ผลประชามติสวิส: ประชาชนอยากให้คุมรายได้ผู้บริหารบริษัทต่าง ๆ ในประเทศ

By: toandthen on Mon, 2013-03-04 01:57

ผลประชามติล่าสุดของประเทศสวิสเซอร์แลนด์เผย ประชาชนกว่า 68% ที่ได้มาใช้สิทธิในการโหวตประชามติสนับสนุนแผนของรัฐบาลกลางสวิสฯ ที่จะอนุญาตให้ผู้ถือหุ้นมีอำนาจในการหยุดไม่ให้บริษัทต่าง ๆ จ่ายเงินให้กับผู้บริหารของตัวเองมากจนเกินไป ในขณะที่กลุ่มนักธุรกิจทั้งหลายอ้างว่าแผนนี้ของรัฐบาล จะส่งผลให้ประสิทธิภาพในการแข่งขันของสวิสเซอร์แลนด์ลดลง

ประชามตินี้มีขึ้นหลังจากที่สหภาพยุโรปได้ผ่านมติที่จะจำกัดโบนัสของพนักงานในอุตสหกรรมการเงิน แม้ว่าสวิสเซอร์แลนด์จะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรปก็ตาม แต่นักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่า คนสวิสเริ่มที่จะกังวลปัญหาช่องว่างรายได้ในประเทศที่เริ่มแย่ลง

สิ่งที่ทำให้คนสวิสเริ่มไม่พอใจ อาจจะเกิดจากผลประกอบการของบริษัทสัญชาติสวิส ที่ต่างก็ติดลบกันมากมาย แต่ทีมผู้บริหารของบริษัทเหล่านั้น กลับได้เงินเดือนและโบนัสที่สูงมากเช่นเดิม หากแผนของรัฐบาลกลางสวิสนี้จะกลายเป็นนโยบายที่นำมาใช้จริง สวิสเซอร์แลนด์ จะกลายเป็นประเทศที่มีมาตรการคุมรายได้ของผู้บริหารฝั่งเอกชนที่เข้มงวดที่สุดของโลกทันที

ที่มา - BBC UK

รวยกว่าหุ้นไทย, BitCoin มูลค่าพุ่งเป็น 34 ดอลลาร์ต่อ BTC สูงสุดเป็นประวัติการณ์

By: lew on Sat, 2013-03-02 03:33
Tags: 

ราคา BitCoin ในปีนี้เพียงเดือนเดียวพุ่งสูงขึ้นถึงเท่าตัวจากประมาณ 15 ดอลลาร์ต่อ BTC มาเป็น 34 ดอลลาร์ต่อ BTC สูงสุดนับแต่เริ่มเปิดระบบมา จากเดิมช่วงกลางปี 2011 ราคาเคยขึ้นไปสูงสุดที่ 31.9099 ดอลลาร์ต่อ BTC และตกลงมาอย่างรวดเร็วจนไปถึงจุดต่ำสุด 1.994 ดอลลาร์ต่อ BTC ในเวลาไม่กี่เดือน

ปี 2012 นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ BitCoin ผันผวนไม่มากนัก โดนครึ่งปีแรกอยู่ในช่วง 4-7 ดอลลาร์ต่อ BTC (ซึ่งหากไปดูเงินสกุลอื่น ช่วงแกว่งขนาดนี้คงเรียกว่ามากแล้ว) ขณะที่ครึ่งปีหลังไต่ขึ้นมาอยู่ในช่วง 10-13 ดอลลาร์ต่อ BTC จนกระทั่งช่วงสองเดือนที่ผ่านมาจึงไต่ขึ้นมาไม่หยุดจนกระทั่งเป็น 34 ดอลลาร์ต่อ BTC ในวันนี้

ปัญหาที่ผ่านมาของ BitCoin คือ ปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบนั้นมีจำนวนน้อยมากทุกวันนี้มี BitCoin ทั้งหมดเพียง 10.681 ล้าน BTC หรือมูลค่าปัจจุบันประมาณ 350 ล้านดอลลาร์หรือหนึ่งหมื่นล้านบาท และมีปริมาณที่ออกมาหมุนเวียนน้อยกว่านั้นมาก ทำให้ตลาดถูกปั่นได้ง่าย การที่ราคาขึ้นมาในช่วงไม่กี่วันนี้ก็น่าจะเป็นเพราะ Mt. Gox ผู้ให้บริการแลกเงิน BitCoin รายสำคัญประกาศเปิดกิจการในฝั่งสหรัฐฯ (Mt. Gox เป็นบริษัทญี่ปุ่น) ขนาดของการหมุนเวียนที่น้อย ทำให้ข่าวเพียงไม่กี่ข่าวสามารถสร้างความผันผวนได้อย่างมาก

ที่มา - VentureBeat, BitCoin Magazine

ผลสำรวจชี้มหาเศรษฐีพันล้านเหรียญอยู่ในเอเชียมากที่สุด

By: medkung on Fri, 2013-03-01 15:07

ผลสำรวจจากนิตยสาร Hurun Report พบว่าทวีปเอเชียมีมหาเศรษฐีพันล้านมากทีสุด ตามด้วยอเมริกาเหนือและยุโรป

โดยผลสำรวจพบว่าเศรษฐีที่มีทรัพย์สินมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐขึ้นไปในทั่วโลก มีอยู่ 1,453 คน โดยถ้าแยกเป็นทวีป ทวีปเอเชีย 608 คน ทวีปอเมริกาเหนือ 440 คน ทวีปยุโรป 324 คน โดยถ้าแยกเป็นประเทศต่างๆนั้นนำมาโดย สหรัฐอเมริกา ตามมาด้วยจีน รัสเซีย เยอรมัน และอินเดีย

บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดตกเป็นของคาร์ลอส สลิมโดยมีทรัพย์สินมูลค่า 66,000 ล้านเหรียญ ตามมาด้วยวอร์เรน บัฟเฟตต์
และ อามานซิโอ ออร์เตก้าประธานของ Inditex เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าดัง Zara

ทางด้านเจ้าของแบรนด์ดังที่มีทรัพย์สินมากที่สุดทาง Hurun Report รายงานไว้ที่หนึ่งนำมาโดยเบอร์นาร์ด อาร์โนลต์เจ้าของแบรนด์ดังอย่าง Louis Vuitton ส่วนทางด้านมหาเศรษฐีฝั่งเอเชียเจ้าของแบรนด์ดังที่ติดอันดับก็มีไมเคิล หยิงเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า Esprit
และคริสติน่า อองชาวสิงคโปร์เจ้าของร้านขายเสื้อผ้าแบรนด์ดัง Club 21

โดย Hurun Report ได้ประเมินไว้ว่าทรัพย์สินของมหาเศรษฐีทั่วโลกอาจสูงถึง 5.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว

ที่มา: Hurun Report, หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

ไทยหลุดจากรายชื่อกลุ่มประเทศที่ไม่สามารถต่อต้านการฟอกเงินและสนับสนุนการก่อการร้าย

By: lew on Wed, 2013-02-27 18:49

Financial Action Task Force (FATF) หน่วยงานระหว่างประเทศที่พิจารณามาตรฐานการตรวจสอบทางการเงิน ประกาศตัดไทยออกจากรายชื่อประเทศที่ไม่สามารถแก้ปัญการฟอกเงินและสนับสนุนการก่อการร้ายได้เพียงพอ (anti-money laundering and combating the financing of terrorism - AML/CFT) พร้อมกับโบลิเวีย, ศรีลังกา, และคิวบา

หลังจากนี้ไทยจะไปอยู่ในประเทศที่อยู่ระหว่างการดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐาน FATF ประเทศในกลุ่มนี้คือประเทศที่ FATF มองว่ามีการยืนยันอย่างหนักแน่นจากรัฐบาลว่าจะปรับปรุงกระบวนการให้เป็นเป็นตามมาตรฐานแต่ยังไม่ได้สามารถทำตามมาตรฐานได้

ชาติในอาเซียนที่อยู่ในกระบวนการระหว่างการปรับปรุงเช่นเดียวกับไทย ได้แก่ กัมพูชา และฟิลิปปินส์ ส่วนชาติที่อยู่ในกลุ่มประเทศที่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ในอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย, เมียนมาร์, และเวียดนาม

รายชื่อของ FATF ไม่มีกระบวนการลงโทษกับประเทศในรายชื่ออย่างเป็นทางการ แต่ประเทศเหล่านี้มักถูกกดดันทางการเงินอย่างไม่เป็นทางการ

รายชื่อขั้นหนักที่สุดของ FATF คือ รายชื่อกลุ่มประเทศที่มีการฟอกเงินอย่างมากและสนับสนุนการก่อการร้าย (substantial money laundering and terrorist financing - ML/TF) มีเพียงสองประเทศ คือ อิหร่าน และเกาหลีเหนือ

ที่มา - FATF

รองผู้ว่าธนาคารชาติอังกฤษเสนอนโยบายดอกเบี้ยติดลบ

By: lew on Wed, 2013-02-27 18:05

นาย Paul Tucker รองผู้ว่าธนาคารชาติของอังกฤษ (Bank of England เสนอให้ธนาคารพิจารณานโยบายดอกเบี้ยติดลบ หลังจากนโยบายดอกเบี้ยต่ำและการทำ quantitative easing (QE) ยังไม่ได้ผล

แนวทางดอกเบี้ยติดลบเป็นแนวทางหนึ่งที่ Tucker เสนอ หลังจากที่ดอกเบี้ยนโยบายของอังกฤษอยู่ที่ 0.5% และทำ QE ไปแล้วถึง 375 พันล้านปอนด์

ดอกเบี้ยติดลบเป็นหนึ่งในนโยบายหลายอย่างที่มีการเสนอเข้ามา ตั้งแต่การซื้อทรัพย์สินจากหน่วยงานที่ไม่ใช่ธนาคารเพื่อให้เงินเข้าสู่ระบบ หรือการสนับสนุนการปล่อยกู้ เพื่อให้มีเงินกู้เข้าสู่ธุรกิจ SME แก้ปัญหาที่ธุรกิจเหล่านี้ไม่ได้รับเงินกู้จนเศรษฐกิจชะลอตัว

นโยบายดอกเบี้ยติดลบเคยถูกใช้มาแล้วในหลายชาติ เช่น เดนมาร์ค, และสวิสเซอร์แลนด์ ส่วนหนึ่งหยุดการแข็งขึ้นของค่าเงิน

ที่มา - BBC

International Herald Tribune เปลี่ยนชื่อเป็น International New York Times

By: chayaninw on Tue, 2013-02-26 12:57

The New York Times Company ประกาศเปลี่ยนชื่อหนังสือพิมพ์ในเครือ International Herald Tribune เป็น The International New York Times เพื่อมุ่งเน้นสร้างแบรนด์หลักของบริษัทในตลาดนานาชาติ โดยจะมีผลในช่วงฤดูใบไม้ผลิ (ประมาณไตรมาสที่ 3-4) นี้

หนังสือพิมพ์ที่จะเปลี่ยนชื่อใหม่นี้ จะยังคงมีสำนักงานใหญ่ที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศสตามเดิม แต่ยังไม่เปิดเผยว่า จะมีผลเปลี่ยนแปลงต่อพนักงานอย่างไร นอกจากนี้ สำนักงานที่ฮ่องกงซึ่งจัดทำหนังสือพิมพ์ฉบับเอเชียก็จะยังคงดำเนินการต่อไปเช่นกัน

โฆษกของ New York Times กล่าวว่า บริษัทพยายามจะโฟกัสที่แบรนด์หลักและการขยายสู่ตลาดโลก เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว บริษัทก็เพิ่งประกาศว่ากำลังพิจารณาขายธุรกิจหนังสือพิมพ์ Boston Globe ออกไป และเมื่อปีก่อนหน้า บริษัทก็ได้ขายหุ้นบริษัท Indeed.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์เสิรช์หางาน และกลุ่ม About Group ไปแล้ว

นอกจากเปลี่ยนชื่อแล้ว บริษัทยังมีแผนที่จะเปิดตัวเว็บไซต์เวอร์ชันใหม่สำหรับตลาดต่างประเทศด้วย โดยในปัจจุบัน Herald Tribune ใช้เว็บไซต์ร่วมกับ Times อยู่แล้ว

หนังสือพิมพ์ International Herald Tribune ก่อตั้งเมื่อ 125 ปีก่อนในฐานะหนังสือพิมพ์ลูกของ New York Herald โดยใช้ชื่อว่า Paris Herald และหลังจากนั้นก็ผ่านการเปลี่ยนมือเจ้าของและเปลี่ยนชื่อ ก่อนจะมาใช้ชื่อ The International Herald Tribune ในปี 1967 หลังจากที่กลุ่ม New York Times และ Washington Post เข้ามาลงทุนในกิจการ ก่อนที่ Times จะซื้อกิจการอย่างสมบูรณ์ในปี 2003

ที่มา - The New York Times

นักวิเคราะห์คาดอเมซอนจะแยกกิจการ AWS ออกไป

By: lew on Wed, 2013-02-20 14:42
Tags: 

Timothy Horan นักวิเคระาห์จาก Oppenheimer & Co. ระบุว่ากิจการของ Amazon ในส่วนของ AWS ที่ให้บริการเซิร์ฟเวอร์และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ น่าจะถูกแยกออกไปจากกิจการค้าปลีกของอเมซอนในที่สุด

เหตุผลหลักของแนวทางการวิเคราะห์นี้ คือ AWS มีลูกค้าเป็นกิจการค้าปลีกคู่แข่งกับอเมซอนโดยตรงจำนวนมาก การแยกกิจการกันจะช่วยให้อเมซอนหลุดจากข้อหาว่ากลั่นแกล้ง ในกรณีที่เซิร์ฟเวอร์ของลูกค้าเหล่านี้มีปัญหา

ก่อนหน้านี้กิจการค้าปลีกที่ใช้บริการของ AWS เช่น iCloud ของแอปเปิล เนื่องจากศูนย์ข้อมูลของแอปเปิลเองยังไม่เสร็จเรียบร้อย แต่ในอนาคตการค้าปลีกสินค้าดิจิตอล เช่น อีบุ๊กหรือเพลง ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะใช้งาน AWS เป็นหลัก กิจการเหล่านี้ทับซ้อนกับกิจการของอเมซอนหลายส่วนไม่ว่าจะเป็น MP3 Store หรือบริการสตรีมวิดีโอ

อเมซอนไม่เคยแสดงความเห็น หรือส่งสัญญาณในการแยกกิจการเช่นนี้แต่อย่างใด

ที่มา - InformationWeek

ตั้งเป้าปี 2020 เปิดรถไฟความเร็วสูงเชื่อม KL-สิงคโปร์

By: chayaninw on Tue, 2013-02-19 14:40

ผู้นำสิงคโปร์และมาเลเซียประกาศตั้งเป้าหมายว่า จะเปิดให้บริการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อระหว่างสิงคโปร์กับกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซียได้ภายในปี 2020

นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย Najib Razak แถลงข่าวที่สิงคโปร์ร่วมกับนายกสิงคโปร์ Lee Hsien Loong โดย Lee ระบุว่าเส้นทางระหว่างรถไฟความเร็วสูงนี้จะใช้เวลาเดินทาง 90 นาทีระหว่างเมืองหลวงของมาเลเซียกับสิงคโปร์

Lee กล่าวว่า โครงการนี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงวิถีที่ผู้คนสองเมืองเจอกัน เป็นแบบเดียวกับที่คนในลอนดอนและปารีสที่สามารถจะเดินทางไปทำธุระ พบปะเพื่อน รับประทานอาหาร แล้วกลับมาโดยใช้เวลาแค่สักสองส่วนสามของวัน

Najib ระบุว่าตอนนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยต้นทุนของโครงการได้ แต่จะอยู่ในรูปของโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชน (Public-Private Partnership) ที่รัฐบาลมีส่วนร่วมสูง

ที่มา - Bloomberg

Paypal ยกเลิกบริการโอนเงินส่วนบุคคลในสิงคโปร์

By: lew on Tue, 2013-02-19 14:25

Paypal ประกาศยกเลิกบริการโอนเงินส่วนบุคคลกับลูกค้าในสิงคโปร์ แต่ยังให้บริการโอนจ่ายเพื่อชำระค่าบริการต่อไปเช่นเดิม และยังรับส่งเงินส่วนบุคคลได้ในประเทศที่กำหนด เริ่มตั้งแต่วันที่ 20 ที่จะถึงนี้

เหตุผลของการเปลี่ยนแปลงนี้คือ "คำสั่งจากหน่วยงานกำกับดูแล" โดยไม่มีการระบุชัดว่าหน่วยงานใดเป็นผู้สั่งยกเลิกบริการนี้

ก่อนหน้านี้บริการโอนเงินส่วนบุคคลเคยถูกยกเลิกมาแล้วในญี่ปุ่น, ไต้หวัน, และบราซิล

ที่มา - TechCrunch

สำนักพิมพ์เจ้าของหัวนิตยสาร Reader's Digest เตรียมปรับโครงสร้างหนี้

By: lew on Tue, 2013-02-19 11:10

Reader’s Digest Association (RDA) เตรียมยื่นขอความคุ้มครองตามกฎหมายล้มละลาย Chapter 11 เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ให้มูลหนี้ลดลง 80% จากโดยแปลงหนี้ 465 ล้านดอลลาร์ให้กลายเป็นทุน หลังจากออกจากการปรับโครงสร้างแล้วคาดว่า RDA จะเหลือหนี้ทั้งหมดประมาณ 100 ล้านดอลลาร์

การคุ้มครองนี้จะทำให้ RDA สามารถจ่ายเงินค่าจ้างพนักงาน, ค่านักเขียนอิสระ, สิทธิประโยชน์ต่างๆ ของลูกค้า, ตลอดจนค่าใช้จ่ายของซัพพลายเออร์ต่างๆ

บริษัทคาดว่าจะได้รับอนุญาตจากศาลหลักยื่นขอความคุ้มครองนี้ภายในเวลาไม่นาน

ที่มา - The Verge

ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ได้กำไรเป็นปีแรก

By: chayaninw on Mon, 2013-02-18 23:10

สวนสนุกฮ่องกงดิสนีย์แลนด์รายงานผลประกอบการได้กำไรเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เปิดดำเนินการมาเมื่อปี 2005 โดยเป็นผลจากยอดผู้เข้าใช้บริการซึ่งเพิ่มสูงขึ้น 13%

รายงานผลประกอบการประจำปีงบประมาณซึ่งสิ้นสุดวันที่ 29 กันยายน ระบุว่า ดิสนีย์แลนด์แห่งนี้ได้กำไรสุทธิ 109 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 420 ล้านบาท) จากที่ปีก่อนหน้าขาดทุนสุทธิ 237 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ในด้านของรายได้ ปีงบประมาณที่ผ่านมาได้รายได้มากขึ้น 18% จาก 3.63 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง เป็น 4.27 ดอลลาร์ฮ่องกง

ดิสนีย์แลนด์ระบุว่าผลกำไรนั้นเป็นผลจากจำนวนผู้เข้าใช้บริการเพิ่มขึ้นจาก 5.9 ล้านคน เป็น 6.7 ล้านคน นับเป็นยอดสูงสุดตั้งแต่เปิดดำเนินการมา โดยผู้เข้าชม 45% มาจากจีนแผ่นดินใหญ่ ในขณะที่ 33% เป็นคนท้องถิ่น

ที่ผ่านมา ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์รายงานผลประกอบการขาดทุนมาตลอด โดยมีปัญหาด้านจำนวนนักท่องเที่ยวไม่ได้ตามเป้าหมาย ซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ส่วนหนึ่งก็มุ่งไปที่ขนาดของสวนสนุกที่เล็กและไม่มีเครื่องเล่นที่ดึงดูดตลาดจีนเท่าที่ควร ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์เป็นดิสนีย์แลนด์แห่งที่สามในทวีปเอเชีย และสวนสนุกที่เล็กที่สุดของดิสนีย์ทั่วโลก

ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์มีรัฐบาลฮ่องกงเป็นผู้ถือหุ้น 52% และวอลต์ดิสนีย์ถือหุ้น 48% ที่ผ่านมารัฐบาลฮ่องกงและดิสนีย์ได้ตกลงที่จะขยายสวนสนุกแห่งนี้ แต่โอกาสของฮ่องกงดิสนีย์แลนด์อาจได้รับผลกระทบจากดิสนีย์แลนด์ที่เซี่ยงไฮ้ที่จะเปิดดำเนินการในปี 2015

ที่มา - Wall Street Journal

ชาวสิงคโปร์ประท้วงรัฐบาลให้ทบทวนแผนเพิ่มประชากรโดยให้คนต่างชาติเข้ามาทำงาน

By: arjin on Sun, 2013-02-17 09:37
Tags: 

ชาวสิงคโปร์กว่า 5,000 คนได้ชุมนุมกันเมื่อวานนี้ที่ Hong Lim Park เพื่อเรียกร้องรัฐบาลให้ทบทวนแผนการเพิ่มจำนวนประชากรในประเทศให้สูงขึ้น โดยการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบให้คุณภาพชีวิตของคนสิงคโปร์แย่ลงเนื่องจากความหนาแน่นของประชากร

ตัวเลขประชากรในสิงคโปร์มีการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีประชากรในประเทศราว 5.3 ล้านคน เพิ่มขึ้นกว่า 1.1 ล้านจากปี 2004 แบ่งเป็นคนสิงคโปร์ 3.3 ล้านคน และคนต่างชาติ 2 ล้านคน โดยคาดว่าตัวเลขประชากรจะเพิ่มถึง 6.9 ล้านคนในปี 2030 ซึ่งการเพิ่มขึ้นของประชากรสิงคโปร์นั้นส่วนใหญ่มาจากการที่รัฐบาลอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศแบบถาวรเพิ่มมากขึ้น ราวปีละ 30,000 คน ขณะที่ประชากรเกิดใหม่นั้นอยู่ราว 15,000 คนเท่านั้น

แกนนำในการชุมนุมบอกว่าแม้รัฐบาลจะยืนยันว่าจำนวนประชากรจำเป็นต้องเพิ่มขึ้น เพื่อให้เศรษฐกิจในประเทศเกิดการขยายตัว และรัฐบาลก็มั่นใจว่าสามารถลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของประชากรได้ แต่ปัญหาที่ตามมาคือคุณภาพชีวิตที่อยู่กันอย่างแออัดมากขึ้น ตลอดจนการแข่งขันในการทำงานที่เพิ่มมากขึ้นก็ทำให้ประชากรไม่มีความสุข ปัญหานี้ยังส่งผลถึงการสูญเสียอัตลักษณ์ของคำว่าคนสิงคโปร์อีกด้วย

การชุมนุมนี้ได้รับการสนับสนุนจากนักการเมืองของพรรค Workers ที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับพรรคของรัฐบาล Lee Hsien Loong ปัจจุบัน ซึ่งมีเสียงประชาชนออกมาสนับสนุนแนวทางของพรรคนี้มากขึ้นเรื่อยๆ และอาจส่งผลต่อผลการเลือกตั้งใหญ่ในปี 2016 ที่จะมาถึงนี้

ที่มา: Bloomberg

โปรแกรมสะสมไมล์ของสายการบินและโรงแรมไม่ได้ทำให้คนกลับมาใช้บริการตัวเอง

By: toandthen on Mon, 2013-02-11 17:15

จากการเก็บข้อมูลล่าสุดของ Deloitte จากนักธุรกิจที่ใช้เครื่องบินบ่อยจำนวน 4,000 คนในสหรัฐฯ พบว่านักธุรกิจเหล่านี้ไม่ได้มีความ "ซื่อสัตย์" ต่อสายการบินหรือโรงแรมแบรนด์หนึ่งเลย เพียงแค่ 8% ที่ยอมใช้แบรนด์โรงแรมด้วยเหตุที่ต้องการสะสมไมล์กับโรงแรมนั้น และอีก 14% เท่านั้นที่จะยอมบินสายการบินที่ตัวเองเป็นสมาชิกอยู่ โดยสาเหตุของการที่ลูกค้าไม่ได้มีความซื่อสัตย์ต่อแบรนด์เหล่านี้ กลับเกิดจากสิ่งที่ถูกออกแบบมาให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการของตัวเองบ่อย ๆ ซึ่งก็คือระบบสมาชิกสะสมไมล์นั่นเอง

44% ของกลุ่มนักธุรกิจที่ถูกสอบถามเป็นสมาชิกของโรงแรมหรือสายการบิน 2 แบรนด์เป็นอย่างต่ำ ในขณะที่ 65% ของกลุ่มนักธุรกิจเหล่านี้ได้ร่วมใช้บริการจากระบบสมาชิกสะสมไมล์มากกว่า 2 แบรนด์ในรอบหกเดือนที่ผ่านมา จากในรายงาน Deloitte เชื่อว่าสาเหตุที่อธิบายพฤติกรรมนี้ได้ น่าจะเป็นสิทธิพิเศษที่ไม่เพียงพอของโปรแกรมสะสมไมล์เหล่านี้ หรือไม่ก็โปรแกรมสะสมไมล์เป็นบ่อเกิดของพฤติกรรมนี้เสียเอง

หนึ่งในผู้ที่ถูกสอบถาม บอกว่า เขาสมัครเป็นสมาชิกโปรแกรมสะสมไมล์โรงแรมมากกว่าครึ่งโหล แต่เขาไม่ได้ซื่อสัตย์ต่อแบรนด์ใดมากเป็นพิเศษ โดยเขาใช้สิทธิที่ได้รับในการเช็คว่ามีโปรโมชั่นพิเศษอะไรบ้างเท่านั้น

ในขณะเดียวกัน "ความคุ้มค่า" น่าจะเป็นเหตุผลหลักในการเลือกใช้บริการของสายการบินหรือโรงแรม โปรแกรมสะสมไมล์ กลับมีความสำคัญต่ำสุดอันดับ 6 ที่เป็นอาจเป็นตัวแปรที่ทำให้ลูกค้าเลือกใช้บริการของแบรนด์นั้น ๆ นอกจากความคุ้มค่าแล้ว ความสะดวกสบาย บริการที่จอดรถฟรี และสถานที่ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับลูกค้าในการเลือกใช้บริการโรงแรม สำหรับสายการบิน เวลาในการบินและเวลาที่ถึงจุดหมายปลายทาง และความปลอดภัยถือว่าสำคัญ แม้ว่ากลุ่มที่ถูกเก็บข้อมูลมากกว่าครึ่งบอกว่าพวกเขาพึงพอใจกับโปรแกรมสะสมไมล์

ลูกค้ามักจะเลือกกลับไปใช้บริการของโรงแรมและสายการบินที่สามารถทำให้บริการของตัวเองเป็นที่ประทับใจกับลูกค้ามากกว่า เช่น ความสะดวกสบาย ความคุ้มค่า และ Wi-Fi ฟรี Weissenberg รองประธานของ Deloitte กล่าวว่ามันค่อนข้างชัดเจนว่ากลุ่มธุรกิจในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและเดินทางจะต้องอัพเกมของตัวเอง เพื่อที่จะสร้างความซื่อสัตย์ต่อแบรนด์ของตัวเองในตัวลูกค้าในบริการแท้จริงของตัวเอง และจะต้องให้ลูกค้าได้มากกว่าบัตรสะสมไมล์

ที่มา - The Economist

ไปรษณีย์สหรัฐฯ เผยผลประกอบการไตรมาสสุดท้ายปี 2012: ขาดทุนลดลง แต่ยังย่ำแย่

By: Blltz on Sat, 2013-02-09 16:37

ไปรษณีย์สหรัฐฯ (USPS) ประกาศผลประกอบการไตรมาสสุดท้ายประจำปี 2012 ยังขาดทุนเป็นเงินกว่า 1,300 ล้านเหรียญ แต่ก็ยังดูดีขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้าที่ขาดทุนถึง 3,300 ล้านเหรียญ

แม้ว่าตัวเลขขาดทุนจะลดลง แต่สถานการณ์ของ USPS ยังคงไม่สู้ดีนัก บริการหลักอย่าง first-class mail ที่ประชาชนใช้จ่ายบิลต่างๆ ยังคงลดลงถึง 4.5% จากการที่คนหันไปใช้บริการเดียวกันผ่านออนไลน์มากขึ้นในช่วงหลัง

นอกจากนี้ USPS ยังผิดนัดชำระหนี้แก่รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ถึงสองครั้งในปี 2012 ทำให้ตอนนี้มีหนี้ค้างชำระอยู่ถึง 16,000 ล้านเหรียญ ซึ่งแนวทางของ USPS ก็ยังเน้นไปที่การลดค่าใช้จ่ายต่อไป โดยบริการที่กำลังจะยกเลิกอย่างการส่งไปรษณีย์วันเสาร์ ที่จะเริ่มวันที่ 5 สิงหาคมนี้ คาดว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มากถึง 2,000 ล้านเหรียญต่อปี

ที่มา - NBC

Macmillan ยอมความคดีอีบุ๊กกับกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ แล้ว เหลือเพียงแอปเปิลรายเดียว

By: lew on Sat, 2013-02-09 01:43

คดีอีบุ๊กระหว่างแอปเปิลและสำนักพิมพ์อีกห้าสำนักพิมพ์อีกห้าสำนักพิมพ์ใกล้เข้าจุดจบลงเรื่อยๆ เมื่อสำนักพิมพ์ที่ห้าคือ Macmillan ยอมความกับกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เป็นสำนักพิมพ์สุดท้าย ทำให้คดีนี้เหลือคู่กรณีเหลือเพียงแอปเปิลรายเดียวเท่านั้น

ข้อตกลงเป็นแบบเดียวกับสำนักพิมพ์อื่นๆ คือ Macmillan ต้องยกเลิกข้อตกลงกับแอปเปิลและสัญญาว่าจะไม่ทำสัญญาแบบเดียวกันอีกไปถึงปี 2014

John Sargent ซีอีโอของ Macmillan ระบุว่าบริษัทไม่ใหญ่พอที่จะเสี่ยงกับผลที่เลวร้ายที่สุดหาก Macmillan ปล่อยให้คดีขึ้นสู่ศาลแล้วถึงที่สุดได้ โดยก่อนตัดสินใจยอมความทางสำนักพิมพ์ได้ประเมินความเสียหายสูงสุดและพบว่าสูงกว่าทรัพย์สินทั้งหมดของบริษัท

คดีนี้นัดไต่สวนในศาลเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ และตอนนี้เหลือเพียงแอปเปิลที่จะขึ้นศาลในคดีนี้

ที่มา - ArsTechnica

Pages

Subscribe to MEconomics RSS