองของประเทศกรีซ ว่าจะทำอย่างไรหลังจากออกจากเขตยูโรโซน คำตอบของ Stournaras ง่าย ๆ คือ "ไม่มี"

Thomas Risse ศาสตราจารย์ทางด้านการเมืองนานาชาติแห่งมหาวิทยาลัย Free University of Berlin ออกมากล่าวอีกว่า "ไม่มีใครในโลกสามารถคำนวนผลกระทบต่าง ๆ หากกรีซออกจากยูโรโซนได้ และไม่มีใครอยากให้เกิดการทดลองขึ้น"

สิ่งที่น่ากลัวไปกว่านี้ก็คือประเทศกรีซ ไม่ใช่ประเทศเดียวที่เป็นปัญหา แต่ไอร์แลนด์ โปรตุเกส หรือแม้กระทั่งประเทศยักษ์ใหญ่ของยุโรปอย่างสเปน และฝรั่งเศส ก็เริ่มที่จะพบกับปัญหาของตัวเอง และต้องเริ่มที่จะปรับโครงงสร้างเศรษฐกิจภายในของประเทศและตัดรายจ่ายต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น

กรีซอาจจะต้องออกจากยูโรโซนเป็นคำตอบสุดท้าย และโลกจะพบกับปัญหาเศรษฐกิจครั้งใหญ่

By: toandthen on Mon, 2012-05-14 01:31

ในตอนนี้ประเทศกรีซต้องเจอกับปัญหาเศรษฐกิจต่าง ๆ มากมาย ตั้งแต่เรื่องอัตราว่างงานที่สูงมาก, อัตราเงินเฟ้อที่สูงถึง 50% ต่อปี, ขนาดเศรษฐกิจของประเทศหดตัวต่อเนื่อง จนไปถึงเรื่องชาวกรีกเริ่มออกไปหางานในต่างประเทศแล้ว โดยเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้นักเศรษฐศาสตร์รอบโลกรวมไปถึง Citigroup และ BNP Paribas เริ่มพูดถึงความเป็นไปได้ที่กรีซ อาจจะต้องออกจากเขตยูโรโซนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

หากพูดถึงความสำคัญของประเทศกรีซต่อยูโรโซนแล้วอาจจะเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจ ว่าทำไมประเทศพี่ใหญ่อย่างเยอรมนีสามารถที่จะแบกรับปัญหาของประเทศนี้ได้ แต่ถึงแม้ว่ากรีซจะเป็นแค่ 2.2% ของจีดีพีของเขตยูโรโซนทั้งหมดก็ตาม การที่กรีซออกจากเขตยูโรโซนอาจจะสร้างปัญหาให้กับประเทศที่เป็นสมาชิกยูโรโซนรายอื่น ๆ อีกได้ และผลที่ตามมาคือเราอาจจะเห็นสเปน กับอิตาลี ออกจากเขตยูโรโซนตามรอยกรีซในอนาคต

ถ้ากรีซจะออกจากยูโรโซนจริง สิ่งที่จะเกิดขึ้นทันทีก็คือเศรษฐกิจของประเทศกรีซ จีดีพีของประเทศจะหายไปทันที 20% และค่าเงินเฟ้อจะพุ่ง 40-50% ในขณะที่อัตราส่วนของหนี้สาธารณะของประเทศต่อจีดีพีจะอยู่สูงกว่า 200% ส่วนค่าเงินใหม่ของประเทศกรีซจะต้องถูก "ปรับลดค่าลง" (devaluation) ให้อยู่ต่ำกว่าเดิมถึง 50% เพราะกรีซจะตกอยู่ในสถานะเกือบล้มละลาย

กฎหมาย FATCA สหรัฐฯ เริ่มมีผล ธนาคารทั่วโลกเลิกให้บริการลูกค้าสัญชาติอเมริกัน

By: toandthen on Mon, 2012-05-14 00:53

เครือข่ายธนาคารนานาชาติหลายแห่งได้ออกมา "ตอบรับ" กฎหมายใหม่ของสหรัฐ​ที่ชื่อ Foreign Account Tax Compliance Act (FATCA) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกมาป้องกันการเลี่ยงการจ่ายภาษีของชาวอเมริกันด้วยการทำธุรกรรมทางการเงินนอกประเทศ โดยกฎหมายนี้สั่งให้ธนาคารทุกแห่งนอกสหรัฐฯ ต้องรายงานรายได้ของลูกค้าชาวอเมริกันทุกอย่างให้แก่รัฐบาลสหรัฐ​ฯ

โดยการตอบรับที่ว่านี้ คือการปฏิเสธที่จะให้บริการลูกค้าชาวอเมริกัน โดยตัวแทนจากหลาย ๆ ธนาคารเห็นว่ามันเป็นไปไม่ได้ ที่ธนาคารจะต้องรับภาระจุดนี้ ซึ่งภาระดังกล่าวจะทำให้ต้นทุนการให้บริการลูกค้าชาวอเมริกันสูงมากจนไม่คุ้มแก่การให้บริการ

กฎหมายนี้ได้ถูกผ่านในสภาทั้งสองของสหรัฐในปี 2010 แต่มีผลบังคับใช่จริงวันที่ 1 มกราคมปีหน้า

ที่มา - Washington Post

ภาคเอกชนในเขตยูโรโซนหดตัวอย่างรุนแรงในเดือนที่ผ่านมา

By: toandthen on Fri, 2012-05-04 20:24

ค่า Purchasing Managers' Index (PMI) หรือค่าที่บ่งบอกถึงการตัดสินใจของผู้จัดการต่าง ๆ ในกลุ่มธุรกิจภาคเอกชนของเดือนเมษายนที่ผ่านมาอยู่ที่ 46.7 เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคมที่อยู่ที่ 49.2 บ่งบอกให้เห็นว่าธุรกิจภาคเอกชนหดตัวลง (ตัวเลขต่ำกว่า 50 แปลว่ามีการหดตัว) ซึ่งถือว่าเป็นการหดตัวที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคมของปีที่แล้ว โดย Markit บริษัทวิจัยตลาดบอกว่าเหตุผลของการหดตัวในครั้งนี้เกิดจากธุรกิจเกิดใหม่ที่น้อยลงกว่าเดิมมาก กับกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมส่งออกที่ไม่แข็งแรง

หากมาดูรายประเทศ จะพบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมส่งออกของอิตาลีมีผลผลิตต่ำที่สุดในรอบสามปีที่ผ่านมา ในขณะที่ประเทศพี่ใหญ่ที่คอยอุ้มเศรษฐกิจของยูโรโซนทั้งหมดอย่างเยอรมนีก็เริ่มจะเห็นสัญญาณการเติบโตที่ช้าลง หากมาดูมุมมองของผู้บริโภค จะพบว่าความมั่นใจของผู้บริโภคในเขตยูโรโซนเริ่มลดลงอีกครั้ง ต่างจากเมื่อต้นปีที่ทุกอย่างดูเหมือนจะดีขึ้น

สุดท้ายแล้ว ค่า PMI สามารถนำมาใช้ในการคาดการณ์ตัวเลขการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจได้ ซึ่งตอนนี้เชื่อว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของเขตยูโรโซนโดยรวมแล้วจะติดลบที่ 0.5% ในไตรมาสนี้

ที่มา - BBC

องค์การแรงงานระหว่างประเทศเตือนมาตรการรัดเข็มขัด ทำลายการสร้างงานทั่วโลก

By: toandthen on Mon, 2012-04-30 14:55

ILO หรือองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ได้ออกมาเตือนว่าสถานะการจ้างงานทั่วโลกน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีประชากรจำนวนมากต้องการจะเข้าทำงาน แต่กลับไม่มีการจ้างงานเนื่องจากมาตรการ "รัดเข็มขัด" ของกลุ่มประเทศในเขตยูโรโซน

นอกจากนี้ ILO ยังได้ออกมาบอกว่ามาตรการรัดเข็มขัดของทุกประเทศในกลุ่มยูโรโซนนอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังทำลายการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ รวมไปถึงสร้างบาดแผลให้กับตลาดแรงงาน และหากยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย ตลาดแรงงานก็ไม่น่าจะดีขึ้นจนถึงช่วงสิ้นปี 2016

เรื่องที่น่าเป็นห่วงอีกเรือง คือระยะเวลาที่แรงงานไม่ได้ถูกจ้างงาน โดยเฉลี่ยแล้วแรงงานที่กำลังหางานในตลาดมากกว่า 40% ต้องใช้เวลาในการหางานมากกว่า 1 ปี เมื่อรวมกับปัญหาที่นักเรียนและนักศึกษาจบใหม่ที่ไม่สามารถหางานได้ จะทำให้โลกมีต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ (economic cost) ที่สูงขึ้นจากทักษะและแรงจูงใจที่หายไปในแรงงานกลุ่มนี้ ทำให้มูลค่าของทรัพยากรมนุษย์ลดลงในที่สุด

ทุบสถิติใหม่ ชาวสเปนตกงานสูงถึง 5.64 ล่้านคน

By: toandthen on Mon, 2012-04-30 09:41

ตัวเลขผู้ว่างงานในประเทศสเปนปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมาสูงถึง 5,639,500 คน ซึ่งคิดเป็นอัตราว่างงานเท่ากับ 24.4% หรือว่าง่าย ๆ เกือบ 1 ส่วน 4 ของประเทศ นับว่าเป็นอัตราว่างงานที่สูงที่สุดในสหภาพยุโรป โดยตัวเลขดังกล่าวถือว่าเป็นการยืนยันว่าประเทศกำลังพบกับห้วงเวลาเศรษฐกิจถดถอย

รัฐบาลสเปนกล่าวว่าตลาดแรงงานภายในประเทศจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ได้แก่ การยกเลิกการจ่ายเงินชดเชยโดยนายจ้าง และการจำกัดการขึ้นเงินเดือนทุกชนิด ที่อาจส่งผลให้เงินเฟ้อมากขึ้น แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เริ่มทำให้สหภาพแรงงานต่าง ๆ ไม่พอใจ และขู่ว่าจะเริ่มนัดหยุดงานประท้วง

หัวหน้าฝ่ายเศรษฐศาสตร์ของธนาคาร HSBC กล่าวว่า พวกเขาเริ่มที่จะเห็นปัญหาในสเปน คล้ายกับปัญหาในประเทศกรีซมากยิ่งขึ้น และทุกครั้งที่ปัญหาเศรษฐกิจถดถอยรุนแรง รัฐบาลเดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าวด้วยการเริ่มมาตรการรัดเข็มขัด และผลที่ตามมาก็คือประเทศจะต้องเดินถอยหลังอีกสองก้าวเสมอ

ในขณะนี้ผลตอบแทนของพันธบัตร 10 ปีของประเทศเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.96% จากเดิมซึ่งอยู่ที่ 5.81% แสดงให้เห็นว่านักลงทุนเริ่มกลัวว่าสเปนจะไม่สามารถจ่ายหนี้คืนได้ เช่นเดียวกับเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ที่ S&P ได้ปรับลดระดับความน่าเชื่อถือของสเปนมาอยู่ที่ BBB+ แทน

ที่มา - BBC

Wired: 5 เหตุผลที่ทำให้โนเกียกลายเป็นบริษัท "ขยะ"

By: toandthen on Sun, 2012-04-29 11:01

Wired ได้เขียนถึงเหตุผลว่าทำไมโนเกียถึงพ่ายยอดขายมือถือโดยรวมให้กับซุมซุง และถูกปรับความน่าเชื่อถือลงสู่ระดับ "ขยะ"​ แม้ว่าตัวเองจะเป็นแชมป์ตลาดมือถือได้นานถึง 14 ปี โดยสิ่งที่ Wired คิดว่าเป็นเหตุผลที่ทำให้โนเกียต้องเจอกับสถานการณ์ปัจจุบันได้แก่

  • โนเกียไหวตัวช้าเกินไป โดยก่อนหน้าที่แอปเปิลจะเปิดตัวไอโฟนในปี 2007 โนเกียเป็นผู้นำตลาดมือถือสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Symbian มาถึงห้าปีด้วยกัน ไอโฟนเป็นสินค้าที่เปลี่ยนความหมายของคำว่า "สมาร์ทโฟน" โดยสิ้นเชิง การที่โนเกียไม่ยอมที่จะตอบสนองกับการเกิดของ iOS และ Android อย่างทันท่วงที ทำให้โนเกียต้องเสียตลาดสมาร์ทโฟนไปทันที ในขณะที่ตลาด feature phone ของตัวเองที่เคยคิดว่าแข็งแกร่งนั้น กลับมีขนาดเล็กลงเพราะคนเริ่มหันไปใช้สมาร์ทโฟนราคาถูกจากซัมซุงมากยิ่งขึ้น
  • ตัดสินใจเรื่อง OS ไม่ได้เสียที ซัมซุงเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว เพราะเขาสามารถปรับตัวเข้ากับความต้องการตลาดใหม่ได้ดีและรวดเร็วแล้ว ยังเลือกที่จะไม่เทเงินทั้งหมดของตัวเองไปกับระบบปฏิบัติการเดียว ทุกวันนี้ซัมซุงยังขายมือถือที่มีทั้งระบบปฏิบัติการ Android, Windows Phone หรือแม้กระทั่ง Bada ระบบปฏิบัติการของตัวเอง เผื่ออย่างใดอย่างหนึ่งจะต้องล้มไป และสุดท้ายซัมซุงก็พบว่า Android เป็นสิ่งที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับซัมซุง ในขณะที่โนเกียกลับทำตรงกันข้ามมาโดยตลอด ที่ทุ่มเงินเพื่อยื้อระบบปฏิบัติการของตนเอง และสุดท้ายก็เลือกที่จะเปลี่ยนมาเป็น Windows Phone ในเวลาที่อาจจะพูดได้ว่าสายเกินไปเสียแล้ว
  • โดนโจมดีทั้งตลาดบนและตลาดล่าง โนเกียไม่ได้แพ้แค่ตลาดมือถือระดับบนอย่างเดียว แต่ระดับล่าง ๆ ของตัวเองก็ถูกโจมตีโดยคู่แข่งที่มีโครงสร้างต้นทุนที่ตำกว่า เช่น HTC, หัวเหว่ย และ ZTE โดยสามบริษัทนี้ต่างก็มีความรู้ความสามารถในตลาดท้องถิ่นยักษ์ใหญ่อย่างประเทศจีนมากกว่า
  • ภาพลักษณ์ความคลาสสิกของโนเกีย เป็นอีกปัญหาที่ทำให้โนเกียไม่สามารถสู้ในตลาดยุคปัจจุบันได้ เพราะว่าโนเกียมีภาพลักษณ์ในสายตาของผู้ใช้มือถือยุคปัจจุบันว่าเป็นแบรนด์มือถือยุคแรก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกม Snake ที่ทุกคนต่างก็เห็นเป็นความคลาสสิก ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งเดียวที่ผู้ใช้สามารถจะเชื่อมต่อกับแบรนด์ของโนเกียได้ โนเกียไม่เคยแสดงตัวให้เห็นว่าตนเป็นผู้ผลิตนวัตกรรมใหม่ ๆ แต่อย่างใด
  • แผนการบริหารจัดการที่ด้อย แอปเปิลเลือกทำตลาดมือถือของตัวเองด้วยโมเดลสินค้าตัวเดียว ภายใต้ยี่ห้อเดียว ในขณะที่ซัมซุงใช้แผนการต่อกรกับแอปเปิลโดยตรงด้วยการออกสินค้าสเปคสูงราคาแพงมาสู้ ในขณะที่ปล่อยสินค้าตระกูลต่ำกว่าออกมาด้วยพร้อม ๆ กับเป็นกองทัพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าแบรนด์ Galaxy ที่มีราคาต่ำกว่าเครื่องละ 9000 บาท โนเกียไม่เคยมีแผนการที่ชัดเจนว่าจะวางตัวอย่างไรในตลาด และถึงแม้ว่าโนเกียกับไมโครซอฟท์จะเป็นสองแบรนด์ที่ดูเหมือนจะอ่อนแรงลงในยุคหลัง ๆ แต่ทั้งสองบริษัทก็มีอาวุธมากมายที่สามารถนำมาใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงตลาดได้อยู่

ที่มา - Wired

-ซ้ำ- ภาพยนตร์เรื่อง John Carter เรื่องเดียวอาจทำให้ดิสนีย์ขาดทุนมากถึง 200 ล้านดอลลาร์

By: toandthen on Wed, 2012-03-21 10:20

หลังจากการเปิดฉายที่มียอดต่ำกว่าที่คาดไว้มาก ภาพยนตร์เรื่อง John Carter จากค่ายดิสนีย์ที่ใช้ทุนในการถ่ายทำสูงถึง 250 ล้านดอลลาร์อาจทำให้ดิสนีย์เสียเงินมากถึง 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นภาพยนตร์ที่ "เจ๊ง" แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์

นอกจากทุนในการถ่ายทำที่สูงแล้ว คาดว่าดิสนีย์ได้เสียเงินกับการทำการตลาดให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้อีกถึง 100 ล้านดอลลาร์ โดยในขณะนี้รายได้ทั้งหมดของภาพยนตร์เรื่องนี้รอบโลกอยู่ที่ประมาณ 184 ล้านดอลลาร์ และนี่เป็นตัวเลขรายได้ที่ยังไม่ได้แบ่งกำไรให้กับโรงภาพยนตร์ ซึ่งน่าจะอยู่ที่ครึ่งหนึ่งของตัวเลขนี้

ภาพยนตร์เรื่องนี้ มีเนื้อหาเกี่ยวกับนายหทารที่ถูกส่งไปยังดาวอังคาร จากรีวิวของ BBC เอง บอกว่าตลอดความยาว 2 ชั่วโมงกว่า ๆ ของเรื่อง เนื้อเรื่องไม่มีอะไรเลยนอกจากความน่าเบื่อ

ดิสนีย์คงจะต้องหวังว่าภาพยนตร์ต่อ ๆ ไปในปีนี้จะทำให้ผลประกอบการของตัวเองดีขึ้น โดยรายชื่อภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ของดิสนีย์ในปีนี้ได้แก่ The Avengers ซึ่งจะออกฉายเดือนพฤษภาคมนี้ และ Brave จากค่ายพิกซ่าซึ่งจะออกฉายเดือนมิถุนายนนี้

ที่มา - BBC

เผยแอปเปิลจะเริ่มให้เงินปันผลผู้ถือหุ้น และซื้อหุ้นคืน

By: toandthen on Mon, 2012-03-19 20:07

เป็นที่ทราบกันดีว่าแอปเปิลเป็นบริษัทที่มีเงินสดจำนวนมหาศาลที่มูลค่าเกือบ 100 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ​ ล่าสุดแอปเปิลได้เผยรายละเอียดว่าจะทำอะไรกับจำนวนเงินมหาศาลนี้แล้วผ่านการประชุมแบบ Conference Call กับผู้ถือหุ้น

สำหรับรายละเอียดแผนการลดเงินสดของตัวเองในครั้งนี้ ขั้นแรก แอปเปิลเลือกที่จะปันผลกำไรให้แก่ผู้ถือหุ้นในเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้เป็นจำนวน 2.65 ดอลลาร์ต่อหุ้น สำหรับขั้นที่สองแอปเปิลจะเริ่มซื้อหุ้นของตัวเองคืนที่มูลค่าหนึ่งหมื่นล้านดอลลาร์ โดยจะเริ่มเข้าซื้อหุ้นของตัวเองปลายเดือนกันยายนนี้

ทิม คุก ซีอีโอของแอปเปิลเผยว่าแอปเปิลมีแผนที่จะใช้เงินจำนวน 45 พันล้านของตัวเองในช่วงเวลาสามปีหลังจากนี้ และเป็นไปได้ว่าแอปเปิลอาจจะเลือกที่จะซื้อหุ้นคืนและปันผลอีกในอนาคต

ที่มา - BBC

หัวหน้า IMF บอกจีนต้องเริ่มเปลี่ยนลักษณะของเศรษฐกิจและค่าเงินของตัวเอง

By: toandthen on Mon, 2012-03-19 19:23

หัวหน้าของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ​ (IMF) นาง Christine Largade บอกว่าจีนต้องหยุดพึ่งการส่งออกและการลงทุนที่มากเกินไป ระหว่างที่เธอกำลังเดินทางเพื่อเยี่ยมประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกใหม่สองประเทศซึ่งก็คือประเทศจีน และอินเดีย

เธอยังบอกอีกว่าเงินหยวน มีโอกาสที่จะกลายเป็นค่าเงินสำรองใหม่ของโลกนี้ได้ แต่จีนจะต้องยอมปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจของตัวเองให้ปรับสภาพเองได้อย่างอิสระตามกลไกของตลาด เช่น การมีค่าเงินที่ลอยตัวอย่างแท้จริง, การยกเลิกการควบคุมเงินไหลเข้าออกที่เข้มงวด, และการเปิดบัญชีทุน (capital account) ของประเทศ

ที่สำคัญที่สุด เธอบอกว่าหลังจากการประชุมกับกลุ่มผู้นำระดับสูงสุดของประเทศจีนแล้ว เป็นเรื่องน่ายินดีอย่างมากที่ประเทศจีนให้ความสนใจ และเห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงที่ IMF เสนอจากการมาเยือนจีนในครั้งนี้

ที่มา - BBC

อังกฤษมีสัดส่วนเศรษฐกิจบนโลกออนไลน์มากกว่าประเทศอื่น

By: toandthen on Mon, 2012-03-19 19:11

อินเทอร์เน็ตถือว่าเป็น 8.3% ของเศรษฐกิจสหราชอาณาจักรทั้งหมด ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่สูงกว่ากลุ่มประเทศ​ G20 อื่น ๆ โดยอุตสาหกรรม "ออนไลน์" นี้ตีเป็นมูลค่า 121 พันล้านปอนด์หรือประมาณ 5,885 พันล้านบาท สูงกว่ามูลค่าอุตสาหกรรมสุขภาพและการพยาบาล, การก่อสร้าง, และการศึกษา หากแบ่งเป็นตัวเลขต่อหัวแล้วจะอยู่ที่ประมาณหนึ่งแสนบาทต่อชาวอังกฤษหนึ่งคนต่อปี

จากการศึกษาของ Boston Consulting Group พบว่าชาวอังกฤษชอบจับจ่ายซื้อของออนไลน์มากกว่าประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อื่น ๆ หากคิดเป็นสัดส่วน การจับจ่ายใช้สอย 13.5% จากทั้งหมดภายในประเทศทำผ่านอินเทอร์เน็ตในปี 2010 และคาดว่าตัวเลขจะสูงขึ้นมาอยู่ที่ 23% ภายในปี 2016

คณะผู้ศึกษาเชื่อว่าเศรษฐกิจออนไลน์ของอังกฤษจะโตขึ้นปีละ 11% มากกว่าสหรัฐอเมริกาที่โตเพียงปีละ 5.4% และจีนที่โตปีละ 6.9% โดยผลของการศึกษานี้นับได้ว่าเป็นข่าวดีของธุรกิจขนาดเล็กจนไปถึงขนาดกลาง ที่สามารถลดความเสี่ยงจากการเช่าที่เปิดร้านขายของตามถนนแล้วหันมาเปิดบนโลกออนไลน์แทนได้

ที่น่าสนใจอีกอย่าง คือชาวอังกฤษส่วนใหญ่ยอมที่จะไม่มีเซ็กส์หนึ่งปีเต็ม ๆ เพื่อที่จะแลกกับการไม่ถูกตัดจากการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์

ที่มา - BBC

ราคาที่ดินในจีนลดลงติดต่อกันมาเป็นเวลา 5 เดือนแล้ว

By: toandthen on Mon, 2012-03-19 09:49

มูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ในเกือบทุกเมืองของประเทศจีนได้ลดลงมาติดต่อกันเป็นเวลา 5 เดือนแล้ว แสดงให้เห็นว่านโยบายการควบคุมการเก็งกำไรที่ดินของรัฐบาลจีนได้ผลจริง หลังจากที่ผู้นำจีนเผยว่าราคาที่ดินในประเทศสูงเกินไปจากการเก็งกำไร

หนึ่งในผู้นำของประเทศจีนกล่าวว่า ราคาที่ดินปัจจุบันยังสูงกว่าราคาควรจะเป็นอยู่มาก เพราะฉะนั้นรัฐบาลจะยังเข้าควบคุมราคาอสังหาริมทรัพย์ภายในประเทศต่อไป โดยวิธีที่รัฐบาลจีนใช้ในการควบคุมราคาได้แก่การจำกัดจำนวนบ้านที่ประชาชนจีนสามารถถือไว้ในครอบครองได้ รวมไปถึงการเพิ่มภาษีในเมืองบางเมือง

ก่อนหน้านี้มูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ในประเทศจีนสูงขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากรัฐบาลของจีนมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2008 โดยรัฐบาลจีนให้เหตุผลว่าหากปล่อยให้มูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ขึ้นเรื่อย ๆ อาจจะเกิดปัญหาฟองสบู่แตกได้

ที่มา - BBC

Pages

Subscribe to RSS - toandthen's blog