ตัวเลขนักท่องเที่ยวมาประเทศญี่ปุ่นปี 2015 ทำสถิติใหม่อีกครั้ง 19.37 ล้านคน

By: arjin on Tue, 2016-01-19 14:56

องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) ประกาศตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาญี่ปุ่นในปี 2015 ที่ผ่านมา ยอดรวม 19,374,000 คน เป็นการทำสถิติใหม่สูงสุดอีกครั้ง และเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากปี 2014 ที่ทำสถิติไว้ที่ 13.41 ล้านคน

ตัวเลขการจับจ่ายของนักท่องเที่ยวก็เพิ่มสูงมาก เป็น 3.48 ล้านล้านเยน เพิ่มจากปี 2014 ซึ่งอยู่ที่ 2.03 ล้านล้านเยน

เมื่อแยกนักท่องเที่ยวตามประเทศนั้น จีนมาเป็นอันดับหนึ่ง 4.99 ล้านคน เพิ่มขึ้นถึง 50% อันดับสอง เกาหลีใต้ 4 ล้านคน และอันดับสาม ไต้หวัน 3.68 ล้านคน ที่น่าสนใจคือนักท่องเที่ยวจากอเมริกาก็มีจำนวนเกิน 1 ล้านคนเป็นครั้งแรกด้วย

เป้าหมายของปี 2016 นี้ รัฐบาลคาดหวังตัวเลขนักท่องเที่ยวที่ 20 ล้านคนตลอดปี แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะจีนที่อาจส่งผลกระทบกับตัวเลขได้

ที่มา: Japan Today

บิ๊กซียืนยันข่าวผู้ถือหุ้นใหญ่ เตรียมขายหุ้นให้กับผู้สนใจ แต่ไม่เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติม

By: arjin on Mon, 2016-01-18 19:27
Tags: 

บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) (SET:BIGC) ชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าตามที่มีข่าวช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่ากลุ่มบริษัทคาสิโน ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดกำลังพิจารณาขายหุ้นที่ถืออยู่ของ BIGC นั้นให้กับผู้สนใจนั้น มีผู้เสนอขอซื้อหุ้นในส่วนที่กลุ่มคาสิโนถืออยู่จริง แต่ทางกลุ่มคาสิโนกำลังพิจารณาว่าจะขายหุ้นให้หรือไม่ และยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมมากกว่านี้

กลุ่มบริษัทคาสิโน หรือ คาสิโน กรุ๊ป เป็นผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่จากประเทศฝรั่งเศส โดยที่ผ่านมามีความสนใจจะขายหุ้นการลงทุนในหลายประเทศ เพื่อไปชดเชยผลขาดทุนจากการดำเนินธุรกิจค้าปลีกในบราซิล ซึ่งรวมถึงธุรกิจบิ๊กซีในประเทศไทยและเวียดนามด้วย โดยมีรายงานข่าวว่าผู้สนใจซื้อหุ้น มีทั้งกลุ่มเซ็นทรัล (ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบิ๊กซี), กลุ่มเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ของเจริญ สิริวัฒนภักดี และกลุ่มอิออน จากประเทศญี่ปุ่น

ข้อมูลผู้ถือหุ้นรายใหญ่ใน BIGC เมื่อเดือนเมษายน 2558 นั้น กลุ่มคาสิโน ภายใต้ชื่อ Geant International B.V. และบริษัท เสาวนีย์โฮลดิ้งส์ จำกัด ถือหุ้นรวมกัน 58.55% หากคิดตามมูลค่าราคาหุ้น BIGC ล่าสุด จะอยู่ราว 1.14 แสนล้านบาท

ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์ฯ

บริษัทใหญ่ที่สุดในโลก Saudi Aramco อาจขายหุ้น IPO

By: mk on Sun, 2016-01-17 21:49

บริษัทน้ำมันแห่งชาติของซาอุดิอาระเบีย Saudi Aramco อาจเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก (มูลค่าที่แท้จริงไม่แน่ชัดเพราะข้อมูลไม่เปิดเผย แต่อาจสูงถึงหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) แต่เนื่องจากเจ้าของคือรัฐบาลซาอุดีอาระเบียเพียงผู้เดียว ทำให้นักลงทุนอาจเข้าไม่ถึงโอกาสของการลงทุนในบริษัทนี้

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเจ้าชาย Muhammad bin Salman ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า "มีความเป็นไปได้" ที่เราจะเห็น Aramco ขายหุ้น IPO ต่อสาธารณะ ตอนนี้ไอเดียนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ผลออกมาได้ทั้งการขายหุ้นของบริษัทหลัก หรืออาจเป็นการขายหุ้นของบริษัทลูกก็ได้เช่นกัน

เจ้าชาย Muhammad bin Salman บอกว่าเขาคิดว่าการขายหุ้นน่าจะเป็นประโยชน์กับทั้งตัวบริษัทเอง และเศรษฐกิจของซาอุดีอาระเบีย รวมถึงช่วยแก้ปัญหาคอร์รัปชันของบริษัทด้วย

ตอนนี้เศรษฐกิจของซาอุดีอาระเบีย เผชิญปัญหาอย่างหนักจากราคาน้ำมันโลกที่ตกลงมาก การขายหุ้น IPO เพื่อระดมเงินสดเข้าประเทศ อาจเป็นวิธีแก้ปัญหาเศรษฐกิจอีกทางหนึ่งเช่นกัน

ที่มา - Fortune, ภาพจาก Aramco

วอลมาร์ท ประกาศปิดสาขา 269 แห่ง จาก 11,600 แห่งทั่วโลก

By: arjin on Sat, 2016-01-16 22:31

เครือข่ายค้าปลีกรายใหญ่ของอเมริกา วอลมาร์ท ประกาศปรับยุทธศาสตร์องค์กร โดยประกาศปิดสาขาของห้าง 269 แห่งทั่วโลก โดยแบ่งออกเป็นสาขาในอเมริกา 154 แห่ง และในนั้น 102 แห่งเป็นร้าน Walmart Express ร้านค้าปลีกไซส์เล็กที่วอลมาร์ทระบุว่าเป็นการทดลองเปิดตั้งแต่ปี 2011 ซึ่งจะถูกปิดทั้งหมด

ในส่วนของสาขา 115 แห่งในต่างประเทศนั้น เป็นสาขาที่อยู่ในกลุ่มละตินอเมริกา แบ่งเป็นบราซิล 60 สาขา และประเทศอื่นอีก 55 สาขา ซึ่งรวมแล้วมีพนักงานที่ได้ผลกระทบทั้งหมด 16,000 คน โดย 10,000 คนอยู่ในอเมริกา ซึ่ง 95% ของพนักงานกลุ่มนี้ ทางวอลมาร์ทจะพยายามหางานในสาขาอื่นที่ใกล้กันทดแทน

วอลมาร์ทระบุว่าสาขาปัจจุบันมีทั้งหมด 11,600 แห่งทั่วโลก จำนวนสาขาที่ปิดลงไปนี้จึงคิดเป็นจำนวนไม่ถึง 1% รวมทั้งบริษัทก็ยังคงดำเนินแผนจะเปิดสาขาเพิ่มเติมทั่วโลกอีกไม่ต่ำกว่า 300 แห่งในปีนี้

ด้วยตัวเลขที่ออกมานี้ ก็ไม่แน่ใจว่าเหมือนกันควรถึงกับเรียกว่า เป็นยุคถดถอยของอุตสาหกรรมค้าปลีกอย่างที่หลายคนมองกันหรือไม่?

ที่มา: วอลมาร์ท

ก.ล.ต. อาจอนุญาตให้มาร์เก็ตติ้งสามารถซื้อขายหุ้นแทนลูกค้าได้ ในปี 2560

By: arjin on Thu, 2016-01-14 22:30

คุณปะราลี สุคนธมาน ผู้ช่วยเลขาธิการ ก.ล.ต. ได้ออกมาเปิดเผยว่า ทาง ก.ล.ต. กำลังจัดทำเกณฑ์อนุญาตให้โบรกเกอร์สามารถตัดสินใจลงทุนแทนลูกค้าได้ผ่านมาร์เก็ตติ้ง โดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2560 เพื่อสนองความต้องการของลูกค้า และเป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยนักลงทุนจะต้องเซ็นเอกสารยินยอมมอบอำนาจ และกำหนดขอบเขตการตัดสินใจอย่างละเอียด โดยมาร์เก็ตติ้งที่สามารถตัดสินใจแทน ก็ต้องผ่านคุณสมบัติที่ ก.ล.ต. กำหนดเท่านั้น

ปัจจุบันในการซื้อขายหุ้นนั้น มาร์เก็ตติ้งจะไม่สามารถตัดสินใจการลงทุนแทนลูกค้าได้ โดยทาง ก.ล.ต. ระบุว่าในต่างประเทศนั้น ปัจจุบันมาร์เก็ตติ้งสามารถตัดสินใจแทนลูกค้าได้แล้ว

ที่มา: eFinanceThai ภาพ Wikipedia BM&F Bovespa

ทางการออสเตรเลียประกาศแผนฆ่าแมว 2 ล้านตัว แก้ปัญหาสัตว์ท้องถิ่นสูญพันธุ์

By: Blltz on Wed, 2016-01-13 14:58

การประกาศครั้งใหญ่ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งออสเตรเลีย อาจทำเอาทาสแมวทั้งหลายเสียน้ำตา หลังจากนาย Greg Hunt รัฐมนตรีกระทรวงดังกล่าวยืนยันว่าออสเตรเลียมีแผนจะกวาดล้างแมวเป็นจำนวนกว่า 2 ล้านตัวภายในปี 2020

ก่อนจะตกใจกันว่าทำไมออสเตรเลียถึงจะได้ตัดสินใจกวาดล้างแมวจำนวนมหาศาลแบบนี้ ต้องย้อนความไปก่อนว่าแมวที่พูดถึงนี้คือแมวเลี้ยงที่หวนกลับไปใช้ชีวิตในป่า (feral cats) ซึ่งโดยพื้นเพแล้วไม่ได้เป็นสัตว์เจ้าถิ่นในออสเตรเลีย แต่เป็นแมวสายพันธุ์เอเชียที่เดินทางมาพร้อมกับเรือโดยสารยุโรปเมื่อศตวรรษที่ 17 ก่อนจะเป็นเหตุให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในออสเตรเลียสูญพันธุ์ไปกว่า 29 ชนิด และเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อีกกว่า 1,800 ชนิด ในขณะเดียวกันแมวกลุ่มนี้ได้ฆ่าสัตว์ป่าเจ้าถิ่นไปมากถึง 75 ล้านตัวต่อปี เฉลี่ยแล้วแมวหนึ่งตัวจะสังหารสัตว์ป่าอื่นราว 4 ตัวต่อวัน เป็นเหตุให้ทางการออสเตรเลียออกมาใช้มาตรการเข้มข้นในการจัดการปัญหาในครั้งนี้

หลังประกาศแผนนี้ออกมา รัฐบาลออสเตรเลียถูกโจมตีอย่างหนักทั้งจากบรรดานักแสดง และองค์กรพิทักษ์สัตว์อย่าง PETA ที่ออกมาประณามว่าการฆ่าแมวจำนวนมากจะเป็นเพียงแค่การเพิ่มศพของสัตว์โดยที่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาสัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์แต่อย่างใด ทั้งนี้ทางการออสเตรเลียก็ยังคงเดินหน้าแผนต่อไป รวมถึงการประกาศให้หลายเกาะในออสเตรเลียกลายเป็นเขตปลอดแมวอีกด้วย

ที่มา - Deutsche Welle

รัฐบาลท้องถิ่นในสวิสเซอร์แลนด์ยกเลิกมาตรฐานจูงใจคนจ่ายภาษีเร็ว หลังดอกเบี้ยติดลบ

By: lew on Tue, 2016-01-12 23:43

อำเภอ Zug นอกซูริคประกาศยกเลิกนโยบายส่วนลดสำหรับผู้จ่ายภาษีเร็วในปีนี้จากสภาวะดอกเบี้ยติดลบในสวิสเซอร์แลนด์

ธนาคารกลางสวิสเซอร์แลนด์พยายามดันให้ค่าเงินอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2008 ดอกเบี้ยเคยสูงถึง 2.75% จากนั้นก็ลดลงเรื่อยๆ เหลือเพียง 0.25% ภายในปี 2009 และปีที่แล้วดอกเบี้ยก็ลดลงไปจนถึง -0.75%

ดอกเบี้ยติดลบทำให้ยิ่งคนจ่ายภาษีเร็วเท่าไหร่รัฐบาลก็จะเสียรายได้มากขึ้นเท่านั้น จากปีก่อนๆ ที่ผู้จ่ายภาษีเร็วมักได้ส่วนลดที่มากกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก การยกเลิกมาตรการนี้ในปีนี้น่าจะทำให้รัฐบาลประหยัดเงินไปได้ 2.5 ล้านฟรังก์สวิส

ที่มา - Swiss Info

ภาพเมืองซูริคโดย strecosa

Kakao เข้าซื้อค่ายบริษัทบันเทิง LOEN Entertainment รวมมูลค่า 1.9 ล้านล้านวอน

By: lew on Mon, 2016-01-11 17:57

Kakao ผู้ให้บริการแอปแชต KakaoTalk และเว็บท่า Daum ประกาศเข้าซื้อหุ้น 76.4% ของบริษัทธุรกิจบันเทิง LOEN Entertainment ที่มีธุรกิจสำคัญคือบริการสตรีมเพลง MelOn มูลค่าการซื้อขายคิดเป็น 1.9 ล้านล้านวอน หรือเกือบหกหมื่นล้านบาท

ทาง Kakao จะออกหุ้นระดมเพิ่มเติมอีกกว่าเจ็ดแสนล้านวอนเพื่อระดมทุน ที่เหลือจะจ่ายเป็นเงินสดโดยอาจจะต้องกู้เพิ่มเติมหรือหานักลงทุนภายนอก

เป้าหมายของเข้าซื้อครั้งนี้คือการรวมเอาธุรกิจคอนเทนต์ของเพื่อเตรียมบุกตลาดต่างประเทศ แต่จะสำเร็จหรือไม่คงเป็นคำถามใหญ่เพราะทั้ง KakaoTalk และ MelOn เองก็มีฐานผู้ใช้นอกเกาหลีไม่มากนัก

คู่แข่งสำคัญของ Kakao คือ NAVER ที่มีแอปแชตอย่าง LINE และยังมีบริการด้านคอนเทนต์จำนวนมาก ที่ทำตลาดในบ้านเราเยอะสักหน่อยคือ V App หรือ LINE TV

ที่มา - Reuters, Pulse News

ค่าเช่าสำนักงานในซานฟรานซิสโก แพงกว่าในนิวยอร์กแล้ว

By: mk on Sun, 2016-01-10 18:14

การบูมของบริษัทไอทีสหรัฐ อันมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองซานฟรานซิสโก ส่งผลให้ค่าเช่าสำนักงานในซานฟรานซิสโกแพงขึ้นเรื่อยๆ และล่าสุดแพงกว่า "ทำเลทอง" ย่านแมนฮัตตันของนครนิวยอร์กแล้ว

สถิติค่าเช่าในไตรมาส 4/2015 พบว่าเมืองซานฟรานซิสโกมีค่าเช่าเฉลี่ย 72.26 ดอลลาร์ต่อตารางฟุต ในขณะที่แมนฮัตตันอยู่ที่ 71.85 ดอลลาร์ต่อตารางฟุต ถ้าเทียบอัตราการขึ้นค่าเช่า พบว่าซานฟรานซิสโกเพิ่ม 14% ส่วนแมนฮัตตันเพิ่ม 7%

นอกจากปัจจัยเรื่องบริษัทไอทีบูม ยังมีปัจจัยเรื่องปริมาณพื้นที่สำนักงานในซานฟรานซิสโกที่มีจำกัดด้วย ตัวอย่างบริษัทไอทีที่อยู่ในเมืองซานฟรานซิสโกได้แก่ Twitter, Uber, Airbnb

ที่มา - The New York Times, ภาพประกอบโดย Frank Schulenburg / Wikipedia

นักวิเคราะห์คาด นักท่องเที่ยวจีนจะเดินทางไปญี่ปุ่นน้อยลง จากเงินหยวนที่อ่อนค่า

By: arjin on Sun, 2016-01-10 08:23

นักวิเคราะห์ในญี่ปุ่นประเมินผลกระทบจากการอ่อนตัวของค่าเงินหยวนจีน ว่าอาจส่งผลหนักกับกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เนื่องจากช่วงที่ผ่านมา กลุ่มธุรกิจเหล่านี้ได้อานิสงส์จากนักท่องเที่ยวอย่างมาก

ตัวเลขที่เริ่มสะท้อนปัญหาดังกล่าว คือเมื่อเดือนสิงหาคม นักท่องเที่ยวจีนในญี่ปุ่นทำสถิติสูงสุดถึง 591,500 คน และลดลงต่อเนื่องตามเงินหยวนที่อ่อนค่า โดยเดือนพฤศจิกายนอยู่ที่ 363,000 คน

ตัวอย่างบริษัทที่ได้ประโยชน์มากจากนักท่องเที่ยวจีน อาทิ สินค้าเด็ก Pigeon หรือ Fast Retailing เจ้าของเสื้อผ้าแบรนด์ Uniqlo

ที่มา: Nikkei

รีวิวภาพยนตร์ The Big Short: เมื่อ Hegde Fund กลายเป็นพระเอก

By: lew on Fri, 2016-01-08 09:12

เมืองไทยมักมองเฮดจ์ฟันด์ (hedge fund) หรือกองทุนบริหารความเสี่ยงที่ทำกำไรจากการเก็งว่าหลักทรัพย์ใดๆ กำลังมีความผันผวน เป็นกองทุนปิศาจที่เป็นต้นเหตุของวิกฤติเศรษฐกิจไทยเมื่อปี 2540 แต่ภาพยนตร์เรื่อง The Big Short แสดงภาพกลับว่าคนเหล่านี้คือผู้มองเห็นความฉ้อฉลในระบบ และพวกเขาก็ทำกำไรจากความฉ้อฉลนั้น

ภาพยนตร์เรื่อง The Big Short สร้างขึ้นบนฐานของเรื่องจริงในหนังสือ The Big Short ของ Micheal Lewis เล่าถึงชีวิตของผู้จัดการกองทุนบริหารความเสี่ยงสามกลุ่ม ได้แก่ Micheal Burry, Mark Baum, และสองคู่หู Charlie Geller และ Jamie Shipley ที่เลือกเปิดสถานะ short เก็งว่าตลาดเงินกู้ที่อยู่อาศัยในสหรัฐฯ กำลังพัง โดยเริ่มเก็งตั้งแต่ปี 2005

Star Wars: The Force Awaken แซง Avatar ขึ้นเป็นหนังทำเงินอันดับหนึ่งของสหรัฐ

By: mk on Thu, 2016-01-07 22:07

Star Wars: The Force Awakens ยังเดินหน้าสร้างสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง หลังจากหนังทำรายได้ทั่วโลกเกิน 1 พันล้านดอลลาร์อย่างรวดเร็วเป็นประวัติการณ์ ล่าสุดรายได้ในสหรัฐอเมริกาก็แซงหน้า Avatar กลายเป็นหนังทำเงินอันดับหนึ่งแล้ว (เฉพาะในสหรัฐ ยังไม่ชนะถ้ารวมรายได้ทั่วโลก)

เว็บไซต์ The Hollywood Reporter รายงานยอดรายได้ของ The Force Awakens ในสหรัฐว่าอยู่ที่ 760.5 ล้านดอลลาร์ แซงหน้า Avatar ที่ทำรายได้ 750 ล้านดอลลาร์ได้แล้ว โดย Avatar ใช้เวลาฉาย 7 เดือนทำรายได้ขนาดนี้ ส่วน The Force Awakens ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม รายได้ของ Avatar นอกสหรัฐเยอะมาก หนังมีรายได้ทั่วโลกสูงถึง 2.78 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งตอนนี้ The Force Awakens ยังทำรายได้ทั่วโลกที่ 1.56 พันล้านดอลลาร์เท่านั้น และแวดวงภาพยนตร์ก็คาดการณ์ว่ารายได้รวมน่าจะอยู่ที่ 2.2-2.4 พันล้านดอลลาร์ แซงหน้า Titanic ได้ แต่ยังไม่สามารถไปได้ถึง Avatar

ที่มา - The Hollywood Reporter

นักวิชาการท้าทายคำอ้างมูลนิธิ Anne Frank, เผยแพร่ต้นฉบับบันทึก

By: lew on Sat, 2016-01-02 20:16

Olivier Ertzscheid นักวิชาการจากฝรั่งเศส และ Isabelle Attard ผู้แทนราษฎรจากพรรค Green โพสบันทึกของ Anne Frank ฉบับภาษาเนเธอร์แลนด์บนเว็บไซต์ แม้มูลนิธิ Anne Frank จะออกมาประกาศอ้างว่าบันทึกนี้เป็นการประพันธ์ร่วมกับ Otto Frank บิดาของ Anne Frank

ตัว Otto Frank เสียชีวิตเมื่อปี 1980 หากนับอายุลิขสิทธิ์ 70 ปีหลังจากผู้ประพันธ์เสียชีวิต บันทึกก็จะมีอายุลิขสิทธิ์ถึงปี 2050 อีกข้อโต้แย้งคืองานประพันธ์นี้ตีพิมพ์หลังตัว Anne และ Otto เสียชีวิต ทำให้ต้องนับอายุลิขสิทธิ์ไป 50 ปีซึ่งทางมูลนิธิอ้างลิขสิทธิ์ฉบับที่ตีพิมพ์โดย Dutch State Institute for War Documentation ที่ตีพิมพ์ในปี 1986 ทำให้ลิขสิทธิ์ฉบับนี้จะอยู่ไปอีกถึงปี 2037 ห้าสิบปีหลังจากผู้ประพันธ์เสียชีวิต

ผู้โพสหนังสือลงออนไลน์ทั้งสองคนระบุว่าคล้ายกันว่าผู้เขียนจะได้รับการยกย่องมากกว่าเดิมหากหนังสือถูกเผยแพร่ได้โดยเสรี

หนังสืออีกเล่มที่หมดอายุในปี 2015 คือ Mein Kampf โดยอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่เขียนกล่าวโทษชาวยิว หนังสือเล่มนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง มีการตีพิมพ์หลายล้านเล่ม ก่อนที่จะหมดลิขสิทธิ์ สิทธิ์ถือไว้โดยรัฐบาลแคว้นบาวาเรียและไม่มีการยกสิทธิ์ให้ใครตีพิมพ์จนกระทั่งมันหมดลิขสิทธิ์

ที่มา - ABC, The Guardian

ทางด่วนกรุงเทพ และ รถไฟฟ้ากรุงเทพ ควบกิจการเป็น "ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ" แล้ว

By: magnamonkun on Wed, 2015-12-30 23:37

เมื่อต้นปี พ.ศ. 2558 มีข่าวใหญ่จากฝั่งธุรกิจขนส่งมวลชน เมื่อ บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ประกาศควบรวมกิจการกันเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับทั้งสองบริษัท ในวันนี้การควบรวมกิจการของทั้งสองก็เสร็จสิ้นลงเรียบร้อยแล้ว และได้ชื่อบริษัทใหม่คือ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (SET: BEM)

โดยในวันนี้ BMCL และ BECL ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า นายทะเบียนบริษัทมหาชนจำกัด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้รับจดทะเบียนการควบบริษัทดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป ทั้ง BMCL และ BECL ถือว่าหมดสภาพการเป็นนิติบุคคล และทรัพย์สิน หนี้สิน สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบทั้งหมดของ BMCL และ BECL จะถูกโอนให้ไปอยู่ในความรับผิดชอบของ BEM ทั้งหมด นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ก่อนหน้านี้ BMCL และ BECL ได้แจ้งขอขึ้นเครื่องหมาย SP หรือคำสั่งห้ามสั่งซื้อหรือสั่งขายเป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2558 หลังผ่านการอนุมัติการเปลี่ยนคู่สัญญาตามสัญญาสัมปทานของแต่ละโครงการจากคณะรัฐมนตรี เพื่อเริ่มขั้นตอนการควบรวมกิจการในขั้นตอนสุดท้าย

ในวันเดียวกัน (30 ธันวาคม) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก็ได้ประกาศเพิกถอน BMCL และ BECL ออกจากการเป็นหุ้นจดทะเบียนอย่างเป็นทางการ และประกาศขึ้นทะเบียน "BEM" เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2559 เป็นต้นไป โดยนักลงทุนจะได้รับหุ้นของ BEM ตามจำนวนหุ้นของ BMCL และ BECL ที่ถืออยู่รวมกัน และจะสามารถซื้อขายหุ้น BEM ได้ตามปกติตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2559 เป็นต้นไป

ที่มา - ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (หนังสือแจ้งขอขึ้นเครื่องหมาย SP, หนังสือแจ้งผลการจดทะเบียนควบบริษัทฯ, หนังสือแจ้งเพิกถอนหลักทรัพย์)

สรุปแนวทาง "บัตรทอง" แบบใหม่ เน้นให้มีการเก็บเงินสมทบ คาดเริ่มใช้ปี '60

By: arjin on Wed, 2015-12-30 10:21

จากข่าวที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอให้มีการปรับแนวทางระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือที่เรียกสั้นๆ ว่าบัตรทอง ล่าสุด คณะกรรมการจัดทำแนวทางเพื่อระดมทรัพยากรเพื่อความยั่งยืนของระบบหลักประกันสุขภาพ (ชื่อยาวจัง) ซึ่งมีนายแพทย์ สุวิทย์ วิบูลย์ผลประเสริฐ เป็นประธาน และนายอมมาร สยามวาลา เป็นที่ปรึกษา ได้สรุปข้อเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในการหาแนวทางที่เหมาะสม ซึ่งสรุปได้ดังนี้

  • มีการเก็บเงินสมทบ โดยปรับเพิ่มเพดานเงินเดือนขั้นต่ำสำหรับสิทธิประกันสังคม (ปัจจุบัน 15,000 บาท) ส่วนข้าราชการเดิมให้คงสิทธิหรือเลือกระบบใหม่ ส่วนข้าราชการใหม่และลูกจ้างรัฐให้เข้าระบบประกันสังคม ส่วนกลุ่มบัตรทองให้มีการจ่ายเงินสมทบตามรายได้
  • เก็บเงินสมทบจากภาษีช่องทางอื่น เช่น มีการจัดสรรเงินจากภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อใช้อุดหนุนระบบหลักประกันสุขภาพภาครัฐ
  • ให้ผู้ป่วยจ่ายสมทบ ณ จุดบริการ ซึ่งประเด็นนี้มีข้อระวังหลายอย่าง เช่น ต้องแน่ใจว่าผู้มีรายได้สูงไม่สามารถใช้เป็นช่องทางพิเศษได้ หรือต้องมีกระบวนการกระจายเงินกลับสู่โรงพยาบาลอย่างเหมาะสม และต้องไม่ครอบคลุมโรคติดต่อบางประเภท

สำหรับแนวทางบัตรทองในปี 2559 จะยังคงใช้แบบเดิมต่อไป แต่ปี 2560 น่าจะได้ข้อสรุปการเปลี่ยนแปลงต่อไป

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ ฉบับพิมพ์ ภาพ HFocus

Pages

Subscribe to MEconomics RSS