chayaninw's blog

พนักงาน McDonald's: "ผู้จัดการร้านบอกให้ใช้มัสตาร์ดทาแผลลวก"

By: chayaninw on Tue, 2015-03-17 15:11

พนักงานร้านฟาสต์ฟูด McDonald's ในสหรัฐอเมริกา ได้ยื่นเรื่องร้องเรียน 28 ฉบับใน 19 เมืองในสหรัฐ โดยระบุว่าได้รับบาดเจ็บแผลไหม้จากการทำงานในร้าน McDonald's

กลุ่มรณรงค์ด้านสิทธิแรงงาน Fight for $15 เป็นผู้ที่ช่วยเหลือพนักงานดังกล่าวในการยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงานความปลอดภัยและอนามัยในการทำงาน (Occupational Safety and Health Administration) และแถลงข่าวเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว

ข้อร้องเรียนเหล่านี้ กล่าวหาว่า ร้าน McDonald's เหล่านี้ ทั้งที่ร้านของบริษัทเองและร้านแฟรนไชส์ มีสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นอันตราย เช่น การให้พนักงานทำความสะอาดหม้อทอดทั้งที่น้ำมันยังร้อนอยู่ ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม พื้นเปียกหรือลื่น ไปจนถึงไม่มีอุปกรณ์ปฐมพยาบาลในร้าน นอกจากนี้ยังกล่าวด้วยว่า การบาดเจ็บจากการทำงาน มีสาเหตุจากที่มีพนักงานไม่พอ และกดดันให้ทำงานอย่างรวดเร็วเกินไป

Brittney Berry พนักงานร้าน McDonald's ในเมืองชิคาโก ได้ให้การว่า "ผู้จัดการของฉันกดดันให้ทำงานรวดเร็วขึ้น และระหว่างที่ฉันพยายามจะทำให้ได้ตามคำสั่ง ฉันก็ลื่นบนพื้นเปียก และแขนฉันก็ไปโดนเตาย่างที่ยังร้อนอยู่" และ "ผู้จัดการบอกให้ฉันใช้มัสตาร์ดทาแผล แต่สุดท้ายฉันก็ต้องถูกรีบนำส่งโรงพยาบาลด้วยรถพยาบาล"

ในอีกกรณีหนึ่ง Martisse Campbell พนักงานในเมืองฟิลาเดลเฟีย ระบุว่าผู้จัดการร้านเคยให้เพื่อนร่วมงานของเขาใช้มายองเนสทาแผลไหม้จากการโดนหม้อทอด

โฆษกของบริษัท McDonald's เน้นย้ำว่าบริษัทให้ความสำคัญกับความปลอดภัย และจะทำการสอบทานตามข้อกล่าวหาเหล่านี้ แต่ก็ตั้งข้อสังเกตไปพร้อมกันว่า ข้อร้องเรียนเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนกลยุทธ์ของกลุ่มรณรงค์ที่มุ่งเป้าไปที่แบรนด์ของ McDonald's และพยายามจะสร้างกระแสในสื่อ

จากการศึกษาของ Hart Research Associates ที่สำรวจพนักงาน 1,426 คนที่ทำงานในร้านฟาสต์ฟูดยี่ห้อต่างๆ พบว่า ประมาณ 79% เคยถูกลวกอย่างน้อยหนึ่งครั้งจากการทำงาน พนักงาน 36% ระบุว่า ไม่มีอุปกรณ์ปฐมพยาบาลให้ใช้ และพนักงาน 33% ระบุว่า เคยถูกบอกให้รักษาแผลด้วยเครื่องปรุงต่างๆ เช่นมายองเนส เนย หรือมัสตาร์ด

ที่มา - The Guardian, USA Today

ที่มาภาพ - Mike Mozart

ร้านเฟอร์นิเจอร์ Ikea สั่งห้ามเล่นซ่อนหาในร้าน

By: chayaninw on Tue, 2015-03-17 14:10
Tags: 

แผนการของคนหลายหมื่นคนในเนเธอร์แลนด์ ที่จะเล่นซ่อนหาในร้าน Ikea เป็นอันต้องพับไป หลังจากที่บริษัท Ikea ได้ออกมาสั่งห้าม ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย

หน้ากิจกรรมใน Facebook เพื่อนัดเล่นซ่อนหาวันที่ 16 พฤษภาคม ในร้าน Ikea สาขาเมืองไอนท์โฮเฟิน มีคนตอบรับเข้าร่วมถึง 32,000 คน และยังมีคนกดเข้าร่วมงานในอัมสเตอร์ดัม กับอูเทรคต์ 19,000 และ 12,000 คนตามลำดับ

Martina Smedberg โฆษกกลุ่ม Ikea ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Bloomberg ว่า กิจกรรมนี้เป็นเรื่องที่ควบคุมยาก "เราจำเป็นต้องมั่นใจว่าทุกคนปลอดภัยในร้านของเรา ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ยากถ้าเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครอยู่ตรงไหน"

ทีมจัดงานได้ประกาศบนหน้ากิจกรรมบน Facebook ว่า กำลังมองหาสถานที่อื่นทดแทน

การได้เล่นซ่อนหาในร้าน Ikea ที่มีชื่อเสียงเรื่องความใหญ่และซับซ้อนเหมือนเขาวงกต น่าจะเป็นความใฝ่ฝันของคนรักสนุกจำนวนไม่น้อย เมื่อปีที่แล้ว Ikea ในเบลเยียมได้อนุญาตให้จัดเล่นซ่อนหาในร้านสาขาเมืองวิลไรค์ ซึ่งมีเข้าร่วมประมาณ 500 คน โดย Elise De Rijck ผู้จัดงาน บอกว่าผู้เล่นเข้าไปซ่อนในตู้เย็น ใต้กองตุ๊กตา ในถุงช็อปปิง ไปจนถึงในช่องเก็บของใต้เตียง

ที่มา - Bloomberg, Huffington Post

ที่มาภาพ - Dan Kamminga

ปรับสถาบันการเงินในสหรัฐ ให้สัญญาออกบทวิเคราะห์ดีแลกรับงาน IPO

By: chayaninw on Fri, 2014-12-12 14:24

หน่วยงานกำกับดูแลอุตสาหกรรมการเงินของสหรัฐอเมริกา (Financial Industry Regulatory Authority: FINRA) ได้ปรับเงินสถาบันการเงิน 10 แห่ง รวมกัน 43.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.4 พันล้านบาท) เนื่องจากสถาบันการเงินเหล่านี้ ได้ให้ฝ่ายวิเคราะห์วิจัยตราสารทุนของตัวเอง เข้าร่วมในการเสนองานเพื่อรับเป็นผู้จัดจำหน่ายหุ้น (underwriter) ให้กับบริษัทของเล่น Toy "R" Us

FINRA ระบุว่า Toy "R" Us ได้ขอให้สถาบันการเงิน 10 แห่งนี้ เข้าร่วมเสนองานในการออกขายหุ้นของ Toy "R" Us โดยที่ให้ฝ่ายวิเคราะห์วิจัยตราสารทุน มานำเสนอมุมของนักวิเคราะห์ด้วย ซึ่ง Toy "R" Us ได้แสดงออกว่า มุมมองของฝ่ายวิเคราะห์เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ ซึ่งสถาบันการเงินแต่ละแห่งก็ได้มีการสื่อสารกับบริษัทว่า จะออกผลวิเคราะห์ในทางที่เป็นคุณกับ Toy "R" Us แลกกับการได้รับงานในการเสนอขายหุ้น

การสัญญาว่าจะออกบทวิเคราะห์ในทางที่เป็นประโยชน์เพื่อเสนอขายงาน ผิดข้อบังคับของ FINRA ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลอุตสาหกรรมการเงินของสหรัฐ

สถาบันการเงินที่โดนปรับ ประกอบไปด้วย

  • Barclays Capital Inc. 5 ล้านดอลลาร์
  • Citigroup Global Markets Inc. 5 ล้านดอลลาร์
  • Credit Suisse Securities (USA), LLC 5 ล้านดอลลาร์
  • Goldman, Sachs & Co. 5 ล้านดอลลาร์
  • JP Morgan Securities LLC 5 ล้านดอลลาร์
  • Deutsche Bank Securities Inc. 4 ล้านดอลลาร์
  • Merrill Lynch, Pierce, Fenner & Smith Inc. 4 ล้านดอลลาร์
  • Morgan Stanley & Co., LLC 4 ล้านดอลลาร์
  • Wells Fargo Securities, LLC 4 ล้านดอลลาร์
  • Needham & Company LLC 2.5 ล้านดอลลาร์

ที่มา - BBC News, FINRA

ผลสอบเบื้องต้นอียู: ข้อตกลงภาษีระหว่างไอร์แลนด์-แอปเปิล อาจผิดกฎหมาย

By: chayaninw on Tue, 2014-09-30 23:38

คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission: EC) ได้เผยแพร่ผลการสอบสวนเบื้องต้น ว่าข้อตกลงด้านภาษีระหว่างประเทศไอร์แลนด์ กับบริษัทแอปเปิล อาจจะเข้าข่ายการอุดหนุนจากรัฐ (state aid) ที่ผิดกฎข้อบังคับของสหภาพยุโรป

ประเด็นที่ EC มองว่า ไอร์แลนด์อาจกระทำผิด เป็นเรื่องหลักเกณฑ์การกำหนดราคาสำหรับธุรกรรมระหว่างบริษัทในเครือ (transfer pricing) ซึ่งมีลักษณะที่อาจจะเกิดจากการตกลงร่วมกันบนพื้นฐานอื่นอย่างการจ้างงานในประเทศ

transfer pricing คือการกำหนดราคาสำหรับธุรกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างสองบริษัทในเครือเดียวกัน ซึ่งมีผลอย่างมากต่อกำไรทางบัญชีของบริษัทที่เกี่ยวข้อง การกำหนดราคาระหว่างกันนี้สามารถใช้ในการโยกย้ายผลกำไรให้อยู่ในบริษัทที่ต้องการ (เช่น บริษัท A อาจลงบัญชีซื้อสินค้าจากบริษัท B ในราคาต้นทุนแพง ทำให้กำไรอยู่ในบัญชีของบริษัท B ที่อยู่ในเขตที่เสียภาษีอัตราต่ำกว่า เป็นต้น) บริษัทผู้เสียภาษีอาจมีการตกลงหลักเกณฑ์การกำหนดราคาระหว่างกันนี้ล่วงหน้าร่วมกับรัฐที่เก็บภาษี เรียกว่า advanced pricing arrangement (APA)

ในเอกสารฉบับเผยแพร่ต่อสาธารณชนที่เผยแพร่ออกมาในวันนี้ (30) EC ได้ระบุว่า จากหลักฐานในเบื้องต้น พบว่า การเอกสารการเจรจาตกลงหลักเกณฑ์ transfer pricing ระหว่างไอร์แลนด์กับบริษัทแอปเปิล มีการต่อรองกันเรื่องอัตรากำไรที่จะใช้ มีการกำหนดเป้าหมายรายได้เพื่อที่จะคิดย้อนกลับ (reverse engineer) ให้ได้อัตราที่ต้องการ และมีการพูดคุยกันถึงเรื่องการจ้างงานในประเทศ ที่ไม่ควรเกี่ยวข้องกับการพิจารณาด้านภาษีทำให้ EC เห็นว่า ข้อตกลงระหว่างไอร์แลนด์กับแอปเปิล อาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจ ซึ่งขัดต่อกฎข้อบังคับของสหภาพยุโรป ที่ห้ามรัฐสมาชิกให้การอุดหนุนจากรัฐต่อสินค้าหรือธุรกิจในลักษณะที่ส่งผลกระทบต่อการค้าเสรีภายในตลาดร่วมของสมาชิกสหภาพยุโรป

ขั้นตอนต่อไป EC ได้ข้อเอกสารเพิ่มเติมจากไอร์แลนด์ เพื่อทำการพิจารณาและตัดสิน ซึ่งหากมีคำตัดสินว่าขัดต่อข้อบังคับจริง แอปเปิลอาจถูกบังคับให้จ่ายภาษีคืนเพิ่มเติมได้

ทั้งรัฐบาลไอร์แลนด์และบริษัทแอปเปิล ได้ปฏิเสธว่าไม่มีการกระทำผิดกฎหมายข้อบังคับเกิดขึ้น

นอกจากคดีระหว่างแอปเปิลกับไอร์แลนด์แล้ว วันนี้ EC ยังได้เผยแพร่เอกสารลักษณะเดียวกัน ระหว่างบริษัท Fiat Finance and Trade กับประเทศลักเซมเบิร์กด้วย

ที่มา - Financial Times (ต้องสมัครสมาชิกฟรีเพื่ออ่าน), European Commission

หนัง Lego Movie ช่วยดันยอดขาย Lego; พุ่งเป็นผู้ผลิตของเล่นอันดับหนึ่ง

By: chayaninw on Fri, 2014-09-05 14:28
Tags: 

Lego ผู้ผลิตของเล่นยอดนิยมจากเดนมาร์ก ได้เปิดเผยตัวเลขการเงินครึ่งแรกของปี 2014 ได้กำไรเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 12% ส่วนหนึ่งจากความสำเร็จของภาพยนตร์ The Lego Movie

Lego ได้กำไรในครึ่งแรกของปี 2.7 พันล้านโครเนอเดนมาร์ก (ประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท) ซึ่งบริษัทกล่าวว่า "เหนือความคาดหมาย" โดยประธานเจ้าหน้าที่การเงิน (CFO) John Goodwin ระบุว่า ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ Lego Movie มีส่วนช่วยเพิ่มยอดขายอย่างมีนัยสำคัญ

หากนับผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก จะทำให้ Lego กลายเป็นบริษัทผลิตของเล่นที่ใหญ่ที่สุดในโลกในด้านรายได้และกำไร แซงหน้า Mattel ผู้ผลิต Barbie ที่กำลังอยู่ในช่วงขาลง

ที่มา - BBC News, Forbes

ภาพ - The Lego Movie

LVMH กับ Hermès ตกลงยุติศึก: LVMH จะไม่เทคโอเวอร์ Hermès

By: chayaninw on Fri, 2014-09-05 13:47

สองบริษัทผู้ผลิตสินค้าหรูรายหลักของฝรั่งเศส LVMH และ Hermès ประกาศยุติศึกบาดหมางที่มีมาสี่ปี จากกรณีที่ LVMH พยายามจะเข้าซื้อหุ้นของ Hermès

ในข้อตกลงนี้ LVMH จะกระจายหุ้นในบริษัท Hermès ที่บริษัทถืออยู่ 23% ให้กับผู้ถือหุ้นของบริษัท และบริษัท Christian Dior ที่เป็นโฮลดิงถือหุ้นในใน LVMH ก็จะแจกหุ้นนี้ต่อไปให้ผู้ถือหุ้นของตัวเองอีกต่อหนึ่ง ซึ่งเมื่อเสร็จแล้ว Groupe Arnolt ของ Bernanrd Arnault ผู้ถือหุ้นหลักของ LVMH จะถือครองหุ้นของ Hermès ประมาณ 8.5 นอกจากนี้ กลุ่ม LVMH ยังตกลงที่จะไม่ซื้อ Hermès อีกในระยะเวลาห้าปีข้างหน้าด้วย

LVMH เป็นเจ้าของแบรนด์สินค้าหรูหลายแบรนด์ เช่น Louis Vuitton, Dior, Fendi, แชมเปญ Dom Pérignon, และคอนญัก Hennessey มีผู้ถือหุ้นหลักคือกลุ่ม Groupe Arnault ของ Bernard Arnault ในขณะที่ Hermès เป็นบริษัทผู้ผลิตสินค้าหรูที่ยังมีทายาทของผู้ก่อตั้งเป็นเจ้าของหลัก

กรณีขัดแย้งกันระหว่างสองบริษัท ของสองตระกูลมหาเศรษฐีของฝรั่งเศสนี้ เริ่มต้นในเดือนตุลาคม 2010 เมื่อ LVMH ออกมาเปิดเผยว่า บริษัทได้สะสมหุ้นของ Hermès ไว้แล้ว 17.1% ซึ่งตระกูลของ Hermès ซึ่งมีผู้ถือหุ้นในครอบครัวอยู่กว่าร้อยคน มองว่าเป็นการรุกล้ำเข้ามาของคู่แข่งที่พยายามจะเข้ามาซื้อกิจการ สมาชิกรายหลักของครอบครัวจึงจัดตั้งบริษัทโฮลดิงขึ้นมาถือหุ้นของครอบครัวรวมกันเกินครึ่งหนึ่งของบริษัท เพื่อป้องกันการเข้าซื้อกิจการของ LVMH

กลุ่ม Hermès ยังได้ฟ้องร้อง LVMH ในปี 2012 ว่าใช้ข้อมูลภายในในการซื้อหุ้น Hermès ในขณะที่ LVMH ก็ฟ้องกลับด้วยข้อหาหมิ่นประมาท ทั้งสองบริษัทตกลงที่จะยุติการฟ้องร้องทางกฎหมายในข้อตกลงครั้งนี้

ที่ผ่านมา Hermès มีผลการดำเนินงานที่ค่อนข้างดี มีการเติบโตที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม และเป็นแบรนด์ที่ค่อนข้างได้รับผลกระทบจากขาลงของเศรษฐกิจค่อนข้างน้อย ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ Arnault ต้องการครอบครองแบรนด์ Hermès โดยในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา Arnault ได้เข้าซื้อแบรนด์ไว้กว่า 60 แบรนด์

มูลค่าหุ้นของ Hermès ตกลง 3.4% หลังจากดีลนี้ประกาศออกมา แต่ขึ้นมามากกว่า 40% นับตั้งแต่ LVMH ประกาศว่าถือหุ้นในปี 2010

ที่มา - The Wall Street Journal, Reuters

เจ้าของเว็บไซต์ Ask.com ซื้อเว็บไซต์ Ask.fm

By: chayaninw on Mon, 2014-08-18 12:43

เว็บไซต์ Ask.fm (ไม่ถึงกับดังในไทยมาก แต่ก็เป็นกระแสย่อมๆ อยู่ช่วงหนึ่ง) ถูกบริษัท IAC ซึ่งเป็นเจ้าของเว็บไซต์ดังหลายแห่ง เข้าถือหุ้นใหญ่ โดยไม่เปิดเผยมูลค่า

บริษัท IAC ที่มาเข้าซื้อ Ask.fm นี้ เป็นเจ้าของเว็บไซต์ภาษาอังกฤษชื่อดังหลายแห่ง ทั้ง Ask.com, About.com, Dictionary.com, Vimeo, Investopedia, The Daily Beast, OKCupid รวมถึงแอพหาคู่ Tinder ด้วย

เว็บไซต์ Ask.fm นี้ เป็นเว็บไซต์ลักษณะให้คนเขาเข้ามาถามคำถามถึงผู้ใช้งานโดยไม่เปิดเผยตัวตนได้ มีชื่อเสียงไม่ดีนักในบางประเทศที่เว็บไซต์นี้ได้รับความนิยม จากการที่เป็นแหล่งที่เกิดการกั่นแกล้งกัน (cyberbullying) ในหมู่วัยรุ่น จนถึงขั้นที่เกิดการฆ่าตัวตายขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา Ask.fm ถูกวิจารณ์ว่าไม่มีนโยบายควบคุมที่ดีพอ

เจ้าของใหม่ของ Ask.fm ประกาศว่าจะมีแนวทางในการตอบสนองข้อร้องเรียนภายใน 24 ชั่วโมง และจะปรับปรุงเว็บไซต์ให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น

กลุ่มทุน venture capital เดิมที่ถือหุ้นส่วนน้อยอยู่ จะยังคงถือหุ้นและทำงานร่วมกับ IAC ต่อไป ส่วนกลุ่มผู้ก่อตั้งนั้นยุติบทบาทหลังการขายกิจการ

ที่มา - BBC News

Adidas เซ็นสัญญาสปอนเซอร์ชุดแข่งแมนยูไนเต็ด มูลค่าสูงสุดในโลก ปีละ 75 ล้านปอนด์

By: chayaninw on Tue, 2014-07-15 15:24

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ Nike ได้ประกาศว่า จะไม่ต่อสัญญาสปอนเซอร์ชุดแข่งสโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เนื่องจากแมนยูไนเต็ดเรียกราคาแพงเกินไป Adidas ก็ได้ประกาศแล้วว่า ได้เซ็นสัญญาเป็นสปอนเซอร์ชุดแข่งให้สโมสรเป็นเวลา 10 ปี รวมมูลค่า 750 ล้านปอนด์ (มากกว่าสี่หมื่นล้านบาท) โดยจะเริ่มตั้งแต่ฤดูกาล 2015-2016 เป็นต้นไป

สัญญาฉบับใหม่นี้ จะเป็นสัญญาสปอนเซอร์ชุดแข่งสโมสรฟุตบอลที่มีมูลค่าสูงที่สุด โดยแซงสัญญาสปอนเซอร์ของเรอัลมาดริด ที่ปัจจุบันรับอยู่ 31 ล้านปอนด์ต่อปีจาก Adidas เช่นกัน

Adidas เคยผลิตชุดแข่งให้แมนยูไนเต็ด ครั้งสุดท้ายเมื่อฤดูกาล 1991-1992

ก่อนหน้านี้สโมสรอาร์เซนอลก็เพิ่งเปิดตัวชุดแข่งใหม่จาก Puma ยุติความสัมพันธ์ที่มีกับ Nike มา 20 ปี โดยในฤดูกาลใหม่นี้ จะมีทีมในพรีเมียร์ลีกที่ใช้ชุดแข่งของ Nike ทั้งหมด 4 ทีม (รวมแมนยูไนเต็ด) ในขณะที่ Adidas ผลิตชุดแข่งให้ 5 ทีม ส่วนทีมที่แปลกที่สุดคงจะเป็นเซาแทมป์ตัน ที่ผลิตชุดแข่งเองโดยไม่มีตราผู้ผลิต หลังจากไม่สามารถตกลงกับ Adidas ได้ช่วงปลายฤดูกาลที่แล้ว

ที่มา - BBC

รายได้ถ่ายทอดพรีเมียร์ลีกพุ่ง ทีมบ๊วยปีนี้ได้เงินเยอะกว่าแชมป์ปีที่แล้ว

By: chayaninw on Fri, 2014-05-16 21:30

หลังจากที่การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกของอังกฤษสิ้นสุดลง ก็ได้มีการสรุปรายได้จากการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ ที่ทีมต่างๆ ได้รับในฤดูกาลนี้ ซึ่งจากการที่พรีเมียร์ลีกสามารถขายสิทธิ์ได้ราคาสูงกว่าปีก่อนๆ มาก ก็ทำให้รายได้ของแต่ละทีมพุ่งสูงขึ้น ถึงขนาดว่า ทีมคาร์ดิฟซีตี ซึ่งอยู่ท้ายตารางในปีนี้ ได้เงินเยอะกว่าที่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ได้เมื่อปีที่แล้วเมื่อพวกเขาเป็นแชมป์เสียอีก (นับจากจำนวนเงินโดยไม่ปรับเงินเฟ้อ)

รายได้ที่แต่ละทีมได้รับนั้น แบ่งเป็นการถ่ายทอดภายในประเทศ และการถ่ายทอดในต่างประเทศ รายได้จากการถ่ายทอดภายในประเทศ จะแบ่งครึ่งหนึ่งให้กับทุกทีมเท่าๆ กัน แบ่ง 25% ให้ตามจำนวนนัดที่ถ่ายทอด และอีก 25% ตามอันดับเมื่อจบฤดูกาล ส่วนรายได้จากการถ่ายทอดในต่างประเทศ จะแบ่งให้กับทุกทีมเท่าๆ กัน เป็นจำนวน 26.3 ล้านปอนด์ต่อทีม

คาร์ดิฟซิตี ซึ่งจบฤดูกาลในอันดับท้ายสุด ได้รับเงินจากการถ่ายทอดทั้งหมด 62.1 ล้านปอนด์ ซึ่งเทียบกับที่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้เมื่อปีที่แล้ว 60.8 ล้านปอนด์ ส่วนทีมที่ได้มากที่สุดในปีนี้ ไม่ใช่แมนเชสเตอร์ซีตี ซึ่งได้แชมป์ แต่เป็นลิเวอร์พูล ซึ่งได้รับทั้งหมด 97.5 ล้านปอนด์ เนื่องจากลิเวอร์พูลมีจำนวนนัดที่ถ่ายทอดมากกว่า

ดีลสิทธิการถ่ายทอดพรีเมียร์ลีก สามฤดูกาล ตั้งแต่ปี 2013-2016 มีมูลค่ารวม 3.018 พันล้านปอนด์ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงสามฤดูกาลก่อนหน้าถึง 1.77 พันล้านปอนด์

อัตราส่วนระหว่างรายได้จากการถ่ายทอดของลิเวอร์พูลต่อคาร์ดิฟ อยู่ที่ 1.57 ซึ่งนับว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับลีกชั้นนำในยุโรป (ของสเปน อยู่ที่ประมาณ 11)

ที่มา - BBC

Inmarsat ประกาศให้บริการติดตามตำแหน่งเครื่องบินฟรี

By: chayaninw on Mon, 2014-05-12 18:15

ผู้ให้บริการดาวเทียม Inmarsat ซึ่งมีส่วนช่วยในการค้นหาเครื่องบินของสายการบิน Malaysia Airlines เที่ยวบิน MH370 ได้ประกาศว่า จะให้บริการติดตามตำแหน่งของเครื่องบินให้กับสายการบินต่างๆ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

(อ่าน รู้จักกับ Inmarsat ดาวเทียมสื่อสารที่ช่วยหาตำแหน่งสุดท้ายเที่ยวบิน MH370)

ในการค้นหาเครื่องบิน MH370 ที่สูญหายไป ข้อมูลที่ได้รับจาก Inmarsat นั้นมีส่วนสำคัญในเปลี่ยนแนวทางการค้นหา ไปยังมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งข้อมูลของ Inmarsat ที่นำมาใช้นั้น ไม่ใช่ข้อมูลการระบุตำแหน่งตรงๆ แต่เป็นการนำข้อมูลการส่งสัญญาณที่ใช้ตรวจสอบว่าเครื่องใดออนไลน์อยู่บ้าง มาคำนวณและวิเคราะห์หาตำแหน่งอีกทีหนึ่ง

ในข้อเสนอใหม่ของ Inmarsat นี้ Inmarsat จะให้เครื่องบินส่งข้อมูลอย่างจำเพาะเจาะจง (แทนที่จะต้องมาคำนวณจากการส่งสัญญาณ) โดยส่งข้อมูลตำแหน่งจาก GPS ร่วมกับข้อมูลทิศทางการบิน ความเร็ว และระดับความสูง ให้กับเครือข่ายดาวเทียมของ Inmarsat ทุกๆ 15 นาที

Inmarsat ระบุว่า ข้อเสนอระบบใหม่นี้ จะไม่เพิ่มต้นทุนให้กับอุตสาหกรรมสายการบิน เนื่องจากเครื่องบินพาณิชย์ระยะไกลแทบทั้งหมดในโลก ติดตั้งเครื่องมือติดต่อกับเครือข่ายดาวเทียมของ Inmarsat อยู่แล้ว ซึ่งบทความของ BBC รายงานว่า ต้นทุนที่ Inmarsat จะแบกรับสำหรับระบบใหม่นี้ อยู่ที่ประมาณ 3 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 100 ล้านบาท) ต่อปี

นอกจากบริการฟรีดังกล่าว Inmarsat จะมีบริการแบบเสียเงินเพิ่มเติม ซึ่งรวมถึงบริการส่งข้อมูลกล่องดำสดจากเครื่องบิน ซึ่งจะเริ่มทำงานเมื่อมีเหตุการณ์ที่เข้าข่ายที่กำหนด เช่น มีการบินออกนอกเส้นทาง ซึ่งเครื่องบินจะส่งข้อมูลการบินจากเครื่องบันทึก และบันทึกเสียงภายในห้องนักบิน ทั้งจากเวลาก่อนหน้า และข้อมูลสด ไปยังศูนย์ควบคุมได้

ที่มา - Inmarsat, BBC

โคโลราโดเก็บภาษีจากกัญชาได้ 2 ล้านดอลลาร์ในเดือนมกราคม

By: chayaninw on Tue, 2014-03-11 11:02

รัฐโคโลราโดของสหรัฐอเมริกา เก็บภาษีและค่าธรรมเนียมจากธุรกิจการขายกัญชาสำหรับการบริโภคทั่วไป (recreational) ได้ 2.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 68 ล้านบาท) ในเดือนมกราคมของปีนี้ ซึ่งเป็นเดือนแรกที่มีการขายกัญชาเป็นการทั่วไปอย่างถูกกฎหมาย

ภาษีและค่าธรรมเนียมที่เก็บได้นี้ เป็นส่วนที่เพิ่มขึ้นมาจากเดิมที่มาจากธุรกิจกัญชาสำหรับการแพทย์ 1.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 45 ล้านบาท) ทำให้ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา โคโลราโดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมจากอุตสาหกรรมกัญชาได้ทั้งหมด 3.5 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 113 ล้านบาท)

กฎหมายของโคโลราโด เก็บภาษีสรรพสามติสำหรับกัญชา 15% ซึ่งถูกกำหนดไว้ใช้ในการสร้างโรงเรียนอย่างน้อย 40 ล้านดอลลาร์แรก และภาษีการขายพิเศษอีก 10% ซึ่งเพิ่มขึ้นมาจากภาษีการขายของรัฐตามปรกติ 2.9% และภาษีการขายของท้องถิ่นที่มีอยู่แล้ว

Barbara Brohl ผู้อำนวยการของ Department of Revenue ของโคโลราโด ได้ระบุว่า หน่วยงานคาดหวังว่าจะเห็นแนวโน้มที่ชัดเจนขึ้นภายในเดือนเมษายน และวางแผนที่จะใช้ข้อมูลนี้ในการประมาณการในอนาคตต่อไป

ผู้ว่าการรัฐโคโลราโด John Hickenlooper ซึ่งไม่เห็นด้วยกับกฎหมายที่อนุญาตให้ขายกัญชา มีแผนที่จะใช้รายได้จากภาษีกัญชา ในโครงการบำบัดผู้ติดยา และโครงการรณรงค์กับเยาวชน

โคโลราโดและวอชิงตัน เป็นสองรัฐแรกของสหรัฐที่ผ่านกฎหมายให้ขายกัญชาเพื่อการบริโภคทั่วไป (recreational) ได้ถูกกฎหมายสำหรับผู้อายุ 21 ปีขึ้นไป โดยโคโลราโดเริ่มให้มีการขายได้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2557 ส่วนในรัฐวอชิงตัน คาดว่าจะเริ่มในช่วกลางปีนี้

ที่มา - Bloomberg, USA Today

หุ้นบริษัท "Nestor" ราคาพุ่ง เพราะเข้าใจผิดว่าเป็นบริษัทที่กูเกิลซื้อ?

By: chayaninw on Thu, 2014-01-16 00:18

การที่กูเกิลเข้าซื้อกิจการบริษัท Nest Lab ด้วยมูลค่า 3,200 ล้านดอลลาร์ ไม่เพียงแต่จะทำเงินให้ผู้ถือหุ้นของ Nest Lab เพียงอย่างเดียว แต่ยังส่งผลให้หุ้นระดับ "เศษสตางค์" ของบริษัทอีกแห่งหนึ่ง พุ่งพรวดตามไปด้วย

บริษัท Nestor, Inc. ประกอบกิจการขายเครื่องมือด้านการบังคับใช้กฎจราจรแก่รัฐบาลท้องถิ่นต่างๆ ในสหรัฐ ใช้ตัวย่อในการซื้อขายหุ้นว่า NEST ก่อนการประกาศซื้อกิจการ Nest Lab หุ้นของ Nestor ซื้อขายกันที่ราคา 0.002 ดอลลาร์ต่อหุ้น และมีปริมาณการซื้อขายน้อยมาก ราคา Nestor ขึ้นพรวดมาปิดที่ 0.04 ดอลลาร์ต่อหุ้นในวันถัดมา คิดเป็นการขึ้น 1900% ซึ่งจากปริมาณการซื้อขายแล้วก็คงจะอธิบายได้ว่า คนจำนวนไม่น้อยคงสับสนกับบริษัท Nest Lab หรือคาดการณ์ได้ว่าจะมีนักลงทุนรายอื่นเข้าใจผิด

การซื้อหุ้นผิดเพราะตัวย่อนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ก่อนหน้านี้ หุ้นของบริษัท "TWTRQ" ก็พุ่งขึ้นรับ IPO ของบริษัททวิตเตอร์ หรือในไทยเอง ก็มีกระแสแนวขำขันเกี่ยวกับหุ้น "MK" ตอนที่บริษัทเอ็มเคสุกี้เข้าซือขายในตลาดหลักทรัพย์ การพุ่งขึ้นของหุ้น NEST นี้ ยังเปิดประเด็นที่น่าสนใจด้วยว่า หากมีผู้ได้ข่าวดีลซื้อ Nest Lab ล่วงหน้า ไปซื้อหุ้น Nestor รอไว้ จะเข้าข่ายใช้ข้อมูลวงใน (insider trading) หรือไม่

ที่มา - Business Insider

Sony Pictures หั่นส่วนภาพยนตร์ เน้นทีวีมากขึ้น

By: chayaninw on Mon, 2013-11-25 22:11

บริษัท Sony Pictures ประกาศต่อนักลงทุนว่า บริษัทมีแผนจะลดการลงทุนด้านภาพยนตร์ของบริษัทลง และให้ความสำคัญมากขึ้นกับธุรกิจรายการโทรทัศน์ซึ่งทำกำไรได้ดีกว่า หลังจากที่ช่วงที่ผ่านมา Sony Pictures มีผลงานด้านภาพยนตร์ที่ไม่เข้าเป้าหลายเรื่อง เช่น ภาพยนตร์ไซไฟ After Earth และภาพยนตร์แอกชั่น White House Down

สายงานโทรทัศน์ของ Sony ได้ผลิตรายการโทรทัศน์ที่ประสบความสำเร็จมากคือ Breaking Bad ซึ่งในปีบัญชีที่ผ่านมา สร้างรายได้สูงถึง 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่ารายได้ที่ตั้งเป้าไว้เป็น "สิบเท่า" ในขณะที่ฝั่งภาพยนตร์ White House Down มียอดจำหน่าย 205 ล้านดอลลาร์ จากทุนสร้าง 150 ล้านดอลลาร์ และ After Earth มียอดจำหน่าย 244 ล้านดอลลาร์ จากทุนสร้าง 135 ล้านดอลลาร์

Amy Pascal ประธานร่วมของ Sony Pictures ได้กล่าวว่าในปีที่ผ่านมา ช่วงฤดูกาลหนังฟอร์มยักษ์ที่ผ่านมามีหนังออกฉายเป็นจำนวนมาก เป็นสาเหตุหนึ่งทำให้ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร โดยในฤดูร้อนปีหน้า บริษัทจะออกภาพยนตร์เพียงสี่เรื่อง จากปีที่ผ่านมาที่ออกถึงเก้าเรื่อง

Sony ยังพูดถึงหนังที่มีแผนการของบริษัทด้วยว่า จะมีหนังใหม่จากโลกของ Spider-Man ที่กำลังผลิตอยู่ และจะมีหนังจากนิยายเรื่อง Inferno ของ Dan Brown หนัง Angry Birds และหนัง Popeye เรื่องใหม่ด้วย

ที่มา - BBC News

โนเบล 2013: ราคาหุ้นคาดการณ์ไม่ได้ในระยะสั้น แต่ทำได้ในระยะยาว

By: chayaninw on Mon, 2013-10-14 23:59

รางวัลสาขาเศรษฐศาสตร์เพื่อรำลึกถึงอัลเฟรด โนเบล ประจำปี 2013 ถูกมอบให้แก่นักวิชาการชาวสหรัฐสามคน ได้แก่ Eugene F. Fama (มหาวิทยาลัยชิคาโก) Lars Peter Hansen (มหาวิทยาลัยชิคาโก) และ Robert J. Shiller (มหาวิทยาลัยเยล) สำหรับผลงาน "วิเคราะห์ราคาสินทรัพย์ในเชิงประจักษ์" (empirical analysis of asset prices)

ประเด็นว่าเราสามารถคาดการณ์ราคาสินทรัพย์เช่นหุ้นได้หรือไม่ เป็นประเด็นสำคัญในการศึกษาด้านการเงิน ผลงานวิจัยทางสถิติของ Fama ในช่วงทศวรรษ 1960 พบว่า เราไม่สามารถใช้ราคาในช่วงที่ผ่านมา มาใช้ทำนายราคาในระยะสั้น (เช่น วันรุ่งขึ้นหรือสัปดาห์ถัดมา) ได้ โดยตลาดนั้นมีการตอบสนองต่อข้อมูลข่าวสารใหม่อย่างรวดเร็ว และหลังจากนั้นก็จะเคลื่อนไหวในลักษณะที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ หรือที่เรียกกันว่าเป็น "random walk" (หากผลออกมาในทางกลับกัน คือ ตลาดตอบสนองต่อข้อมูลใหม่อย่างช้าๆ ก็จะแปลว่าเราสามารถพยากรณ์แนวโน้มได้) ผลงานของ Fama นำไปสู่การพัฒนาเครื่องมือการลงทุนในลักษณะของ index fund ด้วย

ถึงแม้ว่าการทำนายราคาในระยะสั้นนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก แต่ผลงานของ Shiller ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 ก็แสดงให้เห็นว่า ความผันผวนที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้นี้ อาจไม่จริงเสมอไปในระยะเวลาที่ยาวขึ้น (เช่น ระยะเวลาหลายปี) โดยหากนึกถึงสมการตามทฤษฎีพื้นฐานแล้ว มูลค่าปัจจุบันของสินทรัพย์ก็ควรจะเท่ากับมูลค่าคาดการณ์ (expected value) ของผลตอบแทนในอนาคต (เช่น เงินปันผล ในกรณีของหุ้น) แต่การวิจัยทางสถิติก็พบว่า ราคาหุ้นนั้นมีความผันผวนเกินกว่าที่จะมาจากปัจจัยด้านความเปลี่ยนแปลงของผลตอบแทน ซึ่ง Shiller ก็สรุปผลได้ว่า หุ้นที่มีราคาสูง (เมื่อเปรียบเทียบกับปันผล) จะมีแนวโน้มที่จะราคาลดต่ำลง และหากหุ้นมีราคาต่ำ ก็จะเปลี่ยนแปลงไปในทางกลับกัน แนวโน้มความสัมพันธ์นี้ไม่เพียงพบในตลาดหุ้น แต่ก็เกิดขึ้นในตลาดอื่นๆ เช่นตลาดพันธบัตรด้วย

Hansen ได้ร่วมรับรางวัลจากการพัฒนาวิธีการทางสถิติที่ใช้ในการทดสอบทฤษฎีด้านราคาสินทรัพย์ต่างๆ ในเชิงประจักษ์ โดยโมเดลหนึ่งที่มีอิทธิพลมากที่สุด ได้แก่ Generalised Method of Moments ซึ่งเผยแพร่ในปี 1982 และเป็นโมเดลสำคัญในการวิจัยทางเศรษฐมิติ

ผู้ได้รับรางวัลทั้งสามคน ได้รับเงินรางวัลไปแบ่งกัน 8 ล้านโครนาสวีเดน (ประมาณ 39 ล้านบาท)

ที่มา - Nobelprize.org

ผลวิจัย: Craigslist กระทบต่อรายได้หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นหลายพันล้านดอลลาร์

By: chayaninw on Thu, 2013-08-22 00:04

ผลกระทบจากความนิยมใช้อินเทอร์เน็ตที่มีต่อสื่อแบบดั้งเดิมนั้น เป็นประเด็นที่เราได้ยินกันบ่อยครั้งกับอุตสาหกรรมสื่อหลายชนิด ซึ่งนักวิจัยก็ได้เสนอว่า เว็บไซต์ Craigslist ซึ่งรับลงประกาศโฆษณาในรูปแบบ classified ส่งผลกระทบต่อรายได้ของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในสหรัฐอเมริกา ช่วงปี 2000-2007 รวมกันถึง 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เว็บไซต์ Craigslist เป็นเว็บไซต์ที่ศูนย์กลางโฆษณาแบบ classified ที่ให้ลงประกาศโฆษณาต่างๆ (เช่น ประกาศขายสินค้า ให้เช่าบ้าน รับสมัครงาน ฯลฯ) ซึ่งเป็นบริการที่มีลักษณะใกล้เคียงกับส่วน classified ในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นทั่วไป ที่เป็นแหล่งรายได้หนึ่งของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น นอกเหนือจากการขายโฆษณาในหน้าทั่วไป และการรับสมาชิก

Robert Seamans จาก Stern School of Business, New York University และ Feng Zhu จาก Harvard Business School ได้อาศัยประโยชน์จากการค่อยๆ ขยายกิจการไปยังส่วนต่างๆ ของประเทศในช่วงระยะเวลาแตกต่างกัน มาใช้ในการแยกและเปรียบเทียบผลกระทบที่มีต่อหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในสหรัฐอเมริกาได้

งานวิจัยนี้ ได้แบ่งหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นออกเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มที่มี classified-ad manager และกลุ่มที่ไม่มี โดยกลุ่มแรกถือว่าเป็นกลุ่มที่มีโฆษณาแบบ classified เป็นรายได้สำคัญ ในขณะที่กลุ่มหลัง ก็จัดเป็นกลุ่มควบคุม (ตามข้อสันนิษฐานว่า เป็นกลุ่มหนังสือพิมพ์ที่โฆษณาลักษณะนี้มีความสำคัญต่อรายได้น้อยกว่า) ซึ่งข้อสรุปจากข้อมูล ก็พบว่า โดยเปรียบเทียบกันแล้ว หนังสือพิมพ์ที่มี classified-ad manager นั้นมีอัตราค่าลงโฆษณา classified ลดลง มีการเพิ่มค่าสมาชิก ลดจำนวนการพิมพ์ พยายามสร้างความแตกต่างมากขึ้น มีแนวโน้มที่จะไม่เผยแพร่เนื้อหาออนไลน์ และยังมีอัตราค่าโฆษณาในหน้าทั่วไป (display ad) ลดลงเป็นผลที่ตามมาด้วย ซึ่งตัวเลขผลกระทบต่อรายได้ทั้งหมดในช่วงปี 2000-2007 รวมแล้วคิดเป็นประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ตามมูลค่าปี 2000)

ผลการวิจัยนี้ก็สอดคล้องกับคำอธิบายทางทฤษฎี โดย Craigslist นั้นเป็นทางเลือกใหม่ในการโฆษณาไปยังผู้อ่าน ทำให้อัตราค่าโฆษณาแบบนี้ต้องปรับตัวลง การที่รายได้จากโฆษณาเหล่านี้ลดลง ทำให้แรงจูงใจที่หนังสือพิมพ์จะต้องพยายามอุดหนุนให้กับคนอ่านก็ลดลงไปด้วย จึงมีการขึ้นราคากับผู้อ่าน ซึ่งก็ทำให้ต้องพยายามปรับตัวให้ต่างจากคู่แข่งเพื่อให้สามารถกำหนดราคาสูงขึ้นได้ และการไม่ลงเนื้อหาออนไลน์ก็เพื่อไม่ให้กระทบต่อมูลค่าของหนังสือพิมพ์ฉบับกระดาษ ราคาที่สูงขึ้น ทำให้ยอดจัดจำหน่ายนั้นลดลง และส่งผลให้มูลค่าของการลงโฆษณาในหน้าทั่วไปนั้นลดลงตามไปด้วย

ผลงานวิจัยเรื่องนี้ จะตีพิมพ์ในวารสาร Management Science และสามารถอ่านฉบับ preprint ได้จาก SSRN

ที่มา - Phys.org, SSRN

Pages

Subscribe to RSS - chayaninw's blog