RadioShack ปิดสาขา 1,100 สาขา

By: lew on Wed, 2014-03-05 01:35
Tags: 

Radio Shack ร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์คู่มือของแฮกเกอร์ในยุคก่อนพีซีกำลังประสบปัญหาปรับตัวลำบาก ยอดขายลดลงจนต้องปิดสาขา 1,100 สาขา จากเดิม 5,200 สาขา จากยุครุ่งเรือง บางพื่นที่มีสาขามากถึง 8 สาขาในระยะ 8 กิโลเมตร แสดงว่าสาขาในตอนนี้มีมากเกินไป

ช่วงปีที่ผ่านมา Radio Shack ยอดขายลดลงถึง 19% ส่วนสองปีก่อนหน้านี้ก็ค่อยๆ ลดสาขาลงเรื่อยๆ

ในบรรดาร้านค้าปลีก Radio Shack เป็นร้านที่มีสาขามากเป็นอันดับหกของสหรัฐฯ รองจาก Dollar General, Walgreen, Family Dollar, 7-Eleven, และ CVS Caremark การลดสาขาครั้งนี้จะทำให้ตกอันดับไปอีกมาก

ในยุครุ่งเรืองมากๆ ของ Radio Shack บ้านเราก็มีร้านนี้มาเปิดอยู่หลายสาขาช่วงปี 2545 ครับ

ที่มา - CNN Money

Forbes จัดอันดับมหาเศรษฐีไทย 2014 - ธนินทร์ยังครองแชมป์, ทักษิณอยู่อันดับ 6

By: arjin on Tue, 2014-03-04 14:35

นิตยสาร Forbes ประกาศอันดับมหาเศรษฐีโลกประจำปี 2014 โดยต้องมีความมั่งคั่งระดับพันล้านดอลลาร์ขึ้นไป (Billionaire) ในส่วนของมหาเศรษฐีไทย มีผู้ติดอันดับทั้งหมด 10 คนดังนี้

  1. นายธนินทร์ เจียรวนนท์ และครอบครัว ประธานเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ติดอันดับ 97 ของโลก มีสินทรัพย์ 1.14 หมื่นล้านดอลลาร์
  2. นายเจริญ สิริวัฒนภักดี ประธานบริษัทไทยเบฟเวอเรจ ติดอันดับ 141 ของโลก มีสินทรัพย์ 9 พันล้านดอลลาร์
  3. นายวานิช ไชยวรรณ ประธานบริษัทไทยประกันชีวิต มีสินทรัพย์ 3.65 พันล้านดอลลาร์
  4. นายกฤตย์ รัตนรักษ์ ประธานบริษัทกรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ (ช่อง 7) มีสินทรัพย์ 2.8 พันล้านดอลลาร์
  5. นายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ประธานและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ กรุงเทพดุสิตเวชการ มีสินทรัพย์ 1.75 พันล้านดอลลาร์
  6. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว (Forbes ใช้คำว่าเป็นนักลงทุน) มีสินทรัพย์ 1.6 พันล้านดอลลาร์
  7. นายวิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานบริษัทคิง เพาเวอร์ มีสินทรัพย์ 1.5 พันล้านดอลลาร์
  8. นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานบริษัทบีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ มีสินทรัพย์ 1.35 พันล้านดอลลาร์
  9. นายสุรินทร์ อุปพันธกุล หรือดะโต๊ะสุรินทร์ นักลงทุน มีสินทรัพย์ 1.3 พันล้านดอลลาร์
  10. นายทองมา วิจิตรพงศ์พัน ประธานบริษัทพฤกษา เรียลเอสเตท มีสินทรัพย์ 1.15 พันล้านดอลลาร์

อ่านเพิ่มเติม: ผลการจัดอันดับเฉพาะกลุ่มผู้นำบริษัทไอทีของโลก (Blognone) และ อันดับเศรษฐีหุ้นไทยโดยวารสารการเงินการธนาคาร

ที่มา: Forbes

Southwest Airlines เริ่มเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศเป็นครั้งแรก

By: arjin on Wed, 2014-01-29 09:45

สายการบิน Southwest Airlines ต้นแบบกรณีศึกษาของสายการบินต้นทุนต่ำ หรือสายการบิน Low Cost ประกาศว่าสายการบินจะเริ่มเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศเป็นครั้งแรกในเดือนกรกฎาคมนี้

เส้นทางบินระหว่างประเทศในช่วงแรก จะเดินทางจากอเมริกาไปยังประเทศอารูบา, บาฮามาส และจาเมกา ซึ่งเป็นเส้นทางเดิมของสายการบิน AirTran ที่ไปซื้อกิจการมาในปี 2011

สายการบิน Southwest ที่ถือเป็นสายการบินในประเทศอเมริการายใหญ่ที่สุด ตั้งเป้าจะเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศให้ได้ใน 96 จุดหมายของ 6 ประเทศภายในปีนี้

ที่มา: MarketWatch

รัฐเคนทักกีผลักดันกฎหมายให้เทียบวิชาภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เป็นวิชาภาษา

By: lew on Mon, 2014-01-27 00:08

กฎหมายการศึกษาของรัฐเคนทักกีกำหนดให้นักเรียนต้องเรียน 22 หน่วยเพื่อจบชั้นมัธยมปลาย โดยระบุให้ 15 หน่วยต้องอยู่ในหมวดวิชาคณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์, และสังคม โดยที่ต้องมีวิชาภาษาต่างประเทศสองหน่วยเพื่อที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยได้

แต่กฎหมายใหม่จะเปิดให้นักเรียนที่เรียนวิชาเขียนโปรแกรม สามารถนำมาเทียบเป็นวิชาภาษาต่างประเทศได้

วิชาด้านคอมพิวเตอร์กลายเป็นวิชาที่ทำรายได้สูงแม้แต่ในสหรัฐฯ เอง การผ่านกฎหมายนี้จึงเป็นการสนับสนุนให้เด็กเข้าเรียนวิชาด้านคอมพิวเตอร์โดยตรง

กฎหมายนี้เพิ่งผ่านชั้นกรรมมาธิการโดยมีได้เสียงสนับสนุน 10 ต่อ 1 เสียงคัดค้าน ต่อจากนี้เป็นชั้นของสภารัฐ ที่จะผ่านกฎหมายนี้ต่อไป

ที่มา - Courier Journal

เศรษฐีจีนเริ่มย้ายออกไปอาศัยอยู่ต่างประเทศ เป้าหมายอันดับหนึ่งคืออเมริกา

By: mk on Thu, 2014-01-23 09:40

รายงานล่าสุดจากบริษัทวิจัยด้านความมั่งคั่งของจีนชื่อ Hurun ระบุว่า 1/3 ของมหาเศรษฐีชาวจีน (ใช้หลักเกณฑ์คัดเลือกว่าต้องมีทรัพย์สิน 16 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 550 ล้านบาทขึ้นไป) ย้ายออกไปอาศัยในต่างประเทศแล้ว

เหตุผลของการย้ายยังเป็นที่ถกเถียงกัน ส่วนหนึ่งมาจากเศรษฐีเหล่านี้ต้องการให้ลูกๆ ได้มีการศึกษาในระบบตะวันตก และอีกส่วนหนึ่งมาจากการหนีสภาพแวดล้อมแย่ๆ ทั้งเรื่องมลพิษและประชากรแออัดในเขตเมืองใหญ่ของประเทศจีน

เหตุผลอีกข้อหนึ่งที่เป็นไปได้คือ เศรษฐีจีนต้องการหลบเลี่ยงการยึดทรัพย์จากรัฐบาลจีนในข้อหาคอร์รัปชันหรือใช้อิทธิพลกับข้าราชการ สถิติจาก Boston Consulting Group ประเมินว่าเศรษฐีจีนมีเงินอยู่นอกประเทศรวมกันประมาณ 450 พันล้านดอลลาร์ (สถิติจากอีกบริษัทคือ Wealth Insight บอกว่า 658 ล้านดอลลาร์)

การที่เศรษฐีจีนย้ายออกจากจีนทำให้บริษัทด้านสินค้าฟุ่มเฟือยภายในจีนมีปัญหายอดตก 15% เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งถือว่าลดเยอะที่สุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ส่วนเป้าหมายอันดับหนึ่งที่เศรษฐีจีนอยากไปอาศัยอยู่คือสหรัฐอเมริกา ตามด้วยยุโรป แคนาดา ออสเตรเลีย สิงคโปร์ และฮ่องกง

ที่มา - Business Insider

IMF เตือนเศรษฐกิจทั่วโลกอาจจะเจอภาวะเงินฝืด

By: toandthen on Thu, 2014-01-16 10:10

Christine Largarde หัวหน้าของ IMF ได้ออกมาเตือนว่า แม้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกจะเริ่มดีขึ้นในปีนี้ แต่ทุกคนควรระวังภาวะเงินฝืด หรือภาวะเงินเฟ้อติดลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศยูโรโซน

ภาวะเงินฝืด จะสร้างปัญหาให้กับช่วงเศรษฐกิจเติบโต เพราะว่าราคาสินค้าต่าง ๆ จะลดลง ทำให้ผู้บริโภคทั่วไปจะชะลอการจับจ่ายใช้สอย เพื่อรอให้ราคาสินค้าต่าง ๆ ลดลงมาอีก ในขณะที่การลงทุนจะลดลง เพราะว่าต้นทุนในการกู้เงินสูงขึ้น

ในขณะเดียวกัน World Bank ได้ออกมาบอกว่าเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว น่าจะดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา อย่างไรก็ตามการเติบโตในปีนี้ยังค่อนข้างอ่อนไหว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา ได้ทยอยลดการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบลง

สุดท้ายแล้ว World Bank เชื่อว่าทั่วโลก อัตราการเติบโตของ GDP เฉลี่ยจะอยู่ที่ 3.2% มากกว่าปีที่แล้วซึ่งโตได้เพียงแค่ 2.4% โดยการเพิ่มขึ้นของตัวเลขนี้จะมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศที่รวยแล้ว

ที่มา - BBC

หุ้นบริษัท "Nestor" ราคาพุ่ง เพราะเข้าใจผิดว่าเป็นบริษัทที่กูเกิลซื้อ?

By: chayaninw on Thu, 2014-01-16 00:18

การที่กูเกิลเข้าซื้อกิจการบริษัท Nest Lab ด้วยมูลค่า 3,200 ล้านดอลลาร์ ไม่เพียงแต่จะทำเงินให้ผู้ถือหุ้นของ Nest Lab เพียงอย่างเดียว แต่ยังส่งผลให้หุ้นระดับ "เศษสตางค์" ของบริษัทอีกแห่งหนึ่ง พุ่งพรวดตามไปด้วย

บริษัท Nestor, Inc. ประกอบกิจการขายเครื่องมือด้านการบังคับใช้กฎจราจรแก่รัฐบาลท้องถิ่นต่างๆ ในสหรัฐ ใช้ตัวย่อในการซื้อขายหุ้นว่า NEST ก่อนการประกาศซื้อกิจการ Nest Lab หุ้นของ Nestor ซื้อขายกันที่ราคา 0.002 ดอลลาร์ต่อหุ้น และมีปริมาณการซื้อขายน้อยมาก ราคา Nestor ขึ้นพรวดมาปิดที่ 0.04 ดอลลาร์ต่อหุ้นในวันถัดมา คิดเป็นการขึ้น 1900% ซึ่งจากปริมาณการซื้อขายแล้วก็คงจะอธิบายได้ว่า คนจำนวนไม่น้อยคงสับสนกับบริษัท Nest Lab หรือคาดการณ์ได้ว่าจะมีนักลงทุนรายอื่นเข้าใจผิด

การซื้อหุ้นผิดเพราะตัวย่อนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ก่อนหน้านี้ หุ้นของบริษัท "TWTRQ" ก็พุ่งขึ้นรับ IPO ของบริษัททวิตเตอร์ หรือในไทยเอง ก็มีกระแสแนวขำขันเกี่ยวกับหุ้น "MK" ตอนที่บริษัทเอ็มเคสุกี้เข้าซือขายในตลาดหลักทรัพย์ การพุ่งขึ้นของหุ้น NEST นี้ ยังเปิดประเด็นที่น่าสนใจด้วยว่า หากมีผู้ได้ข่าวดีลซื้อ Nest Lab ล่วงหน้า ไปซื้อหุ้น Nestor รอไว้ จะเข้าข่ายใช้ข้อมูลวงใน (insider trading) หรือไม่

ที่มา - Business Insider

เบื้องหลัง UPS ส่งพัสดุช่วงคริสต์มาสไม่ทันเพราะ "เครื่องบินไม่พอ"

By: mk on Sun, 2013-12-29 10:20

เทศกาลคริสต์มาสในอเมริกาปีนี้ คนซื้อของออนไลน์เยอะเป็นประวัติการณ์ และก็เกิดปัญหาตามมาคือ "ส่งของไม่ทันตามที่สัญญาไว้" จนผู้ขายสินค้าแบบอีคอมเมิร์ซ (เช่น Amazon) ต้องแก้ปัญหาโดยแจกคูปองเงินสดหรือบัตรของขวัญให้ลูกค้าเป็นการแก้ตัว

Wall Street Journal มีบทความเจาะลึกว่า "ทำไมถึงส่งของไม่ทัน" โดยปัญหาเกิดจากบริษัท UPS ที่กินส่วนแบ่งตลาดด้านการส่งพัสดุสำหรับอีคอมเมิร์ซในสหรัฐ โดยคอขวดสำคัญอยู่ที่ฝูงบินขนส่งสินค้าของ UPS ที่ไม่พอเพียงกับความต้องการ

UPS มีศูนย์กลางการบินอยู่ที่เมือง Louisville ในรัฐเคนตักกี้ (มีชื่อเรียกว่า Worldport) โดยพัสดุจากทั่วอเมริกาจะมากองรวมกันอยู่ที่นี่แล้วใช้เครื่องบินกระจายไปยังรัฐต่างๆ จากนั้นค่อยใช้รถบรรทุกกระจายต่อไปยังปลายทางอีกครั้ง ปัญหาของ UPS คือมีฝูงบินขนาดไม่เยอะนัก (237 ลำ) ในขณะที่คู่แข่งอย่าง FedEx มีฝูงบิน 581 ลำและเช่าอีก 66 ลำ (FedEx ไม่มีปัญหานี้ในช่วงคริสต์มาส)

ศักยภาพของ Worldport สามารถรองรับพัสดุได้วันละ 1.6 ล้านชิ้น แต่ปริมาณการส่งสินค้าในคืนวันคริสต์มาสอีฟทะลุตัวเลขนี้ไปมาก (แม้ว่า UPS จะเตรียมรับมือเรื่องนี้ล่วงหน้าแล้วก็ตาม) เหตุผลอีกประการหนึ่งคือเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซเองก็สัญญากับลูกค้าแบบโอเวอร์เกินไป (สั่งแบบ last minute ก็ยังส่งทันในวันรุ่งขึ้น หรือลดราคาแบบพิเศษสุดๆ ในวินาทีสุดท้าย) ทำให้ลูกค้านิ่งนอนใจและหันมาสั่งสินค้าช่วงนาทีสุดท้ายกันหมด คนส่งของเลยลำบาก

ที่มา - Wall Street Journal

Pantry บริการขายสินค้าในครัวเรือนจาก Amazon, เตรียมเปิดตัวปีหน้า

By: Blltz on Tue, 2013-12-17 18:16

Amazon ยังคงตั้งหน้าตั้งตาขยายธุรกิจค้าปลีกของตัวเองอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีรายงานว่า Amazon มีแผนจะขยายไปขายเครื่องใช้ในครัวเรือนด้วยบริการใหม่ที่ชื่อว่า "Pantry" ภายในปีหน้า

Pantry จะเป็นแผนกของ Amazon ที่วางขายสินค้าประเภทเครื่องใช้ในครัวเรือนมากกว่า 2,000 ชนิด อย่างเช่น อุปกรณ์ขัดล้าง อาหารกระป๋อง ของแห้ง อาหารสัตว์ เป็นต้น ซึ่งต้นทางคาดว่า Amazon จะแก้ไขค่าส่งที่ค่อนข้างแพงของสินค้าประเภทนี้ (เพราะจำนวนค่อนข้างเยอะ) เพื่อไปแข่งขันกับคู่แข่งที่มีโกดังเก็บของประจำเมืองได้ ซึ่งอาจเป็นการกำหนดขนาดของสิ่งของ และแพคลงไปในกล่องที่ล็อกขนาดไว้แล้วก็เป็นได้

ถ้าหากแผนนี้ของ Amazon เป็นจริง จะเป็นการแข่งขันโดยตรงกับ Costco และ Sam's Club ที่ขึ้นชื่อเรื่องการขายสินค้าปริมาณมากๆ ในราคาถูกนั่นเอง ส่วนเหตุผลที่ Amazon เลือกขยายธุรกิจมาทางนี้ น่าจะมาจากฐานผู้ซื้อของ Amazon ที่มีแนวโน้มว่าจะซื้อสินค้าประเภทนี้นั่นเอง

ที่มา - USA Today

แฝดน้อง Winklevoss บอกมูลค่า Bitcoin จะทะลุ 40,000 เหรียญ, ยังไม่สนใจค่าเงินทางเลือกอื่น

By: Blltz on Tue, 2013-12-17 18:03
Tags: 

ในช่วงที่กระแสของ Bitcoin กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลกทั้งในแง่บวกจากมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแง่ลบจากการที่ประเทศจีนแบนไม่ให้สถาบันทางการเงินแลกเปลี่ยน Bitcoin รวมถึงคำเตือนจากบรรดาประเทศในแถบยุโรป Cameron Winklevoss หนึ่งในคู่แฝด Winklevoss ที่เคยมีข่าวว่าถือ Bitcoin มากกว่า 11 ล้าน BTC รวมถึงความพยายามในการจัดตั้ง Winklevoss Bitcoin Trust ซึ่งเป็นกองทุน Bitcoin โดยเฉพาะ ได้โพสต์ใน Reddit เกี่ยวกับทิศทางของ Bitcoin ในทัศนของเขาไว้หลายเรื่อง (แต่ไม่มีเรื่องกองทุนเพราะขัดข้อบังคับ)

เรื่องแรกคือมูลค่าของ Bitcoin นั้น Winklevoss เชื่อว่าราคาของ Bitcoin ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จะสามารถสูงกว่า 40,000 เหรียญได้ ส่วนผลกระทบจากการปิดตัวของตลาดค้าของเถื่อนออนไลน์อย่าง Silk Road นั้น เขาบอกว่าผู้คนใส่ใจกับเรื่องนี้มากเกินไป และเชื่อว่าเงินที่หมุนเวียนใน Silk Road นั้นนั้นมีปริมาณเล็กน้อยมาก (ระบุตัวเลขว่า 4% จากยอดเงินที่เคลื่อนไหวทั้งหมด)

ในโอกาสที่ค่าเงินทางเลือกแบบ Bitcoin นั้นได้รับความนิยมมากขึ้นในตอนนี้จากการเติบโตของ Bitcoin นั้น Winklevoss บอกว่ายังไม่สนใจในค่าเงินทางเลือกตัวอื่น เพราะยังไม่เห็นว่าตัว Bitcoin นั้นมีปัญหาอะไร

ที่มา - CoinDesk

อันดับเศรษฐีหุ้นไทย 2556 - หมอปราเสริฐครองแชมป์ปีแรก ส่วนตระกูลจิราธิวัฒน์ล้มแชมป์มาลีนนท์สำเร็จ

By: arjin on Thu, 2013-12-12 13:33

ผลการจัดอันดับเศรษฐีหุ้นไทยประจำปี 2556 โดยวารสารการเงินธนาคารร่วมกับคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งใช้วิธีวัดมูลค่าหุ้นที่ถือครองประเภทบุคคลธรรมดา ตามการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นล่าสุดก่อนวันที่ 30 กันยายน 2556 โดยแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยประจำปีนี้คือ น.พ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) เจ้าของเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ โดยหมอเสริฐถือครองหุ้นรวม 36,596.20 ล้านบาท ประกอบด้วยหุ้น บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชกา 18.78% และหุ้นบมจ.โรงพยาบาลนนทเวช (NTV) 0.79% โดยนี่เป็นปีแรกที่หมอเสริฐครองตำแหน่งแชมป์เศรษฐีหุ้นไทย

ส่วนอันดับที่ 2 เป็นของนายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ โดยถือหุ้น BTS 33.93% มูลค่า 34,219.7 ล้านบาท และอันดับ 3 คือนายพิชญ์ โพธารามิก ซึ่งถือครองหุ้น บมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) 15,213.39 ล้านบาทคิดเป็นสัดส่วน 25.84% และบมจ.โมโน เทคโนโลยี (MONO) 11,268.59 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 71.87% โดยนายพิชญ์เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารทั้งสองบริษัท

ในส่วนของการจัดอันดับตระกูลเศรษฐีหุ้น ปีนี้ตระกูลจิราธิวัฒน์ล้มตระกูลมาลีนนท์ที่เป็นแชมป์เก่า 14 ปีติดต่อกันลงได้ โดยเครือญาติในตระกูล 31 คนถือครองหุ้นรวมกันมูลค่า 66,787.88 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากหุ้นบมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) ที่ราคาปรับตัวมากกว่า 100% ในปีที่ผ่านมา

อันดับทั้งหมดดูได้ท้ายข่าวครับ

ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ

โดราเอม่อนเริ่มจำหน่ายการ์ตูนฉบับภาษาอังกฤษในอเมริกาเป็นครั้งแรกผ่าน Kindle

By: arjin on Thu, 2013-11-28 19:10

โดราเอม่อนเป็นการ์ตูนที่ได้นิยมอย่างยาวนานหลายทศวรรษ แต่ที่น่าสนใจคือการ์ตูนเรื่องนี้ไม่เคยเข้าไปทำตลาดในอเมริกาเลย ซึ่งบริษัท Shogakukan สำนักพิมพ์เจ้าของลิขสิทธิ์โดราเอม่อนเพิ่งตัดสินใจจำหน่ายโดราเอม่อนในอเมริกาและแคนาดา โดยเป็นการขายอีบุ๊คผ่าน Amazon Kindle ในราคา 2.99 ดอลลาร์

สำหรับแพลตฟอร์มอื่นอย่าง iBook ของแอปเปิล, Nook และ Google Play นั้นก็อยู่ในแผนเช่นกัน

สำหรับการแปลนั้นมีเพียงโดราเอม่อนที่ยังคงชื่อตัวละครเดิมไว้ แต่ตัวละครอื่นอย่างโนบิตะถูกเปลี่ยนเป็น โนบี้ หรือไจแอนท์ก็กลายเป็น บิ๊กจี ซึ่งเป็นลักษณะที่การ์ตูนญี่ปุ่นนิยมทำเวลาแปลงเป็นภาษาอังกฤษในตลาดอเมริกา เพื่อให้ชื่อตัวละครคุ้นกับผู้อ่านมากกว่า นอกจากนี้โดรายากิก็ถูกแปลเป็น Fudgy Pudgy Pie หรือคอปเตอร์ไม้ไผ่ก็เป็น Hopter

นักวิเคราะห์มองว่าที่โดราเอม่อนไม่ได้เข้าในตลาดอเมริกาเลยนั้น เพราะเนื้อเรื่องโนบิตะมีความอ่อนแอและคอยพึ่งแต่โดราเอม่อนมากเกินไป ซึ่งไม่ใช่แนวที่เด็กอเมริกาชอบอ่านกัน แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไปและวัฒนธรรมเปิดกว้างมากขึ้น โดราเอม่อนก็สมควรแก่เวลาบุกตลาดอเมริกาเสียที

ที่มา: The Asahi Shimbun

ตลาดหลักทรัพย์ mai เตรียมจัดกลุ่มอุตสาหกรรมของหุ้นเป็น 8 กลุ่ม มีผลปี 2558

By: arjin on Wed, 2013-11-27 19:26

ตลาดหลักทรัพย์ mai เปิดเผยว่าทางตลาดฯ ได้เตรียมจัดหลักทรัพย์ออกเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูลธุรกิจได้ชัดเจนมากขึ้น

ที่ผ่านมาหุ้นที่อยู่ในตลาดฯ mai จะถูกเรียกรวมกันเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดกลาง ทำให้การเปรียบเทียบหุ้นกับค่าเฉลี่ยตามหมวดธุรกิจอาจไม่สะท้อนภาพจริงได้ดีพอนั่นเอง

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมทั้ง 8 หมวดประกอบด้วย กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร, กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค,กลุ่มธุรกิจการเงิน, กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม, กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง, กลุ่มทรัพยากร, กลุ่มบริการ และกลุ่มเทคโนโลยี โดยมีความหมายและนิยามเหมือนกับในตลาดฯ SET

ตลาดฯ mai จะแจ้งการเปลี่ยนแปลงนี้ให้ผู้ลงทุนทราบตลอดปี 2557 และเริ่มเผยแพร่ค่าดัชนีกลุ่มอุตสาหกรรมและค่าสถิติตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นไป โดยสามารถดูโครงสร้างการจัดกลุ่มอุตสาหกรรมของหุ้นใน mai ได้จากลิงก์นี้ http://www.mai.or.th/th/company/industry_group_p1.html

ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

Sony Pictures หั่นส่วนภาพยนตร์ เน้นทีวีมากขึ้น

By: chayaninw on Mon, 2013-11-25 22:11

บริษัท Sony Pictures ประกาศต่อนักลงทุนว่า บริษัทมีแผนจะลดการลงทุนด้านภาพยนตร์ของบริษัทลง และให้ความสำคัญมากขึ้นกับธุรกิจรายการโทรทัศน์ซึ่งทำกำไรได้ดีกว่า หลังจากที่ช่วงที่ผ่านมา Sony Pictures มีผลงานด้านภาพยนตร์ที่ไม่เข้าเป้าหลายเรื่อง เช่น ภาพยนตร์ไซไฟ After Earth และภาพยนตร์แอกชั่น White House Down

สายงานโทรทัศน์ของ Sony ได้ผลิตรายการโทรทัศน์ที่ประสบความสำเร็จมากคือ Breaking Bad ซึ่งในปีบัญชีที่ผ่านมา สร้างรายได้สูงถึง 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่ารายได้ที่ตั้งเป้าไว้เป็น "สิบเท่า" ในขณะที่ฝั่งภาพยนตร์ White House Down มียอดจำหน่าย 205 ล้านดอลลาร์ จากทุนสร้าง 150 ล้านดอลลาร์ และ After Earth มียอดจำหน่าย 244 ล้านดอลลาร์ จากทุนสร้าง 135 ล้านดอลลาร์

Amy Pascal ประธานร่วมของ Sony Pictures ได้กล่าวว่าในปีที่ผ่านมา ช่วงฤดูกาลหนังฟอร์มยักษ์ที่ผ่านมามีหนังออกฉายเป็นจำนวนมาก เป็นสาเหตุหนึ่งทำให้ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร โดยในฤดูร้อนปีหน้า บริษัทจะออกภาพยนตร์เพียงสี่เรื่อง จากปีที่ผ่านมาที่ออกถึงเก้าเรื่อง

Sony ยังพูดถึงหนังที่มีแผนการของบริษัทด้วยว่า จะมีหนังใหม่จากโลกของ Spider-Man ที่กำลังผลิตอยู่ และจะมีหนังจากนิยายเรื่อง Inferno ของ Dan Brown หนัง Angry Birds และหนัง Popeye เรื่องใหม่ด้วย

ที่มา - BBC News

Wikileaks ปล่อยเอกสาร ข้อตกลงทรัพย์สินทางปัญญาของสัญญาการค้า TPP

By: lew on Thu, 2013-11-14 10:07

ข้อตกลงการค้า Trans-Pacific Partnership เป็นข้อตกลงที่นับว่าใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ตอนนี้ชาติที่เข้าร่วมมี GDP รวมถึง 40% ของโลก แต่ข้อมูลการตกลงที่ออกมานับว่าน้อยมาก ล่าสุด Wikileaks ได้ปล่อยเอกสารที่ระบุว่าเป็นข้อตกลงในบทของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาออกมา

เอกสารยาวมาก และในอีกไม่นานคงมีข่าวบทวิเคราะห์ถึงบทต่างๆ ออกตามมา แต่ตัวอย่างของการวิเคราะห์ เช่น มีการเสนอให้ใช้กฎ notice and takedown ของสหรัฐฯ เป็นการทั่วไป ปัญหาคือสหรัฐฯ เองใช้กฎนี้แล้วยังมีปัญหาอีกหลายอย่าง มีการส่ง notice ผิดพลาดมากมาย

ส่วนสำคัญส่วนหนึ่งคือการคุ้มครอง DRM (digital rights management) อย่างชัดเจน ชาติสมาชิกจะต้องมีกฎหมายคุ้มครอง DRM

เอกสารยังอยู่ระหว่างการร่าง ยังมีโน้ตการเสนอแนะและการคัดค้านมากมาย

ที่มา - Wired, Wikileaks

Pages

Subscribe to MEconomics RSS