โลกาภิวัตรย้อนกลับ เลอโนโวเปิดโรงงานประกอบโน้ตบุ๊กในสหรัฐฯ

By: lew on Wed, 2012-10-03 14:15

ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ดูจะเป็นเรื่องซับซ้อนแบบทั้งรักและเกลีด ในขณะที่คนสหรัฐฯ ไม่ชอบจีนที่ดูจะแย่งงานไป แต่ก็ชอบที่มีสินค้าราคาถูกไหลเข้าประเทศจำนวนมาก ในปี 2005 ตอนที่ไอบีเอ็มขายธุรกิจพีซีให้เลอโนโวก็มีเสียงวิจารณ์ว่าเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคง

แต่วันนี้เลอโนโวกลับทำธุรกิจสวนกระแสด้วยการประกาศเปิดโรงงานใหม่ในแคลิฟอร์เนียเหนือ แม้จะเป็นโรงงานขนาดเล็ก จ้างงานเพียงร้อยกว่าคนแต่ก็นับว่าสวนทางกับบริษัทอเมริกันอื่นๆ ที่ย้ายฐานการผลิตไปจีนจนหมดแล้ว

โรงงานใหม่นี้จะผลิตคอมพิวเตอร์ที่ลูกค้าปรับออปชั่นต่างๆ เป็นหลัก โดยเลอโนโวระบุว่าที่ตัดสินใจเปิดโรงงานนี้เพราะส่วนแบ่งในสหรัฐฯ มากพอสำหรับการเปิดโรงงานแล้ว

เลอโนโวเป็นบริษัทเดียวในบรรดาบริษัทพีซีขนาดใหญ่ที่ยังผลิตเครื่องด้วยตัวเองกว่าครึ่ง ในขณะที่คู่แข่งอย่างเอชพี, เดลล์, หรือแอปเปิล ล้วนแต่จ้างบริษัทผลิต

ที่มา - TechCrunch

ไต้หวันเป็นรัฐล่าสุดที่ได้รับการยกเว้นวีซ่าเดินทางเข้าสหรัฐฯ

By: Flurrywong on Wed, 2012-10-03 11:00

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานวันนี้ว่า รัฐบาลไต้หวันได้บรรลุข้อตกลงกับรัฐบาลสหรัฐในการยกเว้นวีซ่าเข้าประเทศสหรัฐฯ สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางสาธารณรัฐจีนหรือไต้หวันเป็นเวลา 90 วัน โดยจะเริ่มใช้ในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้เป็นวันแรก ผลจากข้อตกลงดังกล่าวทำให้สหรัฐฯ กลายเป็นประเทศที่ 135 ที่ผู้ถือหนังสือเดินทางไต้หวันได้รับการยกเว้นวีซ่าในการเดินทางเข้าประเทศและไต้หวันกลายเป็นรัฐไม่อิสระรัฐแรกที่สหรัฐฯ ได้ทำข้อตกลงดังกล่าวตามโครงการยกเว้นวีซ่าเข้าประเทศ (Visa Waiver Program) เนื่องจากสหรัฐฯ ไม่ได้รับรองไต้หวันให้เป็นประเทศและถือว่าไต้หวันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของจีนเท่านั้น แต่อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติความสัมพันธ์กับไต้หวัน ค.ศ. 1979 (1979 Taiwan Relations Act) ที่บัญญัติให้รัฐบาลสหรัฐสามารถดำเนินนโยบายระหว่างประเทศกับรัฐบาลไต้หวันเสมือนเป็นประเทศได้ จึงสามารถเจรจาจนบรรลุเป็นข้อตกลงดังกล่าวออกมา

สิ้นสุดดีล Universal Music ซื้อกิจการ EMI Music เสร็จสิ้นแล้ว

By: Be1con on Tue, 2012-10-02 02:47

หลังจากที่มีดีลช็อควงการเพลงเมื่อ Citigroup ประกาศขายกิจการ EMI ให้กับ Sony Music และ Universal Music ล่าสุดทางคณะกรรมาธิการยุโรปและ FTC ของสหรัฐอเมริกา อนุมัติการซื้อกิจการแผนกการบันทึกเสียงของ EMI ใหักับทาง Universal Music เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยดีลปิดอยู่ที่ 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว ๆ 5.89 แสนล้านบาท ซึ่งทาง Universal Music ยืนยันว่า การซื้อกิจการของฝ่ายบันทึกเสียงของ EMI (ซึ่งรวมไปถึงค่ายเพลงต่าง ๆ ของ EMI) จะไม่ส่งผลกระทบต่อการเปิดตัวซิงเกิลใหม่ของศิลปินในค่าย EMI เลย อีกทั้งยังจะสนับสนุนศิลปินดาวรุ่งอย่าง Katy Perry, Lady Antebellum และผลักดันการขายเพลงของศิลปินระดับตำนานอย่าง The Beatles ต่อไป

ทั้งนี้ยังไม่มีรายงานการซื้อกิจการฝ่ายแผนกการขายเพลงของ EMI ให้กับ Sony Music เลยแม้แต่น้อย ส่วนเรื่องที่ผู้อ่านสงสัยอยู่ก็คือการจัดจำหน่าย ซึ่ง Warner Music จะยังคงจัดการเกี่ยวกับแผนกนี้ต่อไป (ซึ่ง Warner Music ได้ถือครองส่วนนี้ตั้งแต่ตอนที่ยังคงเป็นของ Citigroup อยู่)

ที่มา : The New York Times

หน่วยงานสหรัฐเตรียมซื้อคลื่นโทรทัศน์คืน มาเปิดประมูลใหม่ให้มือถือ

By: chayaninw on Mon, 2012-10-01 16:41

การจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุสำหรับใช้ในกิจการต่างๆ นั้น เป็นประเด็นสำคัญของประเทศต่างๆ ทั่วโลก เพราะคลื่นความถี่เป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าในการนำไปทำประโยชน์สูง

ในกรณีของสหรัฐอเมริกา ปัญหาในระยะหลังๆ คือการที่คลื่นความถี่นั้น ไปจมอยู่กับบรรดาสถานีโทรทัศน์ ในขณะที่ผู้บริโภคนั้นรับชมโทรทัศน์ผ่านระบบภาคพื้นดินน้อยลง (ไปเป็นสมาชิกเคเบิลหรือดาวเทียมแทน) และความต้องการใช้คลื่นความถี่สำหรับกลุ่มโทรศัพท์มือถือนั้นมากขึ้น ตามความนิยมใช้โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ใหม่ๆ อย่างสมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ต ทางออกที่ดีคือ จะต้องพยายามดึงคลื่นจากสถานีโทรทัศน์ ที่เริ่มล้าสมัย ไปใช้งานในส่วนที่มีประโยชน์มากกว่าอย่างกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่

การนำคลื่นความถี่คืนมาจัดสรรใหม่นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เจ้าของคลื่นเดิมก็ไม่อยากจะเสียคลื่นความถี่ไป (ลองถามบรรดาองค์กรที่ถือครองคลื่นความถี่ในไทยดูได้) หน่วยงาน FCC ของสหรัฐ (Federal Communications Commission เป็นหน่วยงานลักษณะเดียวกันกับกสทช.) จึงเริ่มออกแบบกระบวนการที่จะซื้อคืนคลื่นจากสถานีโทรทัศน์ นำมาจัดสรรใหม่ ตามกฎหมายที่สภาคองเกรสอนุมัติให้ FCC ทำเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

รุปแบบกระบวนการคร่าวๆ ตามที่สภาคองเกรสอนุมัติมานั้น แบบออกเป็นสามขั้นตอน โดยในขั้นตอนแรกนั้น FCC จะให้บรรดาสถานีโทรทัศน์นั้น มาประมูลขายความถี่ 6 MHz ที่แต่ละรายถือครองอยู่ เรียกว่าเป็น reverse auction โดย FCC จะซื้อความถี่ส่วนหนึ่งที่ตั้งราคาเสนอขายต่ำสุด (ซึ่งก็น่าจะเป็นกลุ่มที่มีผู้ชมน้อย ทำกำไรได้ต่ำ) การประมูลนี้น่าจะเริ่มในปี 2014

หลังจากนั้น ในขั้นตอนที่สอง FCC จะทำการจัดเรียงคลื่นความถี่ของสถานีโทรทัศน์ที่เหลืออยู่ใหม่ มาอยู่ติดกัน ให้เหลือคลื่นความถี่ว่างต่อเนื่องสำหรับนำไปให้บริการโทรคมนาคมได้ และในขั้นสุดท้าย FCC ก็จะนำคลื่นความถี่ที่ได้มานั้น มาเปิดประมูลใหม่ตามปรกติ ซึ่งหากมูลค่าของกิจการโทรคมนาคมมีสูงกว่าโทรทัศน์อย่างที่คาดการณ์ไว้ FCC ก็น่าจะสามารถ "ทำกำไร" จากการเปิดประมูลให้กับธุรกิจโทรคมนาคมได้ นอกจากนี้ FCC ยังมีแผนที่จะจัดสรรคลื่นความถี่บางส่วนไว้เป็น whitespace สำหรับการใช้งานที่ไม่ต้องขออนุญาตได้

ที่มา - Ars Technica, GigaOm

EU ยื่น WTO ขอใช้มาตรการตอบโต้ จากกรณีโบอิง-แอร์บัส

By: chayaninw on Mon, 2012-10-01 15:20

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา สหภาพยุโรปได้ยื่นเรื่องต่อองค์การการค้าโลก (WTO) ร้องขอใช้มาตรการกีดกันทางการค้าเป็นการโต้กลับสหรัฐอเมริกา เป็นมูลค่า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี จากกรณีที่สหรัฐได้ให้ความช่วยเหลือบริษัทโบอิงขัดต่อกฎของ WTO

ความเคลื่อนไหวของสหภาพยุโรปในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งระหว่างบริษัทอากาศยาน โบอิง ของสหรัฐอเมริกา และแอร์บัส ของสหภาพยุโรป ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2004 โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวหาว่า รัฐบาลอีกฝ่ายหนึ่งมีการให้การอุดหนุนแก่ธุรกิจของตนอย่างขัดต่อกฎของ WTO และทั้งสองฝ่ายก็เคยชนะกรณีพิพาทที่กล่าวหาว่าอีกฝ่ายหนึ่งกระทำผิดกฎ

กฎของ WTO อนุญาตให้รัฐบาลสามารถออกมาตรการกีดกันทางการค้าตอบโต้ (จากที่ปรกติขัดต่อกฎการค้าเสรี) เป็นเหมือนการเรียกค่าเสียหายจากคู่พิพาท ก่อนหน้านี้ สหรัฐอเมริกาก็ร้องขอใช้มาตรการตอบโต้มูลค่าหนึ่งหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐจากสหภาพยุโรปในกรณีนี้เช่นกัน ซึ่ง Gary Hufbauer นักวิชาการจาก Peterson Institute for International Economics ก็มองว่า ทาง WTO คงไม่อนุมัติให้ทั้งสองฝ่ายแบบเต็มจำนวน

ทางฝั่งสหรัฐโต้แย้งว่า ในกรณีพิพาทประเด็นโบอิงและแอร์บัสนี้ สหรัฐเป็นฝ่ายเสียหายมากกว่าสหภาพยุโรป โดย Nkenge Harmon ผู้แทนการค้าของสหรัฐ อ้างถึงผลการสอบสวนของ WTO ที่ระบุว่า สหภาพยุโรป มีการอุดหนุนด้านการเงิน เป็นมูลค่า 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งทำให้สหรัฐสูญเสียยอดขาย 342 ลำ ในขณะที่ฝั่งสหรัฐ มีการอุดหนุนด้านวิจัย มูลค่า 2-4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งกระทบยอดขายของแอร์บัส 118 ลำ

ที่มา - Reuters, AFP, Financial Times

กลุ่มบริษัทการเงิน BitCoin ตั้ง BitCoin Foundation

By: lew on Mon, 2012-10-01 13:34

จากจุดเริ่มต้นของแฮกเกอร์ลึกลับที่ชื่อว่า Satoshi Nakamoto มาจนวันนี้ BitCoin ยังคงเป็นโครงการของแฮกเกอร์ที่ช่วยกันโค้ด, แก้บั๊กซอฟต์แวร์, และกำหนดแนวทางของโปรโตคอล และตอนนี้ก็มีการตั้งมูลนิธิขึ้นมาเหมือนโครงการโอเพนซอร์สอื่นๆ แล้วในชื่อว่า BitCoin Foundation

BitCoin Foundation จะอำนวยความสะดวกให้กับการพัฒนาในหลายๆ ด้าน นับแต่การจ่ายค่าตอบแทนการพัฒนาให้นักพัฒนา เริ่มจากเงินเดือนของ Gavin Andresen หนึ่งในผู้พัฒนาหลักของโครงการ และเตรียมการสำหรับงานสัมมนา BitCoin 2013 ตลอดจนสร้างกระบวนการรับรองความเข้ากันได้กับ BitCoin ให้กับธุรกิจต่างๆ ที่รายล้อม

ค่าสมัครสมาชิก BitCoin Foundation สำหรับบุคคลอยู่ที่ 2.5 BTC ต่อปีหรือ 25 BTC สำหรับสมาชิกตลอดชีพ สำหรับบริษัทมีตั้งแต่ 500 BTC (silver) ไปจนถึง 10,000 BTC (platinum) ตอนนี้ Mt. Gox สมัครเป็นสมาชิกระดับ Platinum แล้ว ส่วน BitInstant และ CoinLab ก็จะสมัครสมาชิกด้วยเช่นกัน

ที่มา - BitCoin Foundation, Forbes

UBS เปิดผลสำรวจราคาเบียร์ทั่วโลกเทียบกับค่าแรง: อินเดียแพงที่สุด สหรัฐฯ ถูกที่สุด

By: lew on Fri, 2012-09-28 20:35

ธนาคาร UBS เปิดผลสำรวจราคาเบียร์ 500 ml ทั่วโลก ที่น่าสนใจคือ UBS เลือกที่จะนำราคาปลีกมาหารเทียบสัดส่วนกับค่าแรงของแต่ละชาติ เพื่อคำนวณว่าเพื่อจะซื้อเบียร์ 500 ml ได้จะต้องทำงานเป็นเวลากี่นาที

ประเทศที่แพงที่สุดในรายการคืออินเดีย โดยคนอินเดียต้องทำงานถึง 53 นาทีถึงจะซื้อเบียร์ได้ 500 ml ขณะที่ชาวสหรัฐฯ นั้นทำงานเพียงประมาณ 5 นาทีเท่านั้นก็จะซื้อเบียร์ได้เท่ากัน สำหรับคนไทยนั้นใช้เวลาทำงาน 22 นาที ส่วนเพื่อนบ้านในอาเซียน เช่น ฟิลิปปินส์ใช้เวลา 38 นาที เวียดนามใช้เวลา 28 นาที สำหรับค่าเฉลี่ยทั้งโลกจะใช้เวลาทำงาน 20 นาที

สำหรับราคาเบียร์จริงๆ นั้นจะต่างออกไป เช่น ราคาเบียร์ในญี่ปุ่นแพงถึง 4.55 ดอลลาร์ต่อ 500 ml แต่เมื่อเทียบเวลาทำงานก็ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกโดยใช้เวลาทำงานเพียง 16 นาที ส่วนในจีนนั้นเบียร์ราคาถูกมากเพียง 0.55 ดอลลาร์ต่อ 500 ml ทำให้คนจีนใช้เวลาทำงานเพียง 9 นาทีสำหรับเบียร์หนึ่งขวด

รายได้ที่นำมาคำนวณเป็นค่ากึ่งกลาง (median) ถ้าใครชอบดื่มเบียร์อาจจะได้เวลาเลือกประเทศ

ที่มา - The Economist

โซนี่เตรียมลงทุนในโอลิมปัส 50,000 ล้านเยน

By: lew on Thu, 2012-09-27 23:21

ปัญหาทางการเงินที่รุมเร้าโอลิมปัสจากความไม่โปร่งใสในการบริหาร ทำให้สถานะทางการเงินอยู่ในสภาวะลำบาก ทำให้โอลิมปัสต้องออกหุ้นเพิ่มทุนอีก 10% เพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงิน โดยมีข่าวลือว่าผู้ที่สนใจลงทุนคือโซนี่หรือพานาโซนิคที่เป็นคู่แข่งทางธุรกิจเอง แต่วันนี้สำนักข่าวรอยเตอร์ก็ระบุว่าแหล่งข่าวสามแหล่งยืนยันตรงกันว่าโซนี่จะเป็นผู้เข้าซื้อหุ้นมูลค่า 50,000 ล้านเยน

ถ้าโอลิมปัสได้เงินจากโซนี่ก้อนนี้ ก็น่าจะซื้อเวลาให้บริษัทได้อีกนาน แต่การหวังเงินก้อนต่อไปอาจจะยากขึ้นเพราะโซนี่เองก็มีสภาพการเงินที่ไม่น่าประทับใจนัก โดยไตรมาสล่าสุดมีกำไรเพียง 79 ล้านดอลลาร์ ในแง่รายได้ต่อรายรับแล้วก็เรียกว่าแทบไม่กำไรเลย

บ้านเรามีคนชื่นชมกล้องโอลิมปัสกันมากพอสมควร เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเองโอลิมปัสก็เพิ่งเปิดตัวกล้องใหม่ไปชุดใหญ่ ก็ขอเอาใจช่วยให้ผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้ครับ

ที่มา - Reuters

ราคาหุ้นบริษัทของพ่อ Psy เจ้าของเพลงกังนัมสไตล์พุ่งสูงขึ้นเท่าตัว

By: arjin on Thu, 2012-09-27 11:56

หลายครั้งเรามักเห็นการนำประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกับปัจจัยพื้นฐานกิจการมาใช้ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับหุ้น โดยมาในรูปของข่าวหรือกระแสต่างๆ กรณีก็คงเช่นกัน โดยมีรายงานข่าวว่าหุ้นของบริษัทด้านเทคโนโลยี D I Corp ซึ่งมีประธานบริษัทคือ Park Won-ho บิดาของนักร้องดัง Psy เจ้าของเพลงฮิตทั่วโลกขณะนี้ Gangnam Style มีราคาหุ้นปรับเพิ่มสูงขึ้นเท่าตัวนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ซึ่งเพลง Gangnam Style เริ่มเปิดตัว

ตัวเลขล่าสุดนั้นมูลค่ากิจการตามราคาหุ้นของ D I Corp อยู่ที่ 1.135 แสนล้านวอน (3,100 ล้านบาท) มีขนาดธุรกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 459 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศเกาหลี

นักวิเคราะห์จาก NH Investment and Securities ให้ความเห็นว่าความนิยมในเพลง Gangnam Style ส่งผลให้นักลงทุนสนใจที่จะเข้ามาเก็งกำไรในบริษัทนี้ เมื่อทราบว่าประธานบริษัทเป็นพ่อของนักร้องดัง ถึงแม้ว่าตัว Psy เองจะไม่ได้ถือหุ้นในบริษัทนี้เลยก็ตาม

ที่มา: Reuters

Walmart ประกาศเลิกขาย Kindle จาก Amazon เพื่อตัดช่องทางการรุกรานธุรกิจค้าปลีก

By: arjin on Fri, 2012-09-21 06:54

ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ Walmart ออกแถลงการณ์ว่าร้านค้าทั้งหมดในเครือจะเลิกจำหน่ายแท็บเล็ต Kindle ของ Amazon รวมไปถึง e-reader จากค่ายนี้ด้วย อย่างไรก็ตามแท็บเล็ตของบริษัทอื่นทั้งแอปเปิล, กูเกิล หรือซัมซุงก็จะยังมีวางจำหน่ายต่อไป

นักวิเคราะห์จาก Forrester Research มองว่านี่เป็นการตอบโต้เท่าที่ทำได้ของ Walmart ในฐานะผู้ค้าปลีกแบบมีหน้าร้านของตนเอง เพราะ Amazon ซึ่งขายสินค้าที่มีอยู่แทบทุกชนิดแบบออนไลน์ได้เข้ามารุกรานธุรกิจแบบดั้งเดิมของ Walmart อย่างมาก และที่สำคัญคือ Amazon ได้ประโยชน์จากการวางระบบจัดส่งสินค้าที่ทำให้เสียภาษีต่ำกว่าด้วย แม้ที่ผ่านมา Walmart เองก็มีความตื่นตัวในภัยคุกคามจากค้าปลีกออนไลน์ โดยได้เปิดร้านขายสินค้าออนไลน์ของตนเองเช่นกัน แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนัก

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของการตอบโต้ต่อการรุกรานของ Amazon เพราะก่อนหน้านี้ร้านค้าปลีก Target ก็ได้ประกาศหยุดขาย Kindle ไปแล้ว ส่วนร้านหนังสือ Barnes & Noble ก็ประกาศเลิกขายหนังสือพิมพ์เล่มของสำนักพิมพ์ Amazon ด้วยเช่นกัน ตอนนี้เหลือเพียงร้านขายสินค้าไอที Best Buy ที่ยังมี Kindle จัดจำหน่าย ซึ่งหากมองในมุมการแข่งขันทางธุรกิจแล้ว Best Buy ก็ได้รับผลกระทบจากการแผ่ขยายของ Amazon อยู่เช่นกัน

ที่มา: FT

โรงงานญี่ปุ่นในจีนหยุดสายการผลิตจากความขัดแย้งในหมู่เกาะ

By: lew on Tue, 2012-09-18 14:53

ความขัดแย้งกรณีหมู่เกาะเซ็นคาคุ (ชื่อญี่ปุ่น) หรือหมู่เกาะเตียวหยู (ชื่อจีน) มีทีท่าจะบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่ เมื่อเกิดม๊อบนับพันประท้วงชาวญี่ปุ่นในจีน ส่งผลให้โรงงานของพานาโซนิคและแคนนอนในจีนต้องปิดตัวลง

โรงงานของแคนนอนที่ปิดตัวนั้นเป็นสายการผลิตเครื่องถ่ายเอกสาร, กล้องดิจิตอล, และเลเซอร์พรินเตอร์ โดยประกาศปิดทำการสองวัน ขณะที่พานาโซนิคนั้นระบุว่าสายการผลิตในโรงงานถูกลอบทำลายจนเสียหาย และจะเปิดทำการได้หลังจากตรวจสอบความเสียหายเรียบร้อยแล้ว ทางด้านโซนี่นั้นก็ต้องหยุดการผลิตในบางโรงงานไปด้วยเช่นเดียวกัน

โรงงานรถยนต์ที่หยุดการผลิตไปแล้วได้แก่โตโยต้า, มาสด้า, และนิสสัน ส่วนร้านค้าปลีกที่หยุดไปก็เช่น Uniqlo ต้องหยุดไป 39 สาขาจากที่มีถึง 42 สาขา ร้านขายของชำ Ito Yokado ต้องหยุดไปทั้ง 13 สาขาและ 7-11 ต้องหยุดไป 198 สาขา Jusco ต้องปิดร้านไป 30 สาขา

มูลค่าการค้าระหว่างจีนและญี่ปุ่นนั้นสูงถึง 340 พันล้านดอลลาร์ (กว่าสิบล้านล้านบาท)

เจ้าของปัจจุบันของเกาะเซ็นคาคุเป็นเอกชนชาวญี่ปุ่นรายหนึ่ง (ที่ทางการจีนไม่ยอมรับ) แต่คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นเพิ่งอนุมัติให้ทางการโตเกียวใช้เงินรัฐบาลเข้าซื้อเกาะนี้เพื่อยืนยันว่าพื้นที่เกาะคืออาณาเขตของญี่ปุ่น

ที่มา - Bloomberg, CNN, Reuters (1), Reuters (2)

GE เตรียมขายหุ้นธ.กรุงศรีอยุธยาให้ Maybank

By: arjin on Thu, 2012-09-13 14:54

สำนักข่าว Bloomberg รายงานโดยอ้างแหล่งข่าววงใน 2 ราย ระบุว่าบริษัท General Electric หรือ GE กำลังพิจารณาขายหุ้นธนาคารกรุงศรีอยุธยา (SET: BAY) มูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านทั้งหมดให้กับผู้ซื้อรายอื่น

ทั้งนี้บริษัท GE Captial เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดในธนาคารกรุงศรีอยุธยา โดยมีหุ้นอยู่ 32.93% หรือคิดเป็นจำนวน 2,000 ล้านหุ้น โดยการขายหุ้นธนาคารกรุงศรีอยุธยานี้เป็นไปตามนโยบายขายสินทรัพย์ที่มีอยู่ของ GE Capital เพื่อเพิ่มเงินสดไปช่วยหลังบริษัทขาดทุนหนักจากวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

สำหรับผู้ที่จะมาซื้อหุ้นต่อจาก GE รายงานข่าวระบุว่า GE ได้ยื่นข้อเสนอแล้วกับ Malayan Banking Berhad หรือที่รู้จักกันในชื่อ Maybank ซึ่งเป็นธนาคารใหญ่ที่สุดของมาเลเซีย ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงเพราะ Maybank มีการขยายกิจการไปทั่วเอเชียในช่วงที่ผ่านมาทั้งการเข้าซื้อกิจการบริษัทหลักทรัพย์ Kim Eng และถือหุ้นธนาคารในประเทศเวียดนามและปากีสถาน

ที่มา: Bloomberg

ค้านสายตา? ผลการศึกษาชี้ ตลาดมือถือแคนาดามีการแข่งขันดีแล้ว

By: chayaninw on Wed, 2012-09-12 23:20

ผลการศึกษาในแคนาดาระบุว่า ตลาดของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในแคนาดานั้นมีการแข่งขันที่ดีอยู่แล้ว และราคาค่าบริการนั้นไม่ได้แตกต่างจากประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ มานัก แย้งกับความเชื่อของชาวแคนาดาจำนวนหนึ่งที่เห็นว่าค่าบริการโทรศัพท์มือถือในแคนาดานั้นแพงกว่าประเทศอื่นมาก (อีกตลาดหนึ่งของแคนาดาที่มีชื่อเสียเรื่องแพงคือค่าบริการอินเทอร์เน็ต ที่กลายเป็นมุกตลกระดับโลก)

ผลการศึกษาดังกล่าวมาจาก Yves Rabeau อาจารย์ของ Université du Quebéc à Montréal โดยสรุปว่า ในภาพรวมแล้วตลาดโทรศัพท์มือถือของแคนาดามีความใกล้เคียงกับประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ ในด้านราคา เทคโนโลยีที่ใช้ และความเร็ว ไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่ดีที่สุดหรือแย่ที่สุด

Rabeau ระบุว่า ค่าบริการในแคนาดานั้นใกล้เคียงกับในสหรัฐอเมริกา และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD อยู่บ้าง นอกจากนี้ เขายังบอกด้วยว่า ค่าบริการโรมมิงของแคนาดานั้นไม่ได้สูงกว่าประเทศอื่นใน OECD อย่างที่สื่อมักนำมาอ้าง ซึ่งจากผลการศึกษานั้น ค่าโรมมิงของแคนาดาถูกเป็นอันดับที่ 7 จากทั้งหมด 34 ประเทศ Rabeau สนุปว่า แนวทางของตลาดที่เป็นอยู่นั้นทำงานได้ดีอยู่แล้ว และไม่จำเป็นต้องมีการกำกับจากภาครัฐเพิ่มเติมแต่อย่างใด

หากวัดจากคอมเมนต์ในข่าวของ Globe และ CTV แล้ว คงจะบอกได้คร่าวๆ ว่า ชาวแคนาดาคงไม่ค่อยเห็นด้วยกับผลการศึกษานี้กันนัก

ที่มา - The Globe and Mail, CTV News

ราคาหนังสือของ HarperCollins เริ่มลดราคาหลังคดีตรึงราคาอีบุ๊ก

By: lew on Wed, 2012-09-12 18:29

หลังจากสำนักพิมพ์จำนวนหนึ่งเจรจานอกศาลกับกระทรวงยุติธรรม ทำให้สิ้นสุดการบังคับให้หน้าร้านใช้ระบบตัวแทนจำหน่าย และกลับไปใช้ระบบค้าส่งในหลายหน้าร้านอีกครั้ง ราคาหนังสือของ HarperCollins ก็เริ่มลดราคาลงในหน้าร้านหลายแห่ง

อเมซอนเริ่มลดราคาหนังสืออย่างต่อเนื่อง เพราะสามารถตั้งราคาด้วยตัวเองได้แล้ว หนังสือบางเล่มราคาต่ำกว่า 4 ดอลลาร์ และส่วนใหญ่ต่ำกว่า 10 ดอลลาร์ ขณะที่แอปเปิลก็เริ่มลดราคาหนังสือในร้านของตัวเองเพื่อให้แข่งขันได้ แต่โดยรวมแล้วอเมซอนยังคงถูกกว่า

การแข่งขันราคานับเป็นเรื่องที่ดีของตลาดเสรี อย่างไรก็ดียังมีนักการเมืองสหรัฐฯ หลายคนกังวลว่าผู้ค้ารายใหญ่อย่างอเมซอนจะกินตลาดจนเจ้าอื่นๆ ไม่สามารถแข่งขันได้อีก

ที่มา - ArsTechnica

Lion Air อินโดนีเซียสู้ศึกต้นทุนต่ำ เปิดสายการบินใหม่ในมาเลเซีย

By: chayaninw on Tue, 2012-09-11 20:27

PT Lion Mentari Airlines หรือ Lion Air สายการบินเอกชนรายใหญ่ของอินโดนีเซีย เตรียมเปิดสายการบินต้นทุนต่ำในประเทศมาเลเซีย ประเทศบ้านเกิดของ AirAsia เจ้าตลาดในภูมิภาค

สายการบินใหม่ที่จะตั้งนี้ ใช้ชื่อว่า Malindo Airways มี Lion Air เป็นผู้ถือหุ้น 49% ส่วนอีก 51% นั้นเป็นของบริษัทจากมาเลเซีย National Aerospace & Defense Industries Sdn. โดยจะเริ่มบินระหว่างมาเลเซียและอินโดนีเซียในเดือนพฤษภาคม มีเครื่องบินเริ่มต้นเป็น Boeing 727 จำนวน 12 ลำ และวางแผนจะขยายขนาดฝูงบินเป็น 100 ลำในเวลาสิบปี

Rusdi Kirana ประธานของ Lion Air ประกาศว่า Malindo จะตั้งราคาค่าโดยสารที่เท่ากันหรือถูกกว่า AirAsia และเครื่องบินของสายการบินจะมีบริการความบันเทิงบนเครื่อง พื้นที่วางขาที่กว้างขึ้น และเสิร์ฟอาหารแบบเบาๆ ด้วย ต่างจากสายการบินต้นทุนต่ำอื่นๆ

ก่อนหน้านี้ AirAsia ก็พยายามเจาะเข้าไปยังอินโดนีเซียมากขึ้น โดยเข้าซื้อสายการบิน Batavia Air ของอินโดนีเซีย และตั้งสำนักงานสำหรับภูมิภาคอาเซียนในกรุงจาการ์ตา

Lion Air เป็นเจ้าของคำสั่งซื้อที่ใหญ่ที่สุดของ Boeing โดยปีที่แล้วสั่งซื้อเครื่องบินจากบริษัท 230 ลำ มูลค่ากว่า 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ AirAsia ก็ครองสถิติของฝั่ง Airbus จากการสั่งซื้อ A320 จำนวน 200 ลำ มูลค่า 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์

ที่มา - BusinessWeek, Reuters

Pages

Subscribe to MEconomics RSS