magnamonkun's blog

ปิดดีล! กลุ่มเซ็นทรัลจับมือกลุ่มเหงียนคิมเข้าซื้อกิจการ บิ๊กซี เวียดนาม

By: magnamonkun on Tue, 2016-05-03 17:01

แม้ในไทยบิ๊กซีจะได้ผู้ถือหุ้นใหม่เป็นกลุ่มทีซีซีแลนด์ไปแล้ว แต่ในเวียดนามกลับไม่มีความคืบหน้า เพราะยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจา ล่าสุดบิ๊กซี เวียดนาม ก็ได้เจ้าของใหม่คือ กลุ่มเซ็นทรัล เวียดนาม (Central Group Vietnam) เรียบร้อยแล้ว โดยมูลค่าของดีลดังกล่าวอยู่ที่ 920 ล้านยูโร หรือ 37.1 พันล้านบาทไทย

นายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการ บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด เผยว่า การซื้อกิจการบิีกซีเวียดนามของกลุ่มเซ็นทรัลเวียดนาม เป็นการตอกย้ำเป้าหมายในการขยายกิจการสู่ภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง โดยในเวียดนามเอง กลุ่มเซ็นทรัล ก็ได้จับมือกับกลุ่มเหงียนคิม ในการเปิดกิจการห้างสรรพสินค้าโรบินส์ (โรบินสัน) ในเวียดนามตั้งแต่ พ.ศ. 2554 และเป็นพันธมิตรที่ดีกันมาตลอด จนกระทั่งสามารถซื้อกิจการบิ๊กซีได้สำเร็จ

สำหรับบิ๊กซีเวียดนาม ได้เปิดดำเนินการมาแล้วกว่า 18 ปี มีสาขาอยู่ทั้งหมด 43 สาขา แบ่งเป็นสาขาไฮเปอร์มาร์เก็ต 33 สาขา และคอนวีเนี่ยนสโตร์ (มินิบิ๊กซี) 10 สาขา ในจำนวนนี้เป็นสาขาที่พัฒนาในรูปแบบศูนย์การค้า 30 สาขา และทำยอดขายใน พ.ศ. 2558 ได้สูงถึง 586 ล้านยูโร

ที่มา - Central Group

ทางด่วนกรุงเทพ และ รถไฟฟ้ากรุงเทพ ควบกิจการเป็น "ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ" แล้ว

By: magnamonkun on Wed, 2015-12-30 23:37

เมื่อต้นปี พ.ศ. 2558 มีข่าวใหญ่จากฝั่งธุรกิจขนส่งมวลชน เมื่อ บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ประกาศควบรวมกิจการกันเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับทั้งสองบริษัท ในวันนี้การควบรวมกิจการของทั้งสองก็เสร็จสิ้นลงเรียบร้อยแล้ว และได้ชื่อบริษัทใหม่คือ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (SET: BEM)

โดยในวันนี้ BMCL และ BECL ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า นายทะเบียนบริษัทมหาชนจำกัด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้รับจดทะเบียนการควบบริษัทดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป ทั้ง BMCL และ BECL ถือว่าหมดสภาพการเป็นนิติบุคคล และทรัพย์สิน หนี้สิน สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบทั้งหมดของ BMCL และ BECL จะถูกโอนให้ไปอยู่ในความรับผิดชอบของ BEM ทั้งหมด นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ก่อนหน้านี้ BMCL และ BECL ได้แจ้งขอขึ้นเครื่องหมาย SP หรือคำสั่งห้ามสั่งซื้อหรือสั่งขายเป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2558 หลังผ่านการอนุมัติการเปลี่ยนคู่สัญญาตามสัญญาสัมปทานของแต่ละโครงการจากคณะรัฐมนตรี เพื่อเริ่มขั้นตอนการควบรวมกิจการในขั้นตอนสุดท้าย

ในวันเดียวกัน (30 ธันวาคม) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก็ได้ประกาศเพิกถอน BMCL และ BECL ออกจากการเป็นหุ้นจดทะเบียนอย่างเป็นทางการ และประกาศขึ้นทะเบียน "BEM" เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2559 เป็นต้นไป โดยนักลงทุนจะได้รับหุ้นของ BEM ตามจำนวนหุ้นของ BMCL และ BECL ที่ถืออยู่รวมกัน และจะสามารถซื้อขายหุ้น BEM ได้ตามปกติตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2559 เป็นต้นไป

ที่มา - ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (หนังสือแจ้งขอขึ้นเครื่องหมาย SP, หนังสือแจ้งผลการจดทะเบียนควบบริษัทฯ, หนังสือแจ้งเพิกถอนหลักทรัพย์)

จีทีเอช เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "จีดีเอช 559" ปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่ เอาพนักงาน ผู้กำกับและนักแสดงถือหุ้นแทน

By: magnamonkun on Wed, 2015-12-30 00:34

หลังจากการประกาศการยุติการดำเนินการของค่ายหนังจีทีเอชเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน พร้อมกับระบุว่าจะตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาดำเนินการแทนนั้น ในวันนี้ (30 ธันวาคม) ทางจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ (SET:GRAMMY) และหับโห้หิ้น บางกอก ได้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวชื่อบริษัทใหม่อย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว

โดยบริษัทใหม่ที่ทางจีทีเอชจะนำมาดำเนินการแทนมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า บริษัท จีดีเอช 559 จำกัด โดยคำว่า จีดีเอช (GDH) ย่อมาจากคำว่า Gross Domestic Hapiness ซึ่งหมายถึง หน่วยวัดความสุขของผู้ชมและคนทำงาน หรือหมายความได้อีกอย่างหนึ่งคือ GMM Grammy + Director + Hub Ho Hin Bangkok ส่วนตัวเลข 559 คือตัวเลขวันเปิดทำการวันแรกคือวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2559 และยังพ้องกับจำนวนผู้ถือหุ้นใหม่ทั้ง 59 คนด้วย

สิ่งที่เปลี่ยนไปจาก จีทีเอช คือ จีดีเอช 559 จะยังคงรักษาฐานการถือครองหุ้นในบริษัทในสัดส่วนเหมือนเดิม คือ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ 51% หับโห้หิ้น บางกอก 15% ส่วนอีก 34% ที่เป็นของไท เอ็นเตอร์เทนเมนต์เดิมนั้น จะโอนให้พนักงาน ผู้กำกับ และนักแสดงถือหุ้นแทน ซึ่งนักแสดงที่เข้ามาถือหุ้นในบริษัทนี้มีเพียงสองคน คือ นายซันนี่ ซี สุวรรณเมธานนท์ และ นายฉันนทวิช ธนะเสวี

ทั้งนี้ บริษัท จีดีเอช 559 จำกัด มีทุนจดทะเบียนบริษัท 150 ล้านบาท (น้อยกว่าจีทีเอชที่จดทะเบียน 300 ล้านบาท) จะเริ่มดำเนินการวันแรก คือวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2559 ณ สถานที่ทำการเดิมของจีทีเอช ซอยสุขุมวิท 31 (สวัสดี) โดยมีนางสาวจินา โอสถศิลป์ เป็นประธานกรรมการบริษัท และจะเริ่มผลิตละครโทรทัศน์/ภาพยนตร์ทันที 5 เรื่อง คือ "ไดอารี่ ออฟ ตุ๊ดส์ซี่" ทุน 20 ล้านบาท, "แก๊สโซฮัก" ทุน 25 ล้านบาทจากไลน์ประเทศไทย, "ไอซียู" ทุน 25 ล้านบาท, "มาลี เพื่อนรักพลังพิสดาร ภาค 2" ทุน 20 ล้านบาท และภาพยนตร์ 2 เรื่อง ทุน 50 ล้านบาท ซึ่งเรื่องแรกมีกำหนดฉายในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2559 และเรื่องที่สองจะเริ่มเดินกล้องถ่ายทำในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน พ.ศ. 2559

ที่มา - มติชน

ปิดตำนานค่ายหนังอารมณ์ดี จีเอ็มเอ็ม ไท หับ ประกาศยุติการดำเนินการบริษัท 31 ธันวาคม พ.ศ. 2558

By: magnamonkun on Fri, 2015-11-13 14:03

หลังจากที่มีข่าวลือมาก่อนหน้ามาเมื่อหลายวันก่อนว่า บริษัท จีเอ็มเอ็ม ไท หับ จำกัด หรือค่ายหนังจีทีเอช จะยุติการดำเนินการบริษัทลงด้วยเหตุการไม่ลงรอยของสองในสามผู้บริหารที่ร่วมทุนกัน วันนี้ (13 พฤศจิกายน 2558) ทาง จีเอ็มเอ็ม ไท หับ ได้จัดแถลงข่าวด่วนผ่านรายการวันบันเทิง ทางช่องวัน เพื่อยืนยันว่าข่าวลือที่ลือกันมาเป็นเรื่องจริง โดยบริษัทจะยุติการดำเนินการและบทบาททั้งหมดตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป

โดยทางจีทีเอชให้เหตุผลว่าเหตุการณ์ที่ไม่ลงรอยกันมีอยู่ด้วยกันสองเหตุผล คือทาง ไท เอ็นเตอร์เทนต์เมนต์ ต้องการนำจีทีเอชเข้าตลาดหลักทรัพย์เพื่อเปิดให้บริษัทมีเงินทุนเป็นจำนวนมากที่จะสามารถพัฒนาโปรเจกต์ใหญ่ๆ ได้ แต่กลับกันทาง หับโห้หิ้น บางกอก มองว่าการเข้าตลาดหลักทรัพย์ยังเร็วไปสำหรับจีทีเอช ซึ่งควรรออย่างน้อย 1-3 ปีก่อนแล้วค่อยพิจารณากันอีกครั้ง และหับโห้หิ้นยังมองเพิ่มอีกว่า การเข้าตลาดหลักทรัพย์ จะเป็นการทำลายจุดแข็งเรื่องอารมณ์ของภาพยนตร์ที่จีทีเอชแข็งแกร่งมาตลอดไป เพราะก่อนหน้านี้จีทีเอชดำเนินการแบบค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป และใส่ใจคุณภาพของเนื้องานมาตลอด การเข้าตลาดหลักทรัพย์จะสร้างความกดดันให้กับทีมงานจนคุณภาพของงานต่ำลงกว่ามาตรฐานที่ควรจะเป็น ซึ่งเมื่อความเห็นไม่ลงรอย จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ที่เป็นบริษัทร่วมทุนที่ 3 จึงเสนอให้ทั้งสองผู้บริหารคุยกันให้เรียบร้อยก่อน เพราะแกรมมี่เองก็มองเห็นถึงข้อดีของสองแนวทาง แต่ไม่เลือกว่าจะดำเนินการทางไหน

เมื่อเวลาผ่านไป ความไม่ลงรอยก็เพิ่มมากขึ้น ตัวแทนผู้บริหารของจีทีเอชจึงตกลงกันที่จะยุบบริษัท และยุติบทบาทในการดำเนินการ เพื่อลดความขัดแย้งลง โดยจะเริ่มยุติแผนการดำเนินการตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป และบริษัทจะโอนสิทธิ์การบริหารงานให้กับ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) (SET:GRAMMY) ผ่านตัวแทนใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้นหลังจากนี้ต่อไป

ทั้งนี้จีทีเอชได้ฝากผลงานชิ้นสุดท้าย คือคอนเสิร์ต "Star Theque" GTH 11 ปีแสงคอนเสิร์ต และซีรีส์ บันทึกของ "ตุ๊ด" ที่จะออกอากาศทางช่องจีเอ็มเอ็ม 25 ในช่วงต้นปีหน้า เป็นสองผลงานสุดท้ายก่อนยุติการดำเนินการบริษัทครับ

ที่มา - รายการวันบันเทิง ช่องวัน, มติชน, จีเอ็มเอ็ม ไท หับ

รถไฟฟ้ากรุงเทพ ประกาศควบกิจการกับ ทางด่วนกรุงเทพ เข้าเป็นบริษัทเดียวกันเพื่อความคล่องตัวในการบริหาร

By: magnamonkun on Wed, 2015-01-21 23:35

ในที่ประชุมของ บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (SET: BMCL) และ บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (SET: BECL) สองบริษัทบริหารโครงการขนส่งมวลชนที่ถือหุ้นใหญ่โดย ช. การช่าง ในวันนี้ ได้มีมติเห็นชอบที่จะควบกิจการทั้งสองบริษัทเข้าเป็นบริษัทเดียวกัน เพื่อความคล่องตัวในการบริหารการจัดการโครงการขนส่งมวลชนต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต

โดยที่ประชุมของ BMCL ระบุเบื้องต้นว่า บริษัทใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้นหลังจากการประกาศควบกิจการกันในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เบื้องต้นทั้งหมด 5 ข้อ ดังต่อไปนี้

  1. ขยายและต่อยอดธุรกิจของทั้งสองบริษัท - หลังจากการควบรวมกิจการ บริษัทใหม่จะเข้ามาบริหารโครงการขนส่งมวลชนในปัจจุบันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทางพิเศษที่เป็นของ BECL เดิม, บริหารและให้บริการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล ตามอายุสัมปทานคงเหลือกับ รฟม. และเดินรถในโครงการ รถไฟฟ้ามหานคร สายสีม่วงเหนือ ที่ BMCL เพิ่งผ่านเงื่อนไขการประมูลมาได้ อีกทั้งบริษัทใหม่ยังมีแผนที่จะพัฒนาโครงการเชิงพาณิชย์ ในโครงการรถไฟฟ้า และทางพิเศษที่เกี่ยวเนื่องทั้งหมด
  2. เสริมสร้างศักยภาพขององค์กรใหม่ - บริษัทใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้น จะมีศักยภาพในการบริหารการจัดการ รวมถึงพร้อมที่จะลงแข่งขันในการประมูลโครงการใหม่ๆ จากรัฐบาลเพิ่มมากขึ้น ทั้งเรื่องการเงิน, บุคลากร, และการแข่งขันในเชิงธุรกิจ
  3. ผสานจุดแข็งของแต่ละบริษัทเข้าด้วยกัน - บริษัทใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้น จะมีจุดแข็งจากการบริหารโครงการขนส่งมวลชนทั้งหมด โดยจุดแข็งด้านนี้จะช่วยให้บริษัทใหม่เป็นบริษัทที่ค่อนข้างน่ากลัวในตลาด อีกทั้งยังช่วยเพิ่มอำนาจการต่อรองเพื่อให้บริษัทมีเงินทุนหมุนเวียนเข้ามาในบริษัทมากขึ้น และประโยชน์ในเรื่องนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าทั้งสองบริษัทไม่ควบกิจการกัน
  4. เพิ่มโอกาสที่จะเข้าไปลงทุนในโครงการต่างๆ ทั้งในประเทศและนอกประเทศ - จากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน BMCL และ BECL ต่างเล็งเห็นโอกาสที่จะเปิดแผนธุรกิจรูปแบบใหม่ รวมถึงการบุกเข้าไปในตลาดอาเซียนเพื่อเข้าไปสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานขนาดใหญ่เพื่อรองรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในอนาคต
  5. เสริมสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรต่อนักลงทุนให้เข้มแข็งมากขึ้น - ปัจจุบันทั้ง BMCL และ BECL เป็นสมาชิกของ SET100 แต่มีฐานคนละประเภทกัน การควบรวมกิจการในครั้งนี้จะทำให้บริษัทใหม่มีลักษณะของหุ้นที่มีการเติบโต และมีลักษณะของหุ้นที่มีการปันผลไปพร้อมๆ กัน อีกทั้งยังทำให้มูลค่าของตลาดพุ่งขึ้นไปถึงอันดับที่ 35 ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ด้วยมูลค่ารวมของบริษัทที่ 78,403 ล้านบาท และบริษัทใหม่จะมีความพร้อมในการเข้าเป็นสมาชิกของ SET50 ซึ่งจะทำให้เป็นบริษัทที่มีความน่าสนใจต่อนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น และจะส่งผลให้สภาพคล่องของบริษัทนั้นสูงขึ้นตามลำดับ

ทั้งนี้ BMCL แจ้งในเบื้องต้นว่า ทั้งสองบริษัทยังไม่ได้กำหนดชื่อของบริษัทใหม่ที่จะเกิดขึ้นหลังจากควบรวมกิจการแต่อย่างใด ซึ่งการตั้งชื่อบริษัทใหม่ บริษัทจะจัดการประชุมกับผู้ถือหุ้นของทั้งสองบริษัท เพื่อหาข้อสรุปต่อไปรวมถึงขออนุมัติการควบรวมกิจการในวันที่ 2 เมษายน 2558 โดยเบื้องต้น บริษัทใหม่จะมีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว 15,285 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 15,285,000,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1 บาท ซึ่งเท่ากับทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วของทั้ง BMCL และ BECL เดิมครับ

ที่มา - ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ธนินท์ เจียรวนนท์ เตรียมซื้อคืน โลต้ส จาก เทสโก้ ตีมูลค่าเบื้องต้นที่หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ

By: magnamonkun on Thu, 2014-11-20 18:18

สำนักข่าว Reuters อ้างข่าวจากแหล่งข่าวไม่ระบุตัวตนว่าในขณะนี้ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้เริ่มเจรจากับธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย เพื่อขอสนับสนุนแหล่งเงินทุนในการเข้าร่วมการประมูลกิจการเทสโก้ โลตัสในประเทศไทย ที่ปัจจุบันมีสาขาให้บริการกว่า 1,737 สาขา หรือคิดเป็น 3 ใน 4 ของจำนวนสาขาทั้งหมดในเอเชีย ด้วยมูลค่าที่คาดว่าจะสูงถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 320,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ Reuters ระบุว่าการตัดสินใจของนายธนินท์ ในครั้งนี้นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ค่อนข้างเด็ดเดี่ยว และเด็ดขาด อีกทั้งยังเป็นการย้ำว่าตลาดธุรกิจค้าปลีกของประเทศไทยยังสามารถเติบโตขึ้นไปได้อีก ถึงแม้ว่าสถานะทางการเมืองในประเทศไทยยังคงสุ่มเสี่ยงและมีแรงกดดันอยู่อย่างต่อเนื่องก็ตาม

อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวที่ไม่ขอเปิดเผยตัวตนได้บอกกับ Reuters เพิ่มเติมว่า ข้อเสนอทั้งหมดนี้ นายธนินท์ จะให้เครือเจริญโภคภัณฑ์เป็นคนจัดการให้ทั้งหมด เนื่องจากเดิมเครือเจริญโภคภัณฑ์กับ Tesco เองก็เป็นพันธมิตรทางธุรกิจร่วมกันใน เทสโก้ โลตัส กว่า 2 ทศวรรษแล้ว อีกทั้งธนาคารพาณิชย์ และแหล่งเงินทุนรายอื่นๆ ต่างก็ออกมาติดต่อนายธนินท์ เพื่อขอสนับสนุนเงินทุนในการประมูลกิจการกลับมาเป็นจำนวนมากเช่นกัน แต่ทั้งนี้เรื่องราวทั้งหมดยังคงอยู่ในระหว่างการเจรจาขั้นต้น และยังคงเป็นความลับภายในต่อไป

ที่มา - Reuters

กลุ่มทุนทั้งไทยและต่างประเทศ เตรียมทำศึกแย่งชิง "เทสโก้ โลตัส"

By: magnamonkun on Sun, 2014-11-02 13:08

หลังจากที่ก่อนหน้านั้นมีข่าวลือว่า Tesco PLC (ISEQ: TCO) อาจจะถอนทุนออกจากประเทศไทย โดยการเปิดประมูลกิจการเทสโก้โลตัส (ซึ่งเทสโก้โลตัสออกมาปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง) แต่ล่าสุดหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 1 พฤศจิกายน 2557 เปิดเผยจากแหล่งข่าวภายในของวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยว่า ตอนนี้เริ่มมีกลุ่มทุนทั้งในไทยและต่างประเทศเริ่มให้ความสนใจในการเข้าซื้อกิจการที่คาดกันว่าน่าจะเกิดขึ้นจริงๆ ในครั้งนี้แล้ว หลังจากที่มีข่าวว่า Dave Lewis จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทยในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนนี้

ทั้งนี้บริษัทที่คาดว่าจะเข้ามาร่วมประมูลซื้อกิจการในครั้งนี้มีทั้งหมด 6 บริษัททั้งในและต่างประเทศ อันประกอบไปด้วย เบอร์รี่ ยุคเคอร์, กลุ่มเซ็นทรัล, เครือเจริญโภคภัณฑ์, Walmart, Aeon และ Dairy Farm โดยที่มีความเห็นของแต่ละบริษัท ดังต่อไปนี้ครับ

  • เบอร์รี่ ยุคเคอร์ - ต้องการประมูลเพื่อเปิดตลาดค้าปลีกให้กับธุรกิจของบริษัท และภายในกลุ่มไทยเบฟฯ ซึ่งการประมูลครั้งนี้เป็นการประมูลครั้งที่สอง หลังจากที่ครั้งแรกพ่ายแพ้ให้กับ Casino Groupe ในการประมูลกิจการคาร์ฟูร์ในประเทศไทย
  • กลุ่มเซ็นทรัล - ต้องการเพิ่มหน่วยธุรกิจให้กับบริษัท เพราะหุ้นที่มีอยู่ในบิ๊กซี ไม่เพียงพอต่อการเป็นผู้มีอำนาจควบคุม ถึงแม้เมื่อเร็วๆ นี้จะลงทุนไปกับการเปิดสาขาท็อปส์ ซูเปอร์สโตร์ สาขาแรกที่เซ็นทรัล ศาลายา ไปกว่า 120 ล้านบาทก็ตาม
  • เครือเจริญโภคภัณฑ์ - ไม่ระบุความเห็น แต่คาดว่าเพราะต้องการปกป้องธุรกิจของตน
  • Walmart (สหรัฐอเมริกา) - เห็นช่องทางในการเข้ามาดำเนินการภายในเอเชีย หลังจากที่ก่อนหน้าใช้ความพยายามอย่างมากแต่ไม่ประสบความสำเร็จ
  • Aeon (ญี่ปุ่น) - ต้องการเพิ่มอำนาจให้กับแบรนด์ Maxvalue ที่เพิ่งจะขยายกิจการเข้ามาในประเทศไทย
  • Dairy Farm (สิงคโปร์) - เห็นช่องทางในการดำเนินธุรกิจภายในประเทศไทย

นอกจากนี้ยังมีการคาดกันว่า กลุ่มเบอร์รี่ ยุคเคอร์ และไทยเบฟเวอเรจ อาจจะเป็นบริษัทที่ทุ่มให้กับการประมูลกิจการในครั้งนี้มากที่สุด เพราะด้วยความต้องการที่จะทำธุรกิจค้าปลีกอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตามกลุ่มเบอร์รี่ ยุคเคอร์ อาจจะไม่ลุยเดี่ยวเหมือนครั้งคาร์ฟูร์ แต่อาจจะหาบริษัทต่างชาติมาร่วมทุนเพื่อเข้าประมูลกิจการในครั้งนี้ครับ

ที่มา - หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 (แฟ้มภาพ)

แกรนด์คาแนลแลนด์เปิดตัวโครงการอาคารสูงสุดในอาเซียน 125 ชั้น มูลค่าโครงการ 18,000 ล้านบาท

By: magnamonkun on Tue, 2014-10-14 13:51

บริษัท แกรนด์ คาแนล แลนด์ จำกัด (มหาชน) (GLAND) เปิดเผยว่า มติที่ประชุมของบริษัทเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ได้อนุมัติให้บริษัทดำเนินการพัฒนาโครงการอาคารอสังหาริมทรัพย์แบบประสมความสูง 125 ชั้น (615 เมตร) ภายในพื้นที่โครงการเดอะ แกรนด์ พระราม 9 บริเวณสี่แยกพระราม 9 - รัชดาภิเษก - ดินแดง (ที่ตั้งศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9) โดยตั้งทุนในการก่อสร้างโครงการทั้งหมดไว้ที่ 18,000 ล้านบาท

สำหรับอาคารดังกล่าวจะประกอบไปด้วยพื้นที่ศูนย์การค้า ส่วนโรงแรม อาคารศูนย์ประชุม และส่วนอาคารสำนักงานระดับพรีเมี่ยม โดยมีพื้นที่ให้เช่าทั้งหมด 149,083 ตารางเมตร บนพื้นที่ก่อสร้างทั้งหมด 322,645 ตารางเมตร โดยแกรนด์คาแนลแลนด์คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ใช้เวลาในการดำเนินการก่อสร้างโครงการทั้งหมด 6 ปี และคาดว่าเมื่อแล้วเสร็จ อาคารหลังนี้ก็จะกลายเป็นอาคารระฟ้าที่สูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียน

สำหรับที่มาของโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจากการที่บริษัทเล็งเห็นว่า ที่ดินในพื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพในการพัฒนาให้กลายเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจแห่งใหม่ของกรุงเทพมหานคร ดังนั้นบริษัทจึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ และมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น เพื่อให้สอดคล้องกับตัวพื้นที่ตั้งให้ได้มากที่สุด แทนการพัฒนาโครงการตามแผนธุรกิจเดิมที่เคยได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมเมื่อวันที 28 เมษายน พ.ศ. 2554 และวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2556

พร้อมกันนั้น มติที่ประชุมยังได้มีการอนุมัติให้บริษัทออกและเสนอขายหุ้นกู้ในวงเงินไม่เกิน 4,000 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาโครงการต่างๆ ของบริษัทในอนาคตต่อไป

ที่มา - สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

Subscribe to RSS - magnamonkun's blog