toandthen's blog

อาเบะโนมิกส์ ทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นกลับมาโตได้...นิดนึง

By: toandthen on Tue, 2015-02-17 09:03

เศรษฐกิจญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่อันดับที่สามของโลก สามารถกลับมาเติบโตได้อีกครั้งในไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้ว หลังจากที่อยู่ในสภาวะถดถอยต่อเนื่อง หลังจากที่รัฐบาลได้ปรับเพิ่มอัตราภาษีจากการขาย ซึ่งทำให้ยอดการจับจ่ายภายในประเทศลดลง ทั้งนี้เศรษฐกิจญี่ปุ่นในไตรมาสที่แล้วโตขึ้น 0.6% จากก่อนหน้านี้ที่มีคาดการณ์กันเอาไว้ว่าจะโต 0.9% ซึ่งถือว่ายังเป็นที่น่าผิดหวัง

หลังจากที่นายอาเบะ ชินโซ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้ประกาศแผนปฏิรูปเศรษฐกิจญี่ปุ่นด้วยนโยบายหลักสามประการ (หลายสื่อเรียกว่า “อาเบะโนมิกส์”) ซึ่งได้แก่การอัดฉีดเงินรัฐบาลเข้าอุตสาหกรรมต่าง ๆ, การผ่อนคลายทางการเงิน (QE) และการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศและระบบธนาคาร ผลที่ตามมา คือราคาของหุ้นและอสังหาริมทรัพย์พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ค่าเงินเย็นตกลง ซึ่งส่งผลทำให้ผู้ประกอบการส่งออกรวยขึ้น และคนที่รวยอยู่แล้วก็รวยขึ้นกว่าเดิม

นักวิเคราะห์เศรษฐกิจจาก BBC เชื่อว่าผลของอาเบะโนมิกส์นั้นสิ้นสุดลงที่การกระตุ้นการส่งออก ส่วนเศรษฐกิจญี่ปุ่นส่วนที่เหลือก็ยังคงประสบปัญหาเดิม ๆ นั่นก็คือรายได้ของประชาชนที่ไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่ราคาสิ้นค้าทุกชนิดกลับดีดตัวขึ้น ทำให้ประชาชนทั่วไปรู้สึกว่าตัวเองจนลง แต่อย่างน้อยสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้คืออัตราการว่างงานของประเทศร่วงลงมาอยู่ที่ 3.5%

สิ่งที่เกิดขึ้นอีกอย่างคือบริษัทส่งออกขนาดใหญ่หลายรายมีรายได้สูงเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากค่าเงินเยนที่อ่อนลงมาก แต่บริษัทเหล่านี้กลับไม่มีแผนในการนำกำไรที่ได้ นำมาใช้ลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต หรือถ้าจะให้พูดง่าย ๆ ก็คือบริษัทขนาดใหญ่เหล่านี้ยังไม่เชื่อว่าเศรษฐกิจภายในประเทศนั้นดีขึ้นจริง จึงได้เลือกที่จะเก็บเงินไว้ใช้ยามฉุกเฉิน แทนความพยายามที่จะเตรียมพร้อมรับยอดขายที่อาจเติบโตขึ้น

สุดท้ายนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่งได้อนุมัติเงินก้อนใหญ่จำนวน 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อนำมาอัดฉีดให้แก่อุตสาหกรรมต่าง ๆ ภายในประเทศแทบจะทันทีหลังจากที่นายอาเบะ ได้กลับมานั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีติดต่อกันเป็นรอบที่สอง หลังจากการเลือกตั้งวันที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมา

ที่มา – BBC

เวรกรรม! หญิงอเมริกันจ่ายค่าเช่าบ้านไม่ได้หลังโดน Uber เก็บค่าแท็กซี่ 326 ดอลลาร์

By: toandthen on Tue, 2014-11-04 13:13

เมื่อคืนวันเทศกาลฮาโลวีนที่ผ่านมา Gabby Wathen สาวอเมริกันรายหนึ่งได้เรียกรถแท็กซี่ของ Uber กลับบ้านหลังจากที่ได้กินดื่มกับเพื่อน ๆ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคืนนั้นเป็นช่วงเวลาที่มีผู้เรียกใช้แท็กซี่ของ Uber เป็นจำนวนมาก หากเทียบกับจำนวนรถของ Uber ที่มีวิ่งอยู่ ทำให้ค่าแท็กซี่ของ Uber ในช่วงเวลานั้นมีราคาแพงกว่าปรกติถึง 9 เท่า ทริป 20 นาทีบนแท็กซี่ของเธอจึงมีราคาอยู่ที่ 326 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 10,700 บาท

เมื่อเธอทราบว่าค่าแท็กซี่ของเธอสูงมาก เธอจึงได้เปิดใช้ระบบ Fare Dispute ของ Uber เพื่อแย้งว่าค่าแท็กซี่ของเธอนั้นสูงมาก และไม่น่าจะเป็นจริงได้ และด้วยเหตุนี้เธอจึงไม่สามารถที่จะจ่ายค่าเช่าบ้านราคา 450 ดอลลาร์ไหว

อย่างไรก็ตาม ทาง Uber ยืนยันว่าการคิดราคาค่าแท็กซี่นั้นถูกต้อง เพราะทางแอพพลิเคชั่นของ Uber ได้มีการแจ้งเตือนว่าอัตราค่าเดินทาง ณ​ เวลานั้นจะสูงกว่าปรกติถึง 9 เท่า และได้บังคับให้เธอยืนยันอัตราค่าบริการที่สูงเป็นพิเศษอีกครั้ง ด้วยการพิมพ์เลข 9.0 เข้าไปก่อนที่จะเรียกแท็กซี่ได้

เมื่อหมดหนทาง เธอจึงได้ไปเปิดโครงการระดมทุนที่เว็บ GoFundMe เพื่อให้คนทั่วไปช่วยเธอจ่ายค่าเช่าบ้าน โดยได้ระบุว่า “ถ้าเห็นด้วยว่าสิ่งที่ Uber ทำมันงี่เง่าสิ้นดี ช่วยบริจากด้วย แม้ว่ามันจะเป็นจำนวนเงินแค่ 1 ดอลลาร์ก็ตาม”

รัฐบาลมาเลเซียสั่งระงับการซื้อขายหุ้นของ "มาเลเซียแอร์ไลน์"

By: toandthen on Fri, 2014-08-08 09:41

หลังจากเหตุการณ์ MH370 และ MH17 การซื้อขายหุ้นของมาเลเซียแอร์ไลน์ ในตลาดหุ้นของประเทศมาเลเซียในขณะนี้ได้ถูกระงับลงโดยบริษัท Khazanah Nasional ผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งมีรัฐบาลกลางมาเลเซียเป็นเจ้าของ

ทางกรรมการของตลาดหุ้นกล่าวว่า บริษัทได้ขอระงับการซื้อขายหุ้น โดยไม่ได้เปิดเผยถึงเหตุผลหรือรายละเอียดมากมาย นอกเสียจากเป็นคำขอระงับการซื้อขายทั่วไปเพื่อรองรับกิจกรรม หรือปรับปรุงสถานภาพของบริษัททั่วไป

แหล่งข่าวเชื่อว่ารัฐบาลมาเลเซีย ต้องการที่ถอดมาเลเซียแอร์ไลน์ออกจากตลาดหุ้น

ที่มา - BBC News

เผยนักช็อปอยากซื้อของแพงขึ้น เมื่อเจอพนักงานขายทำตัวหยาบคาย!

By: toandthen on Mon, 2014-06-30 14:51

การศึกษาล่าสุดพบว่าเมื่อนักช็อปพบกับพนักงานขายที่หยาบคาย นักช็อปผู้นั้นมักจะมีความอยากที่จะซื้อของที่มีราคาแพงยิ่งขึ้น และยิ่งพนักงานหยาบคายมากเท่าไหร่ ผู้ซื้อก็มักจะกล้าที่จะควักเงินออกมาซื้อของที่ราคาแพงขึ้นไปอีก!

ผลจากการวิจัยในครั้งนี้ เป็นความจริงที่น่าตกใจ แต่ก็สามารถสรุปได้ว่าการที่มีพนักงานหยาบคาย ในร้านแบรนด์หรู กลับจะเป็นผลดีมากกว่าผลเสียให้กับเจ้าของแบรนด์ โดยร้านที่ผู้วิจัยได้ใช้เป็นตัวอย่างทดลอง ได้แก่ Gucci, Louis Vuitton และ Burberry ซึ่งร้านเหล่านี้ก็มีทั้งพนักงานที่หยาบคาบ และไม่หยาบคายปน ๆ กัน

หนึ่งในผู้ช็อปเห็นด้วยว่าผลการศึกษานี้เป็นจริง โดยเธอบอกว่าตัวเธอได้แต่งตัวให้ดูดี เพื่อไปซื้อกระเป๋ายี่ห้อ Prada แต่เมื่อเธอถามพนักงานขายเกี่ยวกับเครื่องสำอาง พนักงานกลับบอกเธอว่าเธอไม่ควรมองหาเครื่องสำอางที่เขาขาย เพราะมันราคาสูงเกินไป สุดท้ายความโมโหของเธอ ทำให้เธอต้องซื้อเครื่องสำอางราคา 45 ดอลลาร์เพื่อ "ตบหน้า" พนักงานขายคนนั้น

Morgan Ward แห่งมหาวิทยาลัย Southern Methodist ซึ่งเป็นผู้ร่วมวิจัย ได้ออกมาบอกว่าทั้งหมดนี้ อาจจะเป็นเรื่องของความพยายามต้องการ "เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม" ของนักช็อป ที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมระดับสูง ส่วนนาย Darren Dahl แห่งมหาวิทยาลัย British Columbia ผู้ร่วมวิจัยอีกคนก็บอกว่า การวางตัวให้สูงกว่าผู้อื่นเชิงดูถูกเล็กน้อย ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่แบรนด์เหล่านี้อาจต้องการจากตัวพนักงานเอง

ที่มา - CNN Money

สตาร์บัคส์จะทยอยเพิ่มเมนูเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หลังทดลองแล้วกระแสตอบรับดีเยี่ยม

By: toandthen on Fri, 2014-03-21 10:43

สตาร์บัคส์ในสหรัฐฯ จะเริ่มเพิ่มเมนูเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และอาหารว่างกับแกล้ม หลังจากที่เริ่มทดลองแล้วในหลายสาขาแล้วกระแสตอบรับยอดเยี่ยม โดยการขายเมนูเพิ่มเติมนี้เป็นกลยุทธในการเพิ่มยอดขายในช่วงเย็น และอาจจะทำให้มูลค่าบริษัทเพิ่มสูงขึ้นมาอยู่ที่แสนล้านดอลลาร์ได้

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มเมนูแอลกอฮอล์นี้ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จกับสตาร์บัคส์ทุกสาขา ซีโอโอของสตาร์บัคส์ Troy Alstead กล่าวว่าคอนเซปนี้ จะประสบความสำเร็จมาก หากสาขานั้น ๆ อยู่ในเขตเมือง และมีตำแหน่งอยู่ใกล้กับร้านอาหาร หรือโรงภาพยนตร์ ซึ่งต่างก็เป็นสถานที่ที่ผู้คนเข้าใช้บริการในช่วงค่ำ

นอกจากนี้ Alstead ได้พูดถึงการให้ความสำคัญกับระบบสะสมแต้มและแอพบนมือถือ โดยในขณะนี้การจับจ่ายใช้สอยภายในร้านสตาร์บัคส์ในสหรัฐกว่า 14% ทำผ่านแอพบนมือถือ สำหรับแคมเปญการสะสมแต้มในขณะนี้ก็ได้เริ่มแล้วในหลายประเทศ โดยสามารถทำได้ผ่านแอพบนมือถือและบัตร Starbucks Card

ตอนนี้ สตาร์บัคส์มีสาขารอบโลก 20,100 สาขา โดยครึ่งหนึ่งของจำนวนสาขาเหล่านี้อยู่ในสหรัฐอเมริกา

ที่มา - Chicago Tribune

IMF เตือนเศรษฐกิจทั่วโลกอาจจะเจอภาวะเงินฝืด

By: toandthen on Thu, 2014-01-16 10:10

Christine Largarde หัวหน้าของ IMF ได้ออกมาเตือนว่า แม้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกจะเริ่มดีขึ้นในปีนี้ แต่ทุกคนควรระวังภาวะเงินฝืด หรือภาวะเงินเฟ้อติดลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศยูโรโซน

ภาวะเงินฝืด จะสร้างปัญหาให้กับช่วงเศรษฐกิจเติบโต เพราะว่าราคาสินค้าต่าง ๆ จะลดลง ทำให้ผู้บริโภคทั่วไปจะชะลอการจับจ่ายใช้สอย เพื่อรอให้ราคาสินค้าต่าง ๆ ลดลงมาอีก ในขณะที่การลงทุนจะลดลง เพราะว่าต้นทุนในการกู้เงินสูงขึ้น

ในขณะเดียวกัน World Bank ได้ออกมาบอกว่าเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว น่าจะดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา อย่างไรก็ตามการเติบโตในปีนี้ยังค่อนข้างอ่อนไหว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา ได้ทยอยลดการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบลง

สุดท้ายแล้ว World Bank เชื่อว่าทั่วโลก อัตราการเติบโตของ GDP เฉลี่ยจะอยู่ที่ 3.2% มากกว่าปีที่แล้วซึ่งโตได้เพียงแค่ 2.4% โดยการเพิ่มขึ้นของตัวเลขนี้จะมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศที่รวยแล้ว

ที่มา - BBC

บริษัท News Corp แยกส่วนธุรกิจบันเทิงที่ทำกำไรได้มากกว่าออกมาเป็น 21st Century Fox

By: toandthen on Sat, 2013-06-29 17:52

เมื่อปลายปีที่แล้ว Rupert Murdoch เจ้าของเครือข่ายสื่อใหญ่ยักษ์อย่าง News Corporation ได้ออกมาประกาศว่าเขามีแผนที่จะแยกบริษัทออกเป็นสองบริษัท โดยในวันนี้ การแยกบริษัทสำเร็จลุล่วงไปแล้ว โดยบริษัทที่เกิดใหม่มีชื่อว่า 21st Century Fox จะเป็นบริษัทที่เป็นเจ้าของกลุ่มธุรกิจบันเทิงที่ทำกำไรได้มากกว่า เช่นเครือ 20th Century Fox, Fox Sports, FX และ Fox News Channel

ในส่วนของ News Corp เดิม จะเป็นเจ้าของกลุ่มธุรกิจที่ทำกำไรได้ไม่มากเท่า และเน่้นธุรกิจประเทศข่าว และสิ่งพิมพ์มากกว่า เช่น The Wall Street Journal, the New York Post, The Times of London และ HarperCollins

ทั้งสองบริษัท จะยังคงอยู่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ที่น่าสนใจ คงจะเป็นมูลค่าของ News Corp ในตลาดหุ้น เพราะเราจะได้รู้กันทันทีว่านักลงทุนในตลาด มีความเห็นอย่างไรกับอุตสาหกรรมตีพิมพ์ในรูปแบบเดิม

ที่มา - The Verge

นายกเทศมนตรีลอนดอนสนับสนุนประชามติ เพื่อตัดสินว่าอังกฤษควรจะอยู่ใน EU ต่อไปหรือไม่

By: toandthen on Mon, 2013-05-13 16:44

นายบอริส จอห์นสัน นายกเทศมนตรีของกรุงลอนดอน ได้ออกมาประกาศว่าเขาสนับสนุนนโยบายของสมาชิกพรรคอนุรักษ์นิยมที่ไม่ได้มีตำแหน่งในสภา ให้มีการจัดประชามติเพื่อเลือกว่าอังกฤษยังต้องการมีสถานภาพเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ต่อไปหรือไม่ โดยเขาบอกว่าเมื่ออังกฤษออกจาก EU แล้ว คนอังกฤษจะได้รู้เสียทีว่าปัญหาของประเทศหลาย ๆ อย่างไม่ได้เกิดจาก EU เลย

การเมืองในอังกฤษปัจจุบัน มีการความแตกแยกกันระหว่างสมาชิกของพรรคเอง และพรรคร่วมรัฐบาล โดยต้นเหตุความแตกแยกเกิดจากการพยายามผลักดันให้มีการจัดประชามติแบบ "เอา หรือ ไม่เอา" ว่าประชาชนอยากจะให้อังกฤษอยู่ใน EU ต่อไปหรือไม่ โดยตอนนี้มีรัฐมนตรีสองคนได้ขู่ว่าจะลาออกจากตำแหน่ง หากมีการทำประชามติจริง

นายกรัฐมนตรีของอังกฤษคนปัจจุบัน เป็นคนออกมาผลักดันให้มีประชามติขึ้น โดยสัญญาว่าหากประชาชนเลือกพวกเขากลับเข้ามาเป็นรัฐบาล จะมีการจัดประชามติอย่างแน่นอนภายในปี 2017 แต่เขากลับบอกว่าเขาอยากให้ประชาชนเลือกให้อังกฤษอยู่ใน EU ต่อ แต่เขาจะพยายามอย่างที่สุดในการต่อรองกับ EU เพื่อเปลี่ยนระบอบอำนาจที่ EU มีเหนือกว่าระบบต่าง ๆ ในประเทศสมาชิก เช่น อำนาจศาล อำนาจทางนิติบัญญัติ ฯลฯ

สำหรับสาเหตุที่นายบอริส จอห์นสัน ได้ออกมาสนับสนุนการจัดประชามติครั้งนี้ ก็เพื่อให้อังกฤษก้าวข้าม EU ไปให้ได้ ทุกวันนี้ผู้นำ EU ทั้งหลายต่างก็ให้ความสำคัญกับปัญหาเงินยูโรมาก จนอังกฤษไม่อาจจะพูดได้ว่าตนนั้นเป็นประตูสู่ยุโรปได้อีกต่อไป เช่นกัน ถ้าอังกฤษออกจาก EU ประชาชนและนักการเมืองจะไม่สามารถโบ้ยความรับผิดชอบให้กับสหภาพยุโรปได้อีกต่อไป

บอริส จอห์นสัน ยังกล่าวอีกว่าปัญหาส่วนใหญ่ที่อังกฤษมีอยู่ เกิดจากการที่คนอังกฤษมัวแต่แก้ปัญหาในระยะสั้นโดยไม่คิดถึงปัญหาระยะยาวมาโดยตลอด อีกทั้งการบริหารจัดการที่แย่ ความสามารถในการทำงานที่ต่ำ การสำเร็จความพึงพอใจในตนเองที่ง่ายเกินไป และการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่ต่ำเกินไป

ที่มา - BBC

ผลประชามติสวิส: ประชาชนอยากให้คุมรายได้ผู้บริหารบริษัทต่าง ๆ ในประเทศ

By: toandthen on Mon, 2013-03-04 01:57

ผลประชามติล่าสุดของประเทศสวิสเซอร์แลนด์เผย ประชาชนกว่า 68% ที่ได้มาใช้สิทธิในการโหวตประชามติสนับสนุนแผนของรัฐบาลกลางสวิสฯ ที่จะอนุญาตให้ผู้ถือหุ้นมีอำนาจในการหยุดไม่ให้บริษัทต่าง ๆ จ่ายเงินให้กับผู้บริหารของตัวเองมากจนเกินไป ในขณะที่กลุ่มนักธุรกิจทั้งหลายอ้างว่าแผนนี้ของรัฐบาล จะส่งผลให้ประสิทธิภาพในการแข่งขันของสวิสเซอร์แลนด์ลดลง

ประชามตินี้มีขึ้นหลังจากที่สหภาพยุโรปได้ผ่านมติที่จะจำกัดโบนัสของพนักงานในอุตสหกรรมการเงิน แม้ว่าสวิสเซอร์แลนด์จะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรปก็ตาม แต่นักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่า คนสวิสเริ่มที่จะกังวลปัญหาช่องว่างรายได้ในประเทศที่เริ่มแย่ลง

สิ่งที่ทำให้คนสวิสเริ่มไม่พอใจ อาจจะเกิดจากผลประกอบการของบริษัทสัญชาติสวิส ที่ต่างก็ติดลบกันมากมาย แต่ทีมผู้บริหารของบริษัทเหล่านั้น กลับได้เงินเดือนและโบนัสที่สูงมากเช่นเดิม หากแผนของรัฐบาลกลางสวิสนี้จะกลายเป็นนโยบายที่นำมาใช้จริง สวิสเซอร์แลนด์ จะกลายเป็นประเทศที่มีมาตรการคุมรายได้ของผู้บริหารฝั่งเอกชนที่เข้มงวดที่สุดของโลกทันที

ที่มา - BBC UK

โปรแกรมสะสมไมล์ของสายการบินและโรงแรมไม่ได้ทำให้คนกลับมาใช้บริการตัวเอง

By: toandthen on Mon, 2013-02-11 17:15

จากการเก็บข้อมูลล่าสุดของ Deloitte จากนักธุรกิจที่ใช้เครื่องบินบ่อยจำนวน 4,000 คนในสหรัฐฯ พบว่านักธุรกิจเหล่านี้ไม่ได้มีความ "ซื่อสัตย์" ต่อสายการบินหรือโรงแรมแบรนด์หนึ่งเลย เพียงแค่ 8% ที่ยอมใช้แบรนด์โรงแรมด้วยเหตุที่ต้องการสะสมไมล์กับโรงแรมนั้น และอีก 14% เท่านั้นที่จะยอมบินสายการบินที่ตัวเองเป็นสมาชิกอยู่ โดยสาเหตุของการที่ลูกค้าไม่ได้มีความซื่อสัตย์ต่อแบรนด์เหล่านี้ กลับเกิดจากสิ่งที่ถูกออกแบบมาให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการของตัวเองบ่อย ๆ ซึ่งก็คือระบบสมาชิกสะสมไมล์นั่นเอง

44% ของกลุ่มนักธุรกิจที่ถูกสอบถามเป็นสมาชิกของโรงแรมหรือสายการบิน 2 แบรนด์เป็นอย่างต่ำ ในขณะที่ 65% ของกลุ่มนักธุรกิจเหล่านี้ได้ร่วมใช้บริการจากระบบสมาชิกสะสมไมล์มากกว่า 2 แบรนด์ในรอบหกเดือนที่ผ่านมา จากในรายงาน Deloitte เชื่อว่าสาเหตุที่อธิบายพฤติกรรมนี้ได้ น่าจะเป็นสิทธิพิเศษที่ไม่เพียงพอของโปรแกรมสะสมไมล์เหล่านี้ หรือไม่ก็โปรแกรมสะสมไมล์เป็นบ่อเกิดของพฤติกรรมนี้เสียเอง

หนึ่งในผู้ที่ถูกสอบถาม บอกว่า เขาสมัครเป็นสมาชิกโปรแกรมสะสมไมล์โรงแรมมากกว่าครึ่งโหล แต่เขาไม่ได้ซื่อสัตย์ต่อแบรนด์ใดมากเป็นพิเศษ โดยเขาใช้สิทธิที่ได้รับในการเช็คว่ามีโปรโมชั่นพิเศษอะไรบ้างเท่านั้น

ในขณะเดียวกัน "ความคุ้มค่า" น่าจะเป็นเหตุผลหลักในการเลือกใช้บริการของสายการบินหรือโรงแรม โปรแกรมสะสมไมล์ กลับมีความสำคัญต่ำสุดอันดับ 6 ที่เป็นอาจเป็นตัวแปรที่ทำให้ลูกค้าเลือกใช้บริการของแบรนด์นั้น ๆ นอกจากความคุ้มค่าแล้ว ความสะดวกสบาย บริการที่จอดรถฟรี และสถานที่ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับลูกค้าในการเลือกใช้บริการโรงแรม สำหรับสายการบิน เวลาในการบินและเวลาที่ถึงจุดหมายปลายทาง และความปลอดภัยถือว่าสำคัญ แม้ว่ากลุ่มที่ถูกเก็บข้อมูลมากกว่าครึ่งบอกว่าพวกเขาพึงพอใจกับโปรแกรมสะสมไมล์

ลูกค้ามักจะเลือกกลับไปใช้บริการของโรงแรมและสายการบินที่สามารถทำให้บริการของตัวเองเป็นที่ประทับใจกับลูกค้ามากกว่า เช่น ความสะดวกสบาย ความคุ้มค่า และ Wi-Fi ฟรี Weissenberg รองประธานของ Deloitte กล่าวว่ามันค่อนข้างชัดเจนว่ากลุ่มธุรกิจในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและเดินทางจะต้องอัพเกมของตัวเอง เพื่อที่จะสร้างความซื่อสัตย์ต่อแบรนด์ของตัวเองในตัวลูกค้าในบริการแท้จริงของตัวเอง และจะต้องให้ลูกค้าได้มากกว่าบัตรสะสมไมล์

ที่มา - The Economist

Burger King กลับมาแล้วในฝรั่งเศสหลังจากปิดสาขาหมดในปี 1997

By: toandthen on Thu, 2012-12-27 18:08

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา Burger King ร้านอาหารจานด่วนที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก​ ได้เปิดสาขาแรกในฝร่ังเศสที่สนามบิน Marseilles ครั้งแรกตั้งแต่ 39 สาขาทั้งหมดในประเทศถูกปิดลงในปี 1997 เพราะไม่สามารถทำกำไรได้

สำนักข่าว AP อ้างว่าสาเหตุที่ Burger King ไม่สามารถที่จะทำกำไรได้ในฝรั่งเศสในตอนนั้น อาจเป็นเพราะว่ารสชาติไม่ถูกปากคนท้องถิ่น ในการกลับมารุกตลาดฝรั่งเศสอีกครั้ง Burger King จะต้องกลับมาสู้กับ McDonalds หรือที่คนท้องถิ่นเรียกกันติดปากไปแล้วว่า "แมค-โด" เชนร้านอาหารจานด่วนรายใหญ่ที่สุดของโลกที่กลับประสบความสำเร็จอย่างมากในฝรั่งเศส และมีสาขาแล้วกว่า 1,200 สาขาทั่วประเทศ

ความสำเร็จของ "แมค-โด" อาจจะอยู่ที่เมนูที่ถูกปรับให้ถูกปากคนท้องถิ่นมากกว่า เช่นเบอร์เกอร์ที่ใช้ขนมปังฝรั่งเศสแทนอย่าง McBaguette หรือแม้กระทั่ง Alpine Burger ที่ลูกค้ามีตัวเลือกในการเปลี่ยนชีสเป็นแบบที่ตัวเองชอบที่สุดได้

คราวนี้ Burger King ได้จับมือกับบริษัท Autogrill Group ที่ในขณะนี้เปิดร้านอาหารกว่า 900 สาขาแล้วทั่วฝรั่งเศสและประเทศยุโรปใกล้เคียงอื่น ๆ และก็ได้เป็นเจ้าของ Burger King กว่า 100 สาขาแล้วในอเมริกาเหนือและยุโรป

ที่มา - Time

หุ้นแอปเปิลร่วง จากการคาดหวังสูงเกินไปติดต่อกันหลายครั้ง

By: toandthen on Thu, 2012-11-08 22:10

ช่วงเปิดตัว iPhone 5 ที่ผ่านมานี้ หุ้นแอปเปิลทำลายสถิติมูลค่าสูงสุดตั้งแต่มีการซื้อขายหุ้นของบริษัท แต่หลังจากนั้นไม่นาน หุ้นแอปเปิลก็ตกลงมาอย่างรวดเร็ว หากนับที่มูลค่าวันนี้ มูลค่าในตลาดของแอปเปิลหายไปแล้ว 130 พันล้านดอลลาร์ หรือหายไป 21% ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมานี้ ถามว่าเพราะอะไร? คำตอบก็คงหนีไม่พ้นการความคาดหวังของตลาดที่สูงเกินไป

ก่อนหน้านี้นักวิจัยตลาดได้ออกมาทำนายผลประกอบการของแอปเปิลที่สูงมาก แต่ผลประกอบการจริงของแอปเปิลไม่ได้สูงตามที่คาดไว้ เช่น แอปเปิลกำไรไตรมาสที่แล้วได้ 8.2 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าที่ทำนายไว้, และเมื่อแอปเปิลขาย iPad ใหม่และ iPad mini ได้เพียงแค่ 3 ล้านเครื่อง นั้นก็ต่ำกว่าเป้าที่ทำนายไว้ ทำให้ตอนนี้นักเคราะห์ตลาดหลายรายเริ่มเปลี่ยนทิศทาง เช่น Jeffrey Gundlach จาก DoubleLine Capital ที่คาดว่าราคาหุ้นของแอปเปิลอาจจะเหลือเพียงแค่ 425 ดอลลาร์

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การที่มูลค่าหุ้นของแอปเปิลตกลงมามากขนาดนี้ ไม่ได้หมายความว่าแอปเปิลจะเริ่มมีปัญหาทางการเงิน หรือในธุรกิจ (แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าแอปเปิลอยู่ในช่วงขาลง) หากมาดูในวันเปิดตัว iPhone 5 ที่ผ่านมา แอปเปิลก็ทำลายสถิติยอดขายที่ตัวเองเคยทำไว้ แต่ปัญหาจริง ๆ อยู่ที่การคาดเดายอดจำหน่ายที่มากเกินจริง เช่น Piper Jaffray จาก Gene Munster ที่ออกมาบอกว่าแอปเปิลน่าจะขาย iPhone 5 ในสุดสัปดาห์แรกมากถึง 10 ล้านเครื่อง (จริง ๆ ขายได้ 5 ล้านเครื่อง)

ที่มา - BGR

ศาลยุโรปตัดสินแล้ว ป่วยระหว่างลาพักร้อนประจำปี ขอลาเพิ่มได้ มีผลบังคับใช้ทั่วยุโรป

By: toandthen on Sat, 2012-06-23 05:02

อีกหนึ่งสิ่งที่แรงงานยุโรปเป็นที่อิจฉาของแรงงานที่อื่นทั่วโลกคือสิทธิในการลาพักร้อนประจำปีที่แรงงานในทุกอุตสาหกรรมของประเทศพึงได้รับตามกฎหมาย โดยระยะเวลาลาพักร้อนประจำปีในยุโรปอยู่ที่ 4-6 สัปดาห์ต่อปี แต่ถ้าหากคุณเป็นแรงงานชาวยุโรปที่บังเอิญป่วยระหว่างลาพักร้อนล่ะ? ศาลของสหภาพยุโรปตัดสินแล้วว่าการลาพักร้อนกับการลาป่วยไม่เหมือนกัน และไม่ควรนับรวมกันหากทั้งสองอย่างบังเอิญทับกันพอดี

คดีนี้เริ่มจากพนักงานของห้างแห่งหนึ่งในสเปน ที่บังเอิญป่วยระหว่างลาพักร้อน และเขาไม่ได้รับสิทธิขอวันลาเพิ่มจากการที่เขาป่วยระหว่างลาพักร้อน จึงเกิดการฟ้องร้องขึ้นระหว่างนายจ้างกับตัวเขา และศาลในสเปนก็ได้ตัดสินว่าเหตุผลของการลาป่วยและลาพักร้อนนั้นมีจุดประสงค์ที่ต่างกัน และทั้งสองอย่างนี้ไม่ควรถูกนับซ้อนกันตามกฎหมายของประเทศสเปน ทำให้สุดท้ายกลุ่มเครือข่ายผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาในสเปน โดยศาลฎีกาได้ขอการคำแนะนำจากศาลยุโรปว่ากฎหมายแรงงานของสหภาพยุโรปเป็นอย่างไร

สุดท้ายแล้ว ศาลยุโรปซึ่งก่อนหน้านี้เคยตัดสินว่าแรงงานที่ป่วยก่อนวันลาหยุดพักร้อนประจำปีมีสิทธิขอเปลี่ยนตารางวันลาพักร้อนได้ ก็ได้ตัดสินว่าสิทธินี้ยังรวมไปถึงการป่วยระหว่างลาพักร้อนประจำปีอีกด้วย โดยตามปกติแล้วหากศาลยุโรปตัดสินแล้วจะถือว่าเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่มีผลประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรปทั้งหมด 27 ประเทศ

ที่มา - NYTimes

สเปนถูกปรับลดระดับความเชื่อถือลงมาอยู่ที่ BBB

By: toandthen on Fri, 2012-06-08 11:22

Fitch ได้ออกมาตัดเรทติ้งความน่าเชื่อถือของประเทศสเปนอีกครั้ง โดยในครั้งนี้ระดับความน่าเชื่อถือของสเปนอยู่ที่ BBB แค่สองอันดับสูงกว่าระดับ "ขยะ" หลังจากที่มีความเชื่อว่าจำนวนเงินที่สเปนต้องการใช้ในการกู้เศรษฐกิจของประเทศตัวเองนั้นมากกว่าที่คาดการณ์ก่อนหน้านี้อยู่มาก

ล่าสุดในการประมูลพันธบัตรของรัฐบาลสเปนนั้น ผลตอบแทนที่รัฐบาลสเปนจะต้องให้กับผู้ถือหนี้อยู่ที่ 6.044% มากกว่าเดิม 5.743% ทำให้รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของประเทศสเปนได้ออกมาบอกว่าประเทศของตน แทบจะถูกตัดออกจากการเข้าถึงแหล่งเงินเลยทีเดียว

ก่อนหน้านี้หลาย ๆ สถาบันเชื่อว่าสเปนต้องการเงินอย่างน้อยหกหมื่นล้านยูโร ไปจนถึงหนึ่งแสนล้านยูโรในการกอบกู้ระบบการเงินของประเทศ แต่สุดท้ายแล้วหากซีกการเงินของประเทศต้องการเงินมากกว่านี้ ธนาคารในประเทศอาจจะต้องหันไปหารัฐบาลของตัวเองหรือไม่ก็สหภาพยุโรป ในการขอความช่วยเหลือทางด้านการเงิน

อย่างไรก็ตาม Angela Merkel ผู้นำของเยอรมนียังแสดงจุดยืนที่มั่นคง และบอกว่าสหภาพยุโรปไม่ว่าเหตุการณ์จะเลวร้ายแค่ไหนก็ตาม จะพร้อมที่จะยื่นมือเข้าช่วยเสมอ

ที่มา - BBC

ออสเตรเลียชิงปรับลดอัตราดอกเบี้ย กลัวเศรษฐกิจหดตัว

By: toandthen on Tue, 2012-06-05 20:12

หลังจากที่เศรษฐกิจของประเทศจีนเริ่มหดตัว หลังจากที่ความต้องการสินค้าต่าง ๆ ในยุโรปลดลง ทำให้ประเทศที่ได้รับผลกระทบต่ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ทางด้านทรัพยากรกลับประเทศจีน ธนาคารกลางของออสเตรเลีย (Reserve Bank of Australia) จึงได้ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยของประเทศลงมาอยู่ที่ 3.5% จากเดิน 3.75% เพื่อกระตุ้นการลงทุนในประเทศ เตรียมรับยอดส่งออกที่จะลดลงอีก

โดยอีกตลาดที่อาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของออสเตรเลีย ก็คือสหรัฐอเมริกา ซึ่งในตอนนี้ก็มีการเติบโตที่น้อยลงกว่าที่คาดหมายไว้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเลขอัตราจ้างงานที่เพิ่งออกมาสำหรับเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี้ ส่งผลให้แร่ธาตุและวัตถุดิบต่าง ๆ เช่นเหล็กและถ่ายหินที่จะถูกส่งออกไปยังประเทศจีนก่อนจะถูกแปรรูปออกมาเป็นค้า ย่อมมียอดที่น้อยลงกว่าเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในขณะเดียวกันเศรษฐกิจภายในประเทศของออสเตรเลียก็ยังมีปัญหาของมันเองอีกเช่นกัน โดยเฉพาะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่มีราคาลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าก่อนหน้านี้ธนาคารกลางก็เพิ่งลดอัตราดอกเบี้ยไป ในขณะที่ยอดขายการจับจ่ายสินค้าปลีกภายในประเทศก็ลดลงอีก 0.2% ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา

นักเศรษฐศาสตร์ที่ AMP Capital เชื่อว่าสุดท้ายแล้วแรงกดดันต่าง ๆ จะบังคับให้ธนาคารกลางของออสเตรเลียต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งอย่างแน่นอนภายในครึ่งปีหลังจากนี้

ที่มา - BBC

Pages

Subscribe to RSS - toandthen's blog