Facebook ตั้งราคาหุ้น IPO ไว้ที่ 28-35 เหรียญ เตรียมระดมทุนเป็นเงินกว่า 13,000 ล้านเหรียญ
ใกล้ถึงเวลาที่ Facebook จะระดมทุนครั้งแรกในตลาดหุ้น (IPO) เข้าไปทุกขณะแล้ว หลังจากที่มีข่าวลือว่าจะเข้าตลาดในวันที่ 18 พฤษภาคมนี้ ล่าสุด Facebook เพิ่มข้อมูลลงใน S-1 ว่าจะตั้งราคาหุ้นไว้ระหว่าง 28-35 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งคาดการณ์จะเริ่มซื้อขายในตลาด NASDAQ และใช้ตัวอักษรย่อว่า "FB" ตามข่าวก่อนหน้า
จากราคาเปิดเท่านี้ คาดการณ์ได้ว่า Facebook ต้องการเงินจากการระดมทุนที่ราว 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจะทำให้บริษัทมีมูลค่าตามตลาดหุ้นที่ 77,000-96,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ทั้งนี้ทั้งนั้น Mark Zuckerberg ยืนยันว่าจะถือหุ้นไว้ที่ประมาณ 57.3% เพื่อครองอำนาจการตัดสินใจเอาไว้
ที่มา - The Wall Street Journal
พม่าเตรียมเปิดตลาดหุ้นใหม่ รับความช่วยเหลือจากญี่ปุ่น
พม่ากำลังจะเปิดตลาดหลักทรัพย์แห่งใหม่ของประเทศ ด้วยความช่วยเหลือจากตลาดหลักทรัพย์โตเกียวและบริษัทหลักทรัพย์ Daiwa Securities Group จากญี่ปุ่น
ตลาดหลักทรัพย์โตเกียวกับ Daiwa ได้ทำบันทึกความเข้าใจ (MoU) กับธนาคารกลางของพม่า โดยโฆษกของ Daiwa เปิดเผยว่า ตามแผนการแล้ว ตลาดหลักทรัพย์แห่งใหม่จะเปิดทำการภายในปี 2015 โดยในแถลงการณ์ระบุว่าจะเป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งแรกของประเทศ
ก่อนหน้านี้ พม่าเคยมีตลาดลักษณะ over the counter ขนาดเล็กแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งขึ้นด้วยความช่วยเหลือจาก Daiwa ในปี 1996 โดยมีหุ้นซื้อขายกันเพียงสองบริษัทเท่านั้น
ที่มา - BBC News, The Irrawaddy
Facebook จะเลือกซื้อขายในตลาดหุ้น Nasdaq
ทราบกันดีอยู่แล้วว่า Facebook ได้ยื่นเอกสารเพื่อเตรียมเข้าซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ แต่ที่ผ่านมา Facebook ยังไม่ได้ตัดสินใจเลือกว่าจะเอาหุ้นของบริษัทเข้าซื้อขายที่ตลาดหุ้นนิวยอร์ค (NYSE) หรือ Nasdaq ซึ่งรายงานล่าสุดจาก The New York Times และ CNBC ยืนยันตรงกันว่า Facebook เลือกตลาดหุ้น Nasdaq แล้ว
ประเด็นที่ว่าซื้อขายในตลาดใดอาจไม่มีนัยยะต่อ Facebook นัก แต่ข่าวนี้ส่งผลดีต่อตัวตลาด Nasdaq อย่างมาก เพราะ Facebook จะมีหุ้นเพิ่มทุนเพื่อมาซื้อขายในตลาดช่วงแรกมีมูลค่าประเมินสูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งจะช่วยเสริมวอลุ่มให้กับตลาดได้อย่างดี
อีกเหตุผลที่ Facebook เลือก Nasdaq ก็คือในตลาด Nasdaq มีบริษัทด้านเทคโนโลยีเข้ามาจดทะเบียนซื้อขายหุ้นอยู่แล้วหลายรายทั้ง แอปเปิล กูเกิล และไมโครซอฟท์ หากแต่ปีที่แล้วตลาดหุ้นนิวยอร์คสามารถชิงเอา LinkedIn เข้ามาซื้อขายในตลาดของตนได้สำเร็จ ก็เลยเกิดกระแสว่า Facebook อาจตามไปอยู่ตลาดหุ้นนิวยอร์คด้วยนั่นเอง
ที่มา: USA Today
ตลาดหลักทรัพย์กัมพูชาเปิด 18 เมษายนนี้
หลังการล่มสลายของระบบการเงินเมื่อพรรคกัมพูชาประชาธิปไตย (Khmer Rouge) เข้าปกครองประเทศในปี 1975 แต่หลังการล่มสลายของเขมรแดง กัมพูชาก็กลับมารับทุนต่างชาติมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งตอนนี้กัมพูชาก็กำลังจะมีตลาดหลักทรัพย์เป็นของตัวเอง แสดงถึงการกลับมาสู่ระบบทุนนิยมอย่างเต็มตัว
ตลาดหลักทรัพย์กัมพูชากำลังจะเปิดซื้อขายในวันที่ 18 เมษายนที่จะถึงนี้ โดยจะเป็นการเปิดกระจายหุ้นของบริษัทการประปาพนมเปญ โดยจะกระจายหุ้นมูลค่า 630 ล้านบาท โดยช่วงจองหุ้นแหล่งข่าวบอกกับบลูมเบิร์กว่ามียอดจองหุ้นถึงสิบเท่าตัวของหุ้นที่เปิดขาย
การเปิดตัวตลาดนี้เป็นความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์เกาหลีใต้ และนโยบายของรัฐบาลกัมพูชานั้นมีแนวทางที่จะแปลงรัฐวิสาหกิจไปเป็นบริษัทเอกชน
ตอนนี้มีบริษัทได้รับใบอนุญาตเป็นผู้รับประกันการกระจายหุ้น (underwriter) แล้วจำนวนเจ็ดบริษัท และคณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์กัมพูชาระบุว่าควรจะมีเพิ่มอีกหนึ่งบริษัท
ที่มา - Bloomberg
นักวิเคราะห์คาดหุ้นแอปเปิลทะลุ 700 ดอลลาร์
หลังยอดขายไอแพดใหม่ถล่มตลาดได้อย่างสวยงามอีกรอบ นักวิเคราะห์จากสี่สถาบันก็ปรับราคาเป้าหมายของแอปเปิลอยู่สูงกว่า 700 ดอลลาร์กันแล้ว เช่น Bloomberg ตั้งเป้าไว้ที่ 710 ดอลลาร์ Morgan Stanley นั้นตั้งเป้าหมายไว้ที่ 720 ดอลลาร์
ราคาปัจจุบันของหุ้นแอปเปิลอยู่ในช่วง 580-590 ดอลลาร์ หากไปถึงราคาเป้าหมายจริงแสดงว่าหุ้นกำลังจะขึ้นไปอีกถึงเกือบ 20%
บางทีสิ่งที่ควรตัดสินใจซื้อในงานเปิดตัวสินค้าของแอปเปิลก็คือหุ้นแอปเปิลเอง
ที่มา - Washington Post
ประกันสังคมมาเลเซียเตรียมโยกเงินลงทุน 30% ออกนอกประเทศ
กองทุนประกันสังคมมาเลเซีย (Employees Provident Fund - EPF) เป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ใหญ่เป็นอันดับสองของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิครองจากเกาหลีใต้ (ไม่รวมญี่ปุ่น) กำลังเตรียมยกเพดานการลงทุนในต่าประเทศจาก 23% เป็น 30% ในปี 2017 เพื่อเพิ่มผลตอบแทน
กองทุนมีขนาดสินทรัพย์รวม 470,000 ล้านริงกิต หรือประมาณ 4.8 ล้านล้านบาท มีผลตอบแทนปีที่แล้ว 27,200 ล้านริงกิต คิดเป็นประมาณ 5% ขณะที่กองทุนเกาหลีใต้นั้นทำได้เพียง 2.3% เท่านั้น
การเพิ่มการลงทุนในต่างประเทศจะเป็นการเพิ่มสัดการซื้อพันธบัตรในต่างประเทศไปด้วย โดยตอนนี้การลงทุนในต่างประเทศของ EPF เป็นการลงทุนหุ้นถึง 80% ขณะที่การลงทุนท้องถิ่นเป็นหุ้นเพียง 35% แม้เพดานการลงทุนหุ้นจะอยู่ที่ 42% ก็ตาม
ส่วนตลาดหุ้นนั้น EPF เล็งที่จะเข้าลงทุนระยะยาวในตลาดอินโดนีเซียเป็นหลัก นอกจากนั้นยังมีตลาดสหราชอาณาจักร, สหรัฐฯ, ญี่ปุ่น, และฮ่องกงอีกด้วย
ที่มา - Bloomberg
แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดอาจจะเปิดไอพีโอหุ้นในตลาดสิงคโปร์ในปีนี้
แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเคยเตรียมการเปิดขายหุ้นไอพีโอในตลาดสิงคโปร์มาก่อนหน้านี้แต่หยุดแผนการไปหลังจากตลาดหุ้นสิงคโปร์ตกลงไปถึง 17% ในปีที่แล้ว เมื่อสถานะการณ์ในปีนี้ดีขึ้นก็ได้เวลากลับมาพิจารณาแผนการอีกครั้ง
แผนการเดิมของทีมฟุตบอลที่ได้แชมป์ 19 สมัยนี้คือการเปิดขายหุ้นไอพีโอมูลค่าถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยกำไรสุทธิก่อนหักภาษีในปีที่แล้วอยู่ที่ 46.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ยังไม่มีความแน่นอนว่าทางทีมจะขายหุ้นในตลาดหุ้นสิงคโปร์แน่นอนหรือไม่ แหล่งข่าวบางแหล่งอ้างว่าทางทีมพิจารณาตลาดฮ่องกงอยู่ด้วยเช่นกัน
ซื้อหุ้นแล้วจะได้ตั๋วเข้าไปดูฟรีไหม?
ที่มา - BusinessWeek
หุ้นแอปเปิลกลายเป็นหุ้นเก็งกำไรระยะสั้นยอดนิยมของวอลล์สตรีท
ตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมาราคาหุ้นของบริษัทแอปเปิล (NASDAQ:AAPL) มีความผันผวนระหว่างวันในช่วงการซื้อขายสูงมากขึ้น ซึ่งนักวิเคราะห์จาก Wedgewood Partners ให้ความเห็นว่านักเก็งกำไรเริ่มเข้ามาซื้อขายหุ้นแอปเปิลกันแบบระยะสั้นมากขึ้น นับตั้งแต่แอปเปิลกลายเป็นบริษัทที่ 6 ในประวัติศาสตร์อเมริกาที่มีมูลค่ากิจการตามราคาในตลาดหลักทรัพย์เกิน 5 แสนล้านดอลลาร์ อีกทั้งแอปเปิลยังมีเป็นหุ้นประเภท "มีข่าว" ออกมาอยู่ต่อเนื่อง อย่างล่าสุดก็คือการเก็งกำไรประเด็น iPad รุ่นถัดไป จึงเหมาะมากสำหรับการเล่นเพื่อหวังทำกำไรระยะสั้น
ปัจจุบันแอปเปิลมีมูลค่ากิจการที่สูงจนถ่วงน้ำหนักถึง 4% ในดัชนีเอสแอนด์พี 500 พูดได้ว่าการขึ้นลงของหุ้นแอปเปิลส่งผลได้สูงต่อดัชนีเอสแอนด์พี 500 มาก เมื่อรวมกับความผันผวนระหว่างวันที่สูงขึ้นมาก โดยกรอบการขึ้นลงระหว่างวันปัจจุบันอยู่ที่ $12 ส่วนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาหุ้นแอปเปิลมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อจบการซื้อขายของวันระดับบวกลบเกิน 1% ถึง 12 วัน ปัจจัยเหล่านี้เองที่ส่งผลให้หุ้นแอปเปิลเริ่มเป็นที่นิยมของบรรดาเฮดจ์ฟันด์ ตลอดจนการซื้อขายในตลาดออปชันอีกด้วย
ที่ผ่านมาบริษัทในอเมริกาที่เคยมีมูลค่าเกิน 5 แสนล้านดอลลาร์ได้แก่ ไมโครซอฟท์, Exxon Mobil, ซิสโก้, อินเทล และ GE ซึ่งทุกบริษัทปัจจุบันมีมูลค่าต่ำกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์แล้วทั้งสิ้น เหล่านักเก็งกำไรจึงไม่เชื่อว่าแอปเปิลจะ "สร้างประวัติศาสตร์ใหม่" ขึ้นมาได้สำเร็จ มองว่าวันหนึ่งหุ้นแอปเปิลก็จะเข้าสู่ขาลงและมีมูลค่าต่ำกว่าตัวเลข 5 แสนล้าน
อย่างไรก็ตามหากพิจารณาปัจจัยพื้นฐานแบบหุ้นคุณค่าแล้ว หุ้นแอปเปิลซื้อขายกันที่อัตราส่วน P/E 15 เท่า ขณะที่กำไรสุทธิปีที่ผ่านมาเติบโตถึง 83% และอยู่ในระดับนี้หลายปีแล้ว จึงอาจกล่าวในอีกด้านหนึ่งได้ว่าตลาดหุ้นยังกดราคาหุ้นแอปเปิลไม่ให้สูงอยู่นั่นเอง ความเชื่อที่ว่าหุ้นเกิน $500 แล้วแพงจึงอาจไม่ถูกเสียทีเดียว
อาจจะไม่มีอะไรในกอไผ่, Eric Schmidt อาจขายหุ้นกูเกิลเพราะจะหย่า
ข่าวการขายหุ้นของ Eric Schmidt สร้างความกังวลใจให้กับผู้ถือหุ้นว่าเขามีความตั้งใจอะไรจึงขายหุ้น แต่ข่าวล่าสุดจาก New York Post ระบุว่าเป็นไปได้ที่ Schmidt อาจจะกำลังหย่ากับภรรยาคือ Wendy Schmidt
ข่าวนี้กลายเป็นข่าวซุบซิบเมื่อรายงานระบุว่า Eric นั้นเดทกับ Lisa Shields มาปีครึ่งแล้ว และถึงตอนนี้ก็อาจจะได้เวลาของการหย่าร้าง โดยคงต้องมีการจ่ายค่าชดเชยกัน
การคาดเดานี้ยังไม่มีหลักฐานอะไรยืนยัน แต่ครอบครัว Schmidt เองก็ค่อนข้างเก็บเงียบเรื่องส่วนตัวกันมากเป็นปรกติอยู่แล้ว
ที่มา - New York Post
Eric Schmidt ขายหุ้นกูเกิลมูลค่า 1,450 ล้านดอลลาร์
หลังจาก Eric Schmidt ถอนตัวจากงานบริหารกูเกิลไป บทบาทของเขาในบริษัทก็น้อยลงเรื่อยๆ ล่าสุดเขาก็ยื่นแบบฟอร์มไปยังคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ โดยเป็นการขายหุ้นชนิด A ออกไป 2.4 ล้านหุ้น
หุ้นของกูเกิลนั้นแบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ ชนิด A กับชนิด B โดยชนิด B นั้นมีเสียงโหวต 10 เสียง การขายครั้งนี้ในแง่เสียงโหวตแล้วจึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก หุ้นที่อยู่ในมือ Schmidt ยังมีเสียงโหวตถึง 7.3% มูลค่ารวมกว่าสี่พันล้านดอลลาร์ โดยเขาให้เหตุผลของการขายว่าต้องการกระจายการลงทุนออกไป
แต่ความกังวลของผู้ถือหุ้นว่า Schmidt อาจจะหมดใจกับกูเกิลไปแล้วและอาจจะหางานอย่างอื่นทำต่อไปก็คงมีอยู่ โดยเฉพาะในช่วงหลังๆ ที่เขาไม่ได้ค่อยได้มีบทบาทอะไรอีก
ที่มา - The Register
Facebook เข้าตลาดหุ้นเดือดร้อนถึงบริษัทนายหน้าซื้อหุ้นนอกตลาด
การที่เฟชบุ๊กไม่ยอมเข้าตลาดหุ้น นอกจากจะทำให้การคาดเดาราคาหุ้นเป็นไปได้ยากแล้ว หุ้นเฟซบุ๊กยังเป็นสินค้าทำกำไรชั้นเยี่ยมสำหรับบริษัทนายหน้ารับซื้อขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์หลายต่อหลายบริษัท เช่น SecondMarket และ SharesPost
แต่ในเมื่อเฟซบุ๊กได้ยื่นแบบ S-1 เพื่อขอนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แล้ว กระบวนการซื้อหุ้นผ่านตลาดรองเหล่านี้ที่ยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าก็ลดลงอย่างรวดเร็ว เฉพาะ SecondMarket บริษัทเดียวก็มีหุ้นเฟชบุ๊กผ่านมือไปแล้วถึง 1,100 ล้านดอลลาร์ตั้งแต่ปี 2009
Frank Mazzola จาก Felix Investments บริษัทดำเนินการซื้อขายหุ้นนอกตลาดอีกรายหนึ่งระบุว่าเขาไม่คิดว่าจะมีบริษัทที่มีขนาดใหญ่ระดับเฟชบุ๊กอยู่นอกตลาดอีก แต่บริษัทที่ได้รับความสนใจและอยู่นอกตลาดก็ยังมีอยู่เรื่อยๆ
คณะกรรมการกำกับกิจการซื้อขายหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ เคยเข้าไปมาตรวจสอบการทำงานของบริษัทซื้อขายหุ้นนอกตลาดเหล่านี้ แต่จนตอนนี้ก็ยังไม่มีมาตรการควบคุมอย่างจริงจังแต่อย่างใด
เหตุผลหนึ่งที่บริษัทเหล่านี้ได้รับความนิยมเพราะพนักงานยุคแรกๆ นั้นมักได้ใบออปชั่นเป็นส่วนหนึ่งของผลตอบแทน โดยใบออปชั่นเหล่านี้มีอายุจำกัด และหลายครั้งบริษัทก็ไม่ยอมเข้าตลาดหุ้นทั้งที่มีศักยภาพสูงจนกระทั่งพนักงานต้องการเงินจากออปชั่นเหล่านี้ บริษัทซื้อขายนอกตลาดเหล่านี้จึงกลายเป็นตลาดเพื่อการทำเงินจากใบออปชั่นให้สูงสุดแก่พนักงาน
ที่มา - CNN Money
หุ้นไอพีโอดอทคอมต่างพากันราคาร่วง
ปีนี้ถือเป็นปีที่บรรดาหุ้นบริษัทอินเทอร์เน็ตต่างพาเหรดกันเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ โดยช่วงที่ผ่านมามีทั้งเว็บเครือข่ายสังคมด้านอาชีพและการทำงาน LinkedIn, เว็บบริการวิทยุออนไลน์ Pandora ตลอดจนเว็บขายดีลแบบกลุ่ม Groupon ซึ่งในช่วงวันแรกๆ ของการซื้อขายในตลาดหุ้นนั้น ราคาหุ้นสามารถทำราคาสูงเหนือกว่าราคาเสนอขายครั้งแรกหรือราคาไอพีโออย่างมาก แต่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาราคาหุ้นเหล่านี้เริ่มปรับตัวลดลง หลายตัวก็ราคาต่ำกว่าราคาไอพีโอไปแล้ว อย่าง Groupon ที่ราคาเริ่มต้น $20 ตอนนี้ก็เหลือ $16.96 ทั้งที่หุ้นเข้าตลาดไม่ถึงหนึ่งเดือน ขณะที่ Pandora อาการหนักกว่า โดยหุ้นปรับตัวต่ำกว่า 34% ของราคาไอพีโอแล้ว ส่วน LinkedIn ที่แม้ราคายังไม่ต่ำกว่าราคาไอพีโอ แต่ก็ปรับตัวลดลงจากราคาสูงสุดกว่า $100 เหลือไม่ถึง $70
ปัจจัยเจ้าปัญหาของหุ้นบริษัทเหล่านี้คือทุกบริษัทล้วนใช้เทคนิคการทำสภาพคล่องของหุ้นให้ต่ำ (Free Float) เพื่อสร้างความต้องการในหุ้นให้สูงกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดการไล่ราคาหุ้นจนเกินมูลค่าไปมาก ซึ่งหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำนี้สามารถย้อนศรให้ผลลบได้คือราคาก็สามารถถูกทุบลงได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน Groupon นั้นเพิ่มทุนด้วยหุ้นไอพีโอเพียง 6% ของหุ้นทั้งหมด ขณะที่ LinkedIn และ Pandora ก็มีหุ้นเพิ่มทุนแค่ 9% เท่านั้น ความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องคำนึงถึงคือหุ้นเหล่านี้จะมีช่วงเวลาที่ผู้ถือหุ้นใหญ่รายเดิมจะไม่สามารถขายหุ้นในมือออกมาได้ (Silent Period) ซึ่งเมื่อหมดช่วงเวลานั้นที่ปกติเป็นระยะเวลาประมาณ 6 เดือน สภาพคล่องหุ้นก็จะสูงขึ้นและอาจเป็นโอกาสในการขายหุ้นทิ้งเพิ่มขึ้นได้อีก เหตุการณ์นี้อาจเกิดขึ้นได้กับหุ้นอินเทอร์เน็ตตัวอื่นที่ต่อคิวรอเข้าตลาดอย่าง Facebook, Zynga ได้เช่นกัน
ที่มา: WSJ
หุ้น Olympus ดีดขึ้น รับข่าวอาจไม่หลุดจากตลาดหุ้น
หลังจากที่ราคาหุ้นของ Olympus บริษัทผู้ผลิตเครื่องมือทางการแพทย์และกล้องถ่ายรูปจากญี่ปุ่น ได้ตกลงอย่างต่อเนื่องหลังจากที่มีการเปิดเผยการทุจริตภายในบริษัท ล่าสุดหุ้นของ Olympus ได้พุ่งกลับขึ้นมาชนเพดานราคาหุ้นในวันจันทร์ หลังจากที่มีข่าวออกมาว่า บริษัทอาจไม่โดนเพิกถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์ (delist) แต่โดนเพียงปรับเงินและผู้บริหารจะโดนคดีทางอาญาเท่านั้น
หุ้นของ Olympus กลับขึ้นมาอยู่ที่ราคา 540 เยน เพิ่มขึ้นมา 80 เยนซึ่งเป็นเพดานสูงสุดที่ราคาปรับขึ้นมาได้ในหนึ่งวัน แต่ Masayoshi Okamoto จาก Jujiya Securities ก็ยังเตือนว่า การคลายความวิตกกังวลเกี่ยวกับ Olympus ในตอนนี้ยังคงเร็วเกินไป และคำสั่งซื้อตอนนี้ยังอยู่ในระดับที่เป็นการเก็งกำไรอยู่
ปัจจุบัน Olympus เป็นผู้ผลิตกล้อง endoscope รายใหญ่ของโลก มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 70%
ที่มา – Reuters
