toandthen's blog

นายกเทศมนตรีลอนดอนสนับสนุนประชามติ เพื่อตัดสินว่าอังกฤษควรจะอยู่ใน EU ต่อไปหรือไม่

By: toandthen on Mon, 2013-05-13 16:44

นายบอริส จอห์นสัน นายกเทศมนตรีของกรุงลอนดอน ได้ออกมาประกาศว่าเขาสนับสนุนนโยบายของสมาชิกพรรคอนุรักษ์นิยมที่ไม่ได้มีตำแหน่งในสภา ให้มีการจัดประชามติเพื่อเลือกว่าอังกฤษยังต้องการมีสถานภาพเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ต่อไปหรือไม่ โดยเขาบอกว่าเมื่ออังกฤษออกจาก EU แล้ว คนอังกฤษจะได้รู้เสียทีว่าปัญหาของประเทศหลาย ๆ อย่างไม่ได้เกิดจาก EU เลย

การเมืองในอังกฤษปัจจุบัน มีการความแตกแยกกันระหว่างสมาชิกของพรรคเอง และพรรคร่วมรัฐบาล โดยต้นเหตุความแตกแยกเกิดจากการพยายามผลักดันให้มีการจัดประชามติแบบ "เอา หรือ ไม่เอา" ว่าประชาชนอยากจะให้อังกฤษอยู่ใน EU ต่อไปหรือไม่ โดยตอนนี้มีรัฐมนตรีสองคนได้ขู่ว่าจะลาออกจากตำแหน่ง หากมีการทำประชามติจริง

นายกรัฐมนตรีของอังกฤษคนปัจจุบัน เป็นคนออกมาผลักดันให้มีประชามติขึ้น โดยสัญญาว่าหากประชาชนเลือกพวกเขากลับเข้ามาเป็นรัฐบาล จะมีการจัดประชามติอย่างแน่นอนภายในปี 2017 แต่เขากลับบอกว่าเขาอยากให้ประชาชนเลือกให้อังกฤษอยู่ใน EU ต่อ แต่เขาจะพยายามอย่างที่สุดในการต่อรองกับ EU เพื่อเปลี่ยนระบอบอำนาจที่ EU มีเหนือกว่าระบบต่าง ๆ ในประเทศสมาชิก เช่น อำนาจศาล อำนาจทางนิติบัญญัติ ฯลฯ

สำหรับสาเหตุที่นายบอริส จอห์นสัน ได้ออกมาสนับสนุนการจัดประชามติครั้งนี้ ก็เพื่อให้อังกฤษก้าวข้าม EU ไปให้ได้ ทุกวันนี้ผู้นำ EU ทั้งหลายต่างก็ให้ความสำคัญกับปัญหาเงินยูโรมาก จนอังกฤษไม่อาจจะพูดได้ว่าตนนั้นเป็นประตูสู่ยุโรปได้อีกต่อไป เช่นกัน ถ้าอังกฤษออกจาก EU ประชาชนและนักการเมืองจะไม่สามารถโบ้ยความรับผิดชอบให้กับสหภาพยุโรปได้อีกต่อไป

บอริส จอห์นสัน ยังกล่าวอีกว่าปัญหาส่วนใหญ่ที่อังกฤษมีอยู่ เกิดจากการที่คนอังกฤษมัวแต่แก้ปัญหาในระยะสั้นโดยไม่คิดถึงปัญหาระยะยาวมาโดยตลอด อีกทั้งการบริหารจัดการที่แย่ ความสามารถในการทำงานที่ต่ำ การสำเร็จความพึงพอใจในตนเองที่ง่ายเกินไป และการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่ต่ำเกินไป

ที่มา - BBC

ผลประชามติสวิส: ประชาชนอยากให้คุมรายได้ผู้บริหารบริษัทต่าง ๆ ในประเทศ

By: toandthen on Mon, 2013-03-04 01:57

ผลประชามติล่าสุดของประเทศสวิสเซอร์แลนด์เผย ประชาชนกว่า 68% ที่ได้มาใช้สิทธิในการโหวตประชามติสนับสนุนแผนของรัฐบาลกลางสวิสฯ ที่จะอนุญาตให้ผู้ถือหุ้นมีอำนาจในการหยุดไม่ให้บริษัทต่าง ๆ จ่ายเงินให้กับผู้บริหารของตัวเองมากจนเกินไป ในขณะที่กลุ่มนักธุรกิจทั้งหลายอ้างว่าแผนนี้ของรัฐบาล จะส่งผลให้ประสิทธิภาพในการแข่งขันของสวิสเซอร์แลนด์ลดลง

ประชามตินี้มีขึ้นหลังจากที่สหภาพยุโรปได้ผ่านมติที่จะจำกัดโบนัสของพนักงานในอุตสหกรรมการเงิน แม้ว่าสวิสเซอร์แลนด์จะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรปก็ตาม แต่นักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่า คนสวิสเริ่มที่จะกังวลปัญหาช่องว่างรายได้ในประเทศที่เริ่มแย่ลง

สิ่งที่ทำให้คนสวิสเริ่มไม่พอใจ อาจจะเกิดจากผลประกอบการของบริษัทสัญชาติสวิส ที่ต่างก็ติดลบกันมากมาย แต่ทีมผู้บริหารของบริษัทเหล่านั้น กลับได้เงินเดือนและโบนัสที่สูงมากเช่นเดิม หากแผนของรัฐบาลกลางสวิสนี้จะกลายเป็นนโยบายที่นำมาใช้จริง สวิสเซอร์แลนด์ จะกลายเป็นประเทศที่มีมาตรการคุมรายได้ของผู้บริหารฝั่งเอกชนที่เข้มงวดที่สุดของโลกทันที

ที่มา - BBC UK

โปรแกรมสะสมไมล์ของสายการบินและโรงแรมไม่ได้ทำให้คนกลับมาใช้บริการตัวเอง

By: toandthen on Mon, 2013-02-11 17:15

จากการเก็บข้อมูลล่าสุดของ Deloitte จากนักธุรกิจที่ใช้เครื่องบินบ่อยจำนวน 4,000 คนในสหรัฐฯ พบว่านักธุรกิจเหล่านี้ไม่ได้มีความ "ซื่อสัตย์" ต่อสายการบินหรือโรงแรมแบรนด์หนึ่งเลย เพียงแค่ 8% ที่ยอมใช้แบรนด์โรงแรมด้วยเหตุที่ต้องการสะสมไมล์กับโรงแรมนั้น และอีก 14% เท่านั้นที่จะยอมบินสายการบินที่ตัวเองเป็นสมาชิกอยู่ โดยสาเหตุของการที่ลูกค้าไม่ได้มีความซื่อสัตย์ต่อแบรนด์เหล่านี้ กลับเกิดจากสิ่งที่ถูกออกแบบมาให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการของตัวเองบ่อย ๆ ซึ่งก็คือระบบสมาชิกสะสมไมล์นั่นเอง

44% ของกลุ่มนักธุรกิจที่ถูกสอบถามเป็นสมาชิกของโรงแรมหรือสายการบิน 2 แบรนด์เป็นอย่างต่ำ ในขณะที่ 65% ของกลุ่มนักธุรกิจเหล่านี้ได้ร่วมใช้บริการจากระบบสมาชิกสะสมไมล์มากกว่า 2 แบรนด์ในรอบหกเดือนที่ผ่านมา จากในรายงาน Deloitte เชื่อว่าสาเหตุที่อธิบายพฤติกรรมนี้ได้ น่าจะเป็นสิทธิพิเศษที่ไม่เพียงพอของโปรแกรมสะสมไมล์เหล่านี้ หรือไม่ก็โปรแกรมสะสมไมล์เป็นบ่อเกิดของพฤติกรรมนี้เสียเอง

หนึ่งในผู้ที่ถูกสอบถาม บอกว่า เขาสมัครเป็นสมาชิกโปรแกรมสะสมไมล์โรงแรมมากกว่าครึ่งโหล แต่เขาไม่ได้ซื่อสัตย์ต่อแบรนด์ใดมากเป็นพิเศษ โดยเขาใช้สิทธิที่ได้รับในการเช็คว่ามีโปรโมชั่นพิเศษอะไรบ้างเท่านั้น

ในขณะเดียวกัน "ความคุ้มค่า" น่าจะเป็นเหตุผลหลักในการเลือกใช้บริการของสายการบินหรือโรงแรม โปรแกรมสะสมไมล์ กลับมีความสำคัญต่ำสุดอันดับ 6 ที่เป็นอาจเป็นตัวแปรที่ทำให้ลูกค้าเลือกใช้บริการของแบรนด์นั้น ๆ นอกจากความคุ้มค่าแล้ว ความสะดวกสบาย บริการที่จอดรถฟรี และสถานที่ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับลูกค้าในการเลือกใช้บริการโรงแรม สำหรับสายการบิน เวลาในการบินและเวลาที่ถึงจุดหมายปลายทาง และความปลอดภัยถือว่าสำคัญ แม้ว่ากลุ่มที่ถูกเก็บข้อมูลมากกว่าครึ่งบอกว่าพวกเขาพึงพอใจกับโปรแกรมสะสมไมล์

ลูกค้ามักจะเลือกกลับไปใช้บริการของโรงแรมและสายการบินที่สามารถทำให้บริการของตัวเองเป็นที่ประทับใจกับลูกค้ามากกว่า เช่น ความสะดวกสบาย ความคุ้มค่า และ Wi-Fi ฟรี Weissenberg รองประธานของ Deloitte กล่าวว่ามันค่อนข้างชัดเจนว่ากลุ่มธุรกิจในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและเดินทางจะต้องอัพเกมของตัวเอง เพื่อที่จะสร้างความซื่อสัตย์ต่อแบรนด์ของตัวเองในตัวลูกค้าในบริการแท้จริงของตัวเอง และจะต้องให้ลูกค้าได้มากกว่าบัตรสะสมไมล์

ที่มา - The Economist

Burger King กลับมาแล้วในฝรั่งเศสหลังจากปิดสาขาหมดในปี 1997

By: toandthen on Thu, 2012-12-27 18:08

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา Burger King ร้านอาหารจานด่วนที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก​ ได้เปิดสาขาแรกในฝร่ังเศสที่สนามบิน Marseilles ครั้งแรกตั้งแต่ 39 สาขาทั้งหมดในประเทศถูกปิดลงในปี 1997 เพราะไม่สามารถทำกำไรได้

สำนักข่าว AP อ้างว่าสาเหตุที่ Burger King ไม่สามารถที่จะทำกำไรได้ในฝรั่งเศสในตอนนั้น อาจเป็นเพราะว่ารสชาติไม่ถูกปากคนท้องถิ่น ในการกลับมารุกตลาดฝรั่งเศสอีกครั้ง Burger King จะต้องกลับมาสู้กับ McDonalds หรือที่คนท้องถิ่นเรียกกันติดปากไปแล้วว่า "แมค-โด" เชนร้านอาหารจานด่วนรายใหญ่ที่สุดของโลกที่กลับประสบความสำเร็จอย่างมากในฝรั่งเศส และมีสาขาแล้วกว่า 1,200 สาขาทั่วประเทศ

ความสำเร็จของ "แมค-โด" อาจจะอยู่ที่เมนูที่ถูกปรับให้ถูกปากคนท้องถิ่นมากกว่า เช่นเบอร์เกอร์ที่ใช้ขนมปังฝรั่งเศสแทนอย่าง McBaguette หรือแม้กระทั่ง Alpine Burger ที่ลูกค้ามีตัวเลือกในการเปลี่ยนชีสเป็นแบบที่ตัวเองชอบที่สุดได้

คราวนี้ Burger King ได้จับมือกับบริษัท Autogrill Group ที่ในขณะนี้เปิดร้านอาหารกว่า 900 สาขาแล้วทั่วฝรั่งเศสและประเทศยุโรปใกล้เคียงอื่น ๆ และก็ได้เป็นเจ้าของ Burger King กว่า 100 สาขาแล้วในอเมริกาเหนือและยุโรป

ที่มา - Time

หุ้นแอปเปิลร่วง จากการคาดหวังสูงเกินไปติดต่อกันหลายครั้ง

By: toandthen on Thu, 2012-11-08 22:10

ช่วงเปิดตัว iPhone 5 ที่ผ่านมานี้ หุ้นแอปเปิลทำลายสถิติมูลค่าสูงสุดตั้งแต่มีการซื้อขายหุ้นของบริษัท แต่หลังจากนั้นไม่นาน หุ้นแอปเปิลก็ตกลงมาอย่างรวดเร็ว หากนับที่มูลค่าวันนี้ มูลค่าในตลาดของแอปเปิลหายไปแล้ว 130 พันล้านดอลลาร์ หรือหายไป 21% ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมานี้ ถามว่าเพราะอะไร? คำตอบก็คงหนีไม่พ้นการความคาดหวังของตลาดที่สูงเกินไป

ก่อนหน้านี้นักวิจัยตลาดได้ออกมาทำนายผลประกอบการของแอปเปิลที่สูงมาก แต่ผลประกอบการจริงของแอปเปิลไม่ได้สูงตามที่คาดไว้ เช่น แอปเปิลกำไรไตรมาสที่แล้วได้ 8.2 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าที่ทำนายไว้, และเมื่อแอปเปิลขาย iPad ใหม่และ iPad mini ได้เพียงแค่ 3 ล้านเครื่อง นั้นก็ต่ำกว่าเป้าที่ทำนายไว้ ทำให้ตอนนี้นักเคราะห์ตลาดหลายรายเริ่มเปลี่ยนทิศทาง เช่น Jeffrey Gundlach จาก DoubleLine Capital ที่คาดว่าราคาหุ้นของแอปเปิลอาจจะเหลือเพียงแค่ 425 ดอลลาร์

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การที่มูลค่าหุ้นของแอปเปิลตกลงมามากขนาดนี้ ไม่ได้หมายความว่าแอปเปิลจะเริ่มมีปัญหาทางการเงิน หรือในธุรกิจ (แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าแอปเปิลอยู่ในช่วงขาลง) หากมาดูในวันเปิดตัว iPhone 5 ที่ผ่านมา แอปเปิลก็ทำลายสถิติยอดขายที่ตัวเองเคยทำไว้ แต่ปัญหาจริง ๆ อยู่ที่การคาดเดายอดจำหน่ายที่มากเกินจริง เช่น Piper Jaffray จาก Gene Munster ที่ออกมาบอกว่าแอปเปิลน่าจะขาย iPhone 5 ในสุดสัปดาห์แรกมากถึง 10 ล้านเครื่อง (จริง ๆ ขายได้ 5 ล้านเครื่อง)

ที่มา - BGR

ศาลยุโรปตัดสินแล้ว ป่วยระหว่างลาพักร้อนประจำปี ขอลาเพิ่มได้ มีผลบังคับใช้ทั่วยุโรป

By: toandthen on Sat, 2012-06-23 05:02

อีกหนึ่งสิ่งที่แรงงานยุโรปเป็นที่อิจฉาของแรงงานที่อื่นทั่วโลกคือสิทธิในการลาพักร้อนประจำปีที่แรงงานในทุกอุตสาหกรรมของประเทศพึงได้รับตามกฎหมาย โดยระยะเวลาลาพักร้อนประจำปีในยุโรปอยู่ที่ 4-6 สัปดาห์ต่อปี แต่ถ้าหากคุณเป็นแรงงานชาวยุโรปที่บังเอิญป่วยระหว่างลาพักร้อนล่ะ? ศาลของสหภาพยุโรปตัดสินแล้วว่าการลาพักร้อนกับการลาป่วยไม่เหมือนกัน และไม่ควรนับรวมกันหากทั้งสองอย่างบังเอิญทับกันพอดี

คดีนี้เริ่มจากพนักงานของห้างแห่งหนึ่งในสเปน ที่บังเอิญป่วยระหว่างลาพักร้อน และเขาไม่ได้รับสิทธิขอวันลาเพิ่มจากการที่เขาป่วยระหว่างลาพักร้อน จึงเกิดการฟ้องร้องขึ้นระหว่างนายจ้างกับตัวเขา และศาลในสเปนก็ได้ตัดสินว่าเหตุผลของการลาป่วยและลาพักร้อนนั้นมีจุดประสงค์ที่ต่างกัน และทั้งสองอย่างนี้ไม่ควรถูกนับซ้อนกันตามกฎหมายของประเทศสเปน ทำให้สุดท้ายกลุ่มเครือข่ายผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาในสเปน โดยศาลฎีกาได้ขอการคำแนะนำจากศาลยุโรปว่ากฎหมายแรงงานของสหภาพยุโรปเป็นอย่างไร

สุดท้ายแล้ว ศาลยุโรปซึ่งก่อนหน้านี้เคยตัดสินว่าแรงงานที่ป่วยก่อนวันลาหยุดพักร้อนประจำปีมีสิทธิขอเปลี่ยนตารางวันลาพักร้อนได้ ก็ได้ตัดสินว่าสิทธินี้ยังรวมไปถึงการป่วยระหว่างลาพักร้อนประจำปีอีกด้วย โดยตามปกติแล้วหากศาลยุโรปตัดสินแล้วจะถือว่าเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่มีผลประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรปทั้งหมด 27 ประเทศ

ที่มา - NYTimes

สเปนถูกปรับลดระดับความเชื่อถือลงมาอยู่ที่ BBB

By: toandthen on Fri, 2012-06-08 11:22

Fitch ได้ออกมาตัดเรทติ้งความน่าเชื่อถือของประเทศสเปนอีกครั้ง โดยในครั้งนี้ระดับความน่าเชื่อถือของสเปนอยู่ที่ BBB แค่สองอันดับสูงกว่าระดับ "ขยะ" หลังจากที่มีความเชื่อว่าจำนวนเงินที่สเปนต้องการใช้ในการกู้เศรษฐกิจของประเทศตัวเองนั้นมากกว่าที่คาดการณ์ก่อนหน้านี้อยู่มาก

ล่าสุดในการประมูลพันธบัตรของรัฐบาลสเปนนั้น ผลตอบแทนที่รัฐบาลสเปนจะต้องให้กับผู้ถือหนี้อยู่ที่ 6.044% มากกว่าเดิม 5.743% ทำให้รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของประเทศสเปนได้ออกมาบอกว่าประเทศของตน แทบจะถูกตัดออกจากการเข้าถึงแหล่งเงินเลยทีเดียว

ก่อนหน้านี้หลาย ๆ สถาบันเชื่อว่าสเปนต้องการเงินอย่างน้อยหกหมื่นล้านยูโร ไปจนถึงหนึ่งแสนล้านยูโรในการกอบกู้ระบบการเงินของประเทศ แต่สุดท้ายแล้วหากซีกการเงินของประเทศต้องการเงินมากกว่านี้ ธนาคารในประเทศอาจจะต้องหันไปหารัฐบาลของตัวเองหรือไม่ก็สหภาพยุโรป ในการขอความช่วยเหลือทางด้านการเงิน

อย่างไรก็ตาม Angela Merkel ผู้นำของเยอรมนียังแสดงจุดยืนที่มั่นคง และบอกว่าสหภาพยุโรปไม่ว่าเหตุการณ์จะเลวร้ายแค่ไหนก็ตาม จะพร้อมที่จะยื่นมือเข้าช่วยเสมอ

ที่มา - BBC

ออสเตรเลียชิงปรับลดอัตราดอกเบี้ย กลัวเศรษฐกิจหดตัว

By: toandthen on Tue, 2012-06-05 20:12

หลังจากที่เศรษฐกิจของประเทศจีนเริ่มหดตัว หลังจากที่ความต้องการสินค้าต่าง ๆ ในยุโรปลดลง ทำให้ประเทศที่ได้รับผลกระทบต่ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ทางด้านทรัพยากรกลับประเทศจีน ธนาคารกลางของออสเตรเลีย (Reserve Bank of Australia) จึงได้ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยของประเทศลงมาอยู่ที่ 3.5% จากเดิน 3.75% เพื่อกระตุ้นการลงทุนในประเทศ เตรียมรับยอดส่งออกที่จะลดลงอีก

โดยอีกตลาดที่อาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของออสเตรเลีย ก็คือสหรัฐอเมริกา ซึ่งในตอนนี้ก็มีการเติบโตที่น้อยลงกว่าที่คาดหมายไว้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเลขอัตราจ้างงานที่เพิ่งออกมาสำหรับเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี้ ส่งผลให้แร่ธาตุและวัตถุดิบต่าง ๆ เช่นเหล็กและถ่ายหินที่จะถูกส่งออกไปยังประเทศจีนก่อนจะถูกแปรรูปออกมาเป็นค้า ย่อมมียอดที่น้อยลงกว่าเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในขณะเดียวกันเศรษฐกิจภายในประเทศของออสเตรเลียก็ยังมีปัญหาของมันเองอีกเช่นกัน โดยเฉพาะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่มีราคาลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าก่อนหน้านี้ธนาคารกลางก็เพิ่งลดอัตราดอกเบี้ยไป ในขณะที่ยอดขายการจับจ่ายสินค้าปลีกภายในประเทศก็ลดลงอีก 0.2% ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา

นักเศรษฐศาสตร์ที่ AMP Capital เชื่อว่าสุดท้ายแล้วแรงกดดันต่าง ๆ จะบังคับให้ธนาคารกลางของออสเตรเลียต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งอย่างแน่นอนภายในครึ่งปีหลังจากนี้

ที่มา - BBC

สเปนส่งสัญญาณให้ประเทศอื่นช่วยอุ้มระบบธนาคาร

By: toandthen on Tue, 2012-06-05 20:00

วันนี้รัฐบาลของสเปนได้ออกมาเรียกร้องของให้สถาบันการเงินของยุโรปหลาย ๆ แห่งออกมาช่วยอุ้มธนาคารต่าง ๆ ในประเทศสเปนด้วย โดยนาย Cristóbal Montoro รัฐมนตรีกระทรวงงบประมาณของสเปน ได้ออกมาบอกว่าตอนนี้ประเทศสเปนไม่สามารถเข้าถึงตลาดและแหล่งเงินตามปกติได้ เนื่องจากนักลงทุนเห็นประเทศสเปนกลายเป็นประเทศความเสี่ยงสูงไปแล้ว โดยก่อนหน้านี้ผลตอบแทนของพันธบัตรของรัฐบาลสเปนสูงขึ้นจากเดิมมาก หลังจากที่รัฐบาลตัดสินใจเข้าอุ้ม Bankia กลุ่มธนาคารภายในประเทศสเปน 7 รายที่ได้ตัดสินใจรวมตัวกันหลังจากประสบภาวะความคล่องตัว ซึ่งผลตอบแทนที่สูงขึ้น บ่งบอกว่าการลงทุนเข้าซื้อพันธบัตรสเปนมีความเสี่ยงสูงกว่าเดิม

จากการสัมภาษณ์กับนาย Emilio Botín จากธนาคาร Santander ได้ออกมาบอกว่าระบบธนาคารของประเทศสเปนต้องการเงินประมาณ 4 หมื่นล้านยูโรเพื่อปรับสภาพคล่องในประเทศ แต่นักเศรษฐศาสตร์หลายคนจากประเทศอื่น ๆ เชื่อว่าสเปนต้องการเงินมากกว่านี้มาก

ในขณะเดียวกัน นาย Montoro ก็ได้บอกว่าสเปนจริง ๆ แล้วไม่ได้ต้องการเงินจำนวนมากมายอะไร เพียงแต่ว่าสเปนไม่สามารถหาแหล่งเงินที่จะเอาเงินเข้ามาหมุนให้กับระบบธนาคารของประเทศตัวเองได้เท่านั้น

แต่ถึงตอนนี้ Mariono Rajoy นายกรัฐมนตรีของประเทศ ยังไม่ได้ออกมาเรียกร้องขอให้กลุ่มประเทศยุโรปให้ออกนโยบายช่วยเหลือสเปนในเรื่องการเงินอย่างเป็นทางการ เพราะกลัวว่าการขอความช่วยเหลือ จะทำให้ฐานเสียงของตัวเองต้องพังลง เนื่องจากหนึ่งในข้อตกลงของการเข้าช่วยเหลือทางด้านการเงินจากสหภาพยุโรปและไอเอ็มเอฟ ก็คือการต้องเดินนโยบายตัดรายจ่าย หรือนโยบายรัดเข็มขัด (austerity) ที่เราได้ยินกันบ่อย ๆ ในระยะหลังนี้เอง

ที่มา - Financial Times

Fitness First ในอังกฤษรีบปรับโครงสร้าง ไม่เช่นนั้นอาจต้องล้มละลาย

By: toandthen on Sat, 2012-06-02 09:49

Fitness First ในสหราชอาณาจักร ได้เสนอโครงการ company voluntary arrangement หรือ CVA การการปรับโครงสร้างของบริษัทด้วยความสมัครใจ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเข้าควบคุมและกำกับดูแลของเจ้าหนี้ ซึ่งว่าง่าย ๆ ก็คือการถูกฟ้องล้มละลาย โดยขั้นตอนดังกล่าวจะถูกกำกับดูแลโดย KPMG บริษัทบัญชีชื่อดัง

เครือ Fitness First ในสหราชอาณาจักร กำลังประสบกับปัญหาการหมุนเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อค่าเช่าสาขาของตัวเองมีราคาที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกับรายได้จากการสมัครสมาชิกที่ลดน้อยลง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ไม่นาน Oaktree Capital และ Marathon เจ้าหนี้รายใหญ่สองรายของเครือ Fitness First ได้ทำการจำหน่ายหนี้สูญให้แก่ Fitness First แต่ก็ต้องแลกด้วยการเข้าถือหุ้นของบริษัท Fitness First

หนึ่งในขั้นตอนการปรับโครงสร้างของ Fitness First ก็คือการโอน 67 สาขาของตัวเองให้ผู้บริการรายอื่นแทนการเปิดให้บริการเอง อยากทราบเหมือนกันว่าเมืองไทย California Wow มีแผนจัดการกับโครงสร้างบริษัทตัวเองอย่างไรในตอนนี้

ที่มา - BBC

อัตราว่างงานเขตเศรษฐกิจยูโรโซนทั้งหมดอยู่ที่ 11%

By: toandthen on Sat, 2012-06-02 00:20

Eurostat หรือหน่วยงานสถิติของยูโรโซนได้รายงานอัตราว่างงานของแต่ละประเทศสมาชิกยูโรโซนทั้งหมดสำหรับเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยอัตราว่างงานของเขตเศรษฐกิจยูโรโซนทั้งหมดอยู่ที่ 11% ซึ่งตัวเลขนี้ไม่ต่างจากของเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่ก็ยังเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดตั้งแต่ปี 1995 โดยสเปนเป็นประเทศที่มีอัตราว่างงานสูงที่สุดที่ 24.3% ในขณะที่ออสเตรียมีต่ำที่สุดที่ 3.9%

โดยอัตราว่างงานดังกล่าว หากคิดเป็นจำนวนประชากรแล้วพบว่ามีประชากรว่างงาน 17.4 ล้านคน มากกว่าเดือนที่แล้วที่มีจำนวน 17.3 ล้านคน ในขณะเดียวกันอัตราว่างงานของสหภาพยุโรปทั้งหมด (ซึ่งยูโรโซนถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรป) อยู่ที่ 10.3% ต่างจากอัตราว่างงานของยูโรโซนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

หากมาดูประเทศที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจสูง ๆ อย่างฝรั่งเศสและอิตาลี จะพบว่าอัตราการว่างงานในทั้งสองประเทศนี้เพิ่มขึ้น มีเพียงแค่เยอรมนีเท่านั้นที่สวนกระแส โดยอัตราว่างงานลดลง 0.1% จากเดือนก่อนหน้ามาอยู่ที่ 5.4%

ที่มา - BBC

"ถ้ากรีซจะออกจากยูโรโซน ผลกระทบไม่ต่างจากการเกิดแผ่นดินไหวหรือนิวเคลียร์ถล่ม ทุกชีวิตจะต้องเริ่มต้นทุกอย่างใหม่"

By: toandthen on Tue, 2012-05-15 13:32

เมื่อคืนที่ผ่านมาตลาดหุ้นทั่วโลกอาจจะได้เห็นปรากฏการแดงทั้งกระดาน เนื่องจากกระแสข่าวว่าประเทศกรีซอาจจะต้องออกจากเขตยูโรโซน โดยตอนนี้นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกกำลังพยายามคำนวนถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับกรีซและเศรษฐกิจของโลก โดย Yannis Stournaras หนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์ที่เคยให้คำปรึกษากับรัฐบาลกรีซมาหลายครั้งได้ออกมาบอกว่า "การที่กรีซจะออกจากยูโรโซน จะทำให้เกิดผลกระทบกับประเทศไม่ต่างจากการเกิดแผ่นดินไหว หรือนิวเคลียร์ระเบิดกลางเมือง ทุกอย่างจะสูญสิ้น และทุกชีวิตจะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด" และหากถามถึงแผนสำรองของประเทศกรีซ ว่าจะทำอย่างไรหลังจากออกจากเขตยูโรโซน คำตอบของ Stournaras ง่าย ๆ คือ "ไม่มี"

Thomas Risse ศาสตราจารย์ทางด้านการเมืองนานาชาติแห่งมหาวิทยาลัย Free University of Berlin ออกมากล่าวอีกว่า "ไม่มีใครในโลกสามารถคำนวนผลกระทบต่าง ๆ หากกรีซออกจากยูโรโซนได้ และไม่มีใครอยากให้เกิดการทดลองขึ้น"

สิ่งที่น่ากลัวไปกว่านี้ก็คือประเทศกรีซ ไม่ใช่ประเทศเดียวที่เป็นปัญหา แต่ไอร์แลนด์ โปรตุเกส หรือแม้กระทั่งประเทศยักษ์ใหญ่ของยุโรปอย่างสเปน และฝรั่งเศส ก็เริ่มที่จะพบกับปัญหาของตัวเอง และต้องเริ่มที่จะปรับโครงงสร้างเศรษฐกิจภายในของประเทศและตัดรายจ่ายต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น

กรีซอาจจะต้องออกจากยูโรโซนเป็นคำตอบสุดท้าย และโลกจะพบกับปัญหาเศรษฐกิจครั้งใหญ่

By: toandthen on Mon, 2012-05-14 01:31

ในตอนนี้ประเทศกรีซต้องเจอกับปัญหาเศรษฐกิจต่าง ๆ มากมาย ตั้งแต่เรื่องอัตราว่างงานที่สูงมาก, อัตราเงินเฟ้อที่สูงถึง 50% ต่อปี, ขนาดเศรษฐกิจของประเทศหดตัวต่อเนื่อง จนไปถึงเรื่องชาวกรีกเริ่มออกไปหางานในต่างประเทศแล้ว โดยเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้นักเศรษฐศาสตร์รอบโลกรวมไปถึง Citigroup และ BNP Paribas เริ่มพูดถึงความเป็นไปได้ที่กรีซ อาจจะต้องออกจากเขตยูโรโซนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

หากพูดถึงความสำคัญของประเทศกรีซต่อยูโรโซนแล้วอาจจะเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจ ว่าทำไมประเทศพี่ใหญ่อย่างเยอรมนีสามารถที่จะแบกรับปัญหาของประเทศนี้ได้ แต่ถึงแม้ว่ากรีซจะเป็นแค่ 2.2% ของจีดีพีของเขตยูโรโซนทั้งหมดก็ตาม การที่กรีซออกจากเขตยูโรโซนอาจจะสร้างปัญหาให้กับประเทศที่เป็นสมาชิกยูโรโซนรายอื่น ๆ อีกได้ และผลที่ตามมาคือเราอาจจะเห็นสเปน กับอิตาลี ออกจากเขตยูโรโซนตามรอยกรีซในอนาคต

ถ้ากรีซจะออกจากยูโรโซนจริง สิ่งที่จะเกิดขึ้นทันทีก็คือเศรษฐกิจของประเทศกรีซ จีดีพีของประเทศจะหายไปทันที 20% และค่าเงินเฟ้อจะพุ่ง 40-50% ในขณะที่อัตราส่วนของหนี้สาธารณะของประเทศต่อจีดีพีจะอยู่สูงกว่า 200% ส่วนค่าเงินใหม่ของประเทศกรีซจะต้องถูก "ปรับลดค่าลง" (devaluation) ให้อยู่ต่ำกว่าเดิมถึง 50% เพราะกรีซจะตกอยู่ในสถานะเกือบล้มละลาย

กฎหมาย FATCA สหรัฐฯ เริ่มมีผล ธนาคารทั่วโลกเลิกให้บริการลูกค้าสัญชาติอเมริกัน

By: toandthen on Mon, 2012-05-14 00:53

เครือข่ายธนาคารนานาชาติหลายแห่งได้ออกมา "ตอบรับ" กฎหมายใหม่ของสหรัฐ​ที่ชื่อ Foreign Account Tax Compliance Act (FATCA) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกมาป้องกันการเลี่ยงการจ่ายภาษีของชาวอเมริกันด้วยการทำธุรกรรมทางการเงินนอกประเทศ โดยกฎหมายนี้สั่งให้ธนาคารทุกแห่งนอกสหรัฐฯ ต้องรายงานรายได้ของลูกค้าชาวอเมริกันทุกอย่างให้แก่รัฐบาลสหรัฐ​ฯ

โดยการตอบรับที่ว่านี้ คือการปฏิเสธที่จะให้บริการลูกค้าชาวอเมริกัน โดยตัวแทนจากหลาย ๆ ธนาคารเห็นว่ามันเป็นไปไม่ได้ ที่ธนาคารจะต้องรับภาระจุดนี้ ซึ่งภาระดังกล่าวจะทำให้ต้นทุนการให้บริการลูกค้าชาวอเมริกันสูงมากจนไม่คุ้มแก่การให้บริการ

กฎหมายนี้ได้ถูกผ่านในสภาทั้งสองของสหรัฐในปี 2010 แต่มีผลบังคับใช่จริงวันที่ 1 มกราคมปีหน้า

ที่มา - Washington Post

ภาคเอกชนในเขตยูโรโซนหดตัวอย่างรุนแรงในเดือนที่ผ่านมา

By: toandthen on Fri, 2012-05-04 20:24

ค่า Purchasing Managers' Index (PMI) หรือค่าที่บ่งบอกถึงการตัดสินใจของผู้จัดการต่าง ๆ ในกลุ่มธุรกิจภาคเอกชนของเดือนเมษายนที่ผ่านมาอยู่ที่ 46.7 เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคมที่อยู่ที่ 49.2 บ่งบอกให้เห็นว่าธุรกิจภาคเอกชนหดตัวลง (ตัวเลขต่ำกว่า 50 แปลว่ามีการหดตัว) ซึ่งถือว่าเป็นการหดตัวที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคมของปีที่แล้ว โดย Markit บริษัทวิจัยตลาดบอกว่าเหตุผลของการหดตัวในครั้งนี้เกิดจากธุรกิจเกิดใหม่ที่น้อยลงกว่าเดิมมาก กับกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมส่งออกที่ไม่แข็งแรง

หากมาดูรายประเทศ จะพบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมส่งออกของอิตาลีมีผลผลิตต่ำที่สุดในรอบสามปีที่ผ่านมา ในขณะที่ประเทศพี่ใหญ่ที่คอยอุ้มเศรษฐกิจของยูโรโซนทั้งหมดอย่างเยอรมนีก็เริ่มจะเห็นสัญญาณการเติบโตที่ช้าลง หากมาดูมุมมองของผู้บริโภค จะพบว่าความมั่นใจของผู้บริโภคในเขตยูโรโซนเริ่มลดลงอีกครั้ง ต่างจากเมื่อต้นปีที่ทุกอย่างดูเหมือนจะดีขึ้น

สุดท้ายแล้ว ค่า PMI สามารถนำมาใช้ในการคาดการณ์ตัวเลขการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจได้ ซึ่งตอนนี้เชื่อว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของเขตยูโรโซนโดยรวมแล้วจะติดลบที่ 0.5% ในไตรมาสนี้

ที่มา - BBC

Pages

Subscribe to RSS - toandthen's blog