โกดักหยุดสายการผลิตฟิล์มสไลด์

By: lew on Mon, 2012-03-05 01:55
Tags: 

เมื่อถึงคราวล้มละลาย ตอนนี้โกดักก็คงต้องทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อตัดกิจการที่ไม่ทำเงินออกไป หนึ่งในนั้นคือฟิล์มสไลด์ สินค้าหลักตัวหนึ่งของโกดักในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ฟิล์มสไลด์สามตัวสุดท้ายของโกดักคือ EKTACHROME E100G, EKTACHROME E100VS, และ ELITE Chrome Extra Color 100

จากยอดขายในช่วงนี้ โกดักคาดว่าฟิล์มเหล่านี้จะหมดไปจากหน้าร้านภายในเวลา 6 ถึง 9 เดือน ส่วนน้ำยา E-6 ที่ใช้ล้างนั้นจะยังมีขายต่อไป ส่วนฟิล์มเนกาทีฟและฟิล์มขาวดำก็ยังมีการผลิตต่อไปเช่นกัน

นับเป็นความเศร้าของตากล้องยุคกล้องฟิล์มที่ต้องเห็นบริษัทระดับตำนานค่อยๆ ปลดสินค้าไปช้าๆ แบบนี้

ที่มา - Kodak

GM ปลดคนงาน 1,300 หยุดสายการผลิต Chevy Volt

By: lew on Mon, 2012-03-05 01:45

General Motors ดูจะยังไม่ฟื้นดีนักหลังการฟื้นฟูในช่วงหลัง ยอกขายรถไฟฟ้าอย่าง Chevy Volt นั้นเคยถูกตั้งเป้าไว้ถึง 10,000 คันในปี 2011 และคาดว่าจะขายได้ถึง 60,000 คันในปี 2012 แต่ปรากฏว่าปี 2011 ขายได้จริงเพียง 7,671 คัน ส่วนปีนี้ยิ่งแย่หนัก เพราะสองเดือนที่ผ่านมาขายได้เพียง 1,626 คัน ส่งผลให้บริษัทตัดสินใจหยุดสายการผลิตเป็นเวลา 5 สัปดาห์ และปลดคนงานออก 1,300 คน

ประเด็นที่ถกเถียงกันมากคือรถไฟฟ้าอย่าง Chevy Volt นั้นถูกสร้างขึ้นเพราะความต้องการของรัฐบาลที่จะผลักดันนโยบายรถไฟฟ้าด้วยมาตรการสนับสนุนโดยไม่มีความต้องการของผู้บริโภคจริงๆ หรือไม่ แต่คู่แข่งอย่าง Nissan LEAF กลับยอดขายได้ถึง 9,700 คันในปี 2011 แม้จะคาดหวังยอดขายไว้ถึง 20,000 คันแต่ยอดรวมก็ยังดีกว่ามาก และตอนนี้เอง Nissan ก็ขาย LEAF ได้มากกว่า 22,000 คันทั่วโลกแล้ว ดังนั้นปัญหาอาจจะอยู่ที่ความสามารถในการแข่งขันของ GM เองที่ตั้งราคา Volt ไว้สูงถึงเกือบ 40,000 ดอลลาร์ แพงกว่า LEAF เกือบ 5,000 ดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองยอดขายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา GM ระบุว่ายอดขายของ Volt นั้นแซงหน้า LEAF ด้วยจำนวนส่งมอบ 1,023 คันเทียบกับ LEAF ที่ขายได้เพียง 478 คัน เป็นเดือนแรกที่ Volt แซงหน้า LEAF ขึ้นมาได้

ในแง่ของภาษีนั้นรถไฟฟ้าได้รับสนับสนุนผ่านการลดภาษีรัฐบาลกลางสูงสุด 7,500 ดอลลาร์เพื่อให้ราคาที่ต้องจ่ายจริงสำหรับรถเหล่านี้ใกล้เคียงกับรถใช้น้ำมันมากขึ้น

ที่มา - HybridCars, PRNewsWire

เกาหลีเหนือเซ็นตกลงหยุดพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ หวังปรับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ

By: Blltz on Thu, 2012-03-01 02:38

ในขณะที่ประเทศมหาอำนาจยังคงจับตามองสถานการณ์ของเกาหลีเหนือยุคหลังคิม จองอิล ว่าจะไปในทิศทางไหน ล่าสุดเป็นทางเกาหลีเหนือที่ยินยอมชะงักโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และขีปนาวุธพิสัยไกลลงแล้ว เพื่อกระชับสัมพันธไมตรีกับทางสหรัฐฯ ในทางกลับกัน สหรัฐฯ จะให้ความช่วยเหลือทางด้านสเบียงอาหารเป็นจำนวนกว่า 240,000 ตัน และจะไม่เข้าแทรกแซงเพื่อล้มรัฐคอมมิวนิสต์ของเกาหลีเหนือที่นำโดยคิม จองอันอีกด้วย

ข้อตกลงดังกล่าวถูกประกาศโดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ หลังจากการพบปะกันระหว่างผู้นำทั้งสองฝ่ายในกรุงปักกิ่งเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งนับเป็นการพบกันครั้งแรกตั้งแต่คิม จองอิลเสียชีวิตไปเมื่อเดือนธันวาคม

อย่างไรก็ตามสหรัฐฯ ยังคงมีความกังวลในพฤติกรรมของเกาหลีเหนือในหลายพื้นที่ และย้ำชัดว่าข้อตกลงในครั้งนี้เป็นการปรับความสัมพันธ์ในวงจำกัดเท่านั้น แต่ก็เป็นก้าวสำคัญในการตอบโต้ภัยคุกคามที่แพร่กระจายในเกาหลีเหนือเช่นกัน

ที่มา - The Wall Street Journal

ตลท. เผยหุ้นปันผลให้ผลตอบแทนมากกว่าเงินฝาก

By: medkung on Thu, 2012-03-01 01:23

ข่าวช้าไปสักวันนะครับแต่เห็นว่าน่าสนใจดี เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้มีการเสนอผลการวิจัยเรื่อง "หุ้นปันผล ขุมทรัพย์ของการลงทุน" โดยผู้นำเสนอคือคุณพัดชา จุนอนันตธรรม ได้นำเสนอว่าได้ใช้กลุ่มตัวอย่างบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (Mai) ใช้ข้อมูลย้อนหลัง 5 ปีตั้งแต่ 2549-2553 พบว่า 288 บริษัทหรือประมาณ 56.3% เป็นหุ้นปันผล โดยกลุ่มหุ้นปันผลเหล่านี้ให้ผลตอบแทนต่อปีที่ 25.3% มากกว่าดัชนีตลาดที่ให้ผลตอบแทนที่ 21.1% และมีกำไรส่วนต่างของราคาหุ้นใกล้เคียงกับตลาดส่วนทางด้านความผันผวนของราคาก็น้อยกว่าตลาด และถ้านักลงทุนถือหุ้นปันผลโดยตลอด 5 ปีจะให้ผลตอบแทน 153% ของเงินลงทุนเริ่มต้น

ทางด้านหุ้นกลุ่มที่ปันผลมีอยู่ในหลายๆ หมวด แต่หมวดที่ปันผลมากและสัดส่วนที่สูงคือกลุ่มปิโตรเคมี ตามด้วยกลุ่มของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และธุรกิจการเกษตร ถ้าหากดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ในระดับที่ต่ำมาก หุ้นปันผลก็นับว่าเป็นตัวเลือกสำหรับการลงทุน หรือลงทุนในหุ้นรายตัวตามดัชนี SETHD หรือหากงบลงทุนจำกัดก็จะเลือกลงทุนใน ETF ที่ลงทุนในดัชนี SETHD ก็ได้ หรืออีกทางเลือกหนึ่งคือลงทุนในกองทุนรวมที่จ่ายปันผล ซึ่งมีกองทุนประเภทดังกล่าวประมาณ 93 กองทุน ซึ่งจากต้นปี 2555 จนถึงปัจจุบันให้ผลตอบแทนประมาณ 10%

หากสนใจสามารถอ่านผลการวิจัยได้ที่นี่ครับ "หุ้นปันผล ขุมทรัพย์ของการลงทุน"

ที่มา: ไทยรัฐ, กรุงเทพธุรกิจ, สถาบันวิจัยตลาดทุน

Ofcom เตรียมปล่อยราคาสแตมป์ลอยตัว

By: lew on Wed, 2012-02-29 20:18

บริการ Royal Mail ซึ่งเป็นบริการแบบเดียวกับไปรษณีย์ไทยในบ้านเรากำลังประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก โดยบริการรับส่งไปรษณีย์นั้นขาดทุนไปถึง 120 ล้านปอนด์ในปี 2010 ทำให้ต้องขอขึ้นราคา จากเดิมสแตมป์ชั้นหนึ่งอยู่ 46 เพนนีหรือ 22 บาท ส่วนสแตมป์ชั้นสองอยู่ที่ 36 เพนนีหรือ 17 บาท

แผนการใหม่นี้จะอนุญาตให้ Royal Mail ตั้งราคาสแตมป์ชั้นหนึ่งได้เอง และสแตมป์ชั้นสองมีเพดานราคาที่ 45 ถึง 55 เพนนี หรือ 22 ถึง 27 บาท โดยทาง Royal Mail นั้นยืนยันว่าการขึ้นราคานี้จะไม่สร้างภาระให้กับครัวเรือนในอังกฤษมากเกินไปเพราะค่าสแตมป์แบบชั้นหนึ่งทุกวันนี้เป็นราคาแค่หนึ่งในสี่ของค่ารถเมลในลอนดอนเท่านั้น

แผนการนี้ยังอยู่ในระหว่างการปรึกษากันระหว่าง Ofcom กับคณะกรรมมาธิการด้านธุรกิจของสภาผู้แทน

ที่มา - BBC

S&P ปรับความน่าเชื่อถือของกรีซเป็น "ผิดนัดชำระหนี้บางส่วน"

By: medkung on Tue, 2012-02-28 13:16

S&Pได้ประกาศความน่าเชื่อถือของกรีซเป็น "ผิดนัดชำระหนี้บางส่วน" ภายหลังข้อตกลงที่กรีซได้ตกลงกับเจ้าหนี้ในการปรับโครงสร้างหนี้ด้วยวิธีแลกเปลี่ยนพันธบัตรเพื่อลดหนี้สิน

S&P ได้กล่าวว่าภายหลังข้อตกลงของกรีซที่ตกลงกับเจ้าหนี้ทำให้ S&P ปรับความน่าเชื่อถือใหม่หลังจาก S&P ประกาศความน่าเชื่อถือครั้งแรกของกรีซเป็น "ขยะ" ซึ่งเป็นในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ในการปรับอันดับความน่าเชื่อถือ หลังจากรัฐบาลกรีซได้อนุมัติรับการช่วยเหลือเป็นเงินจำนวน 130,000 ล้านยูโร

ทางด้านนักลงทุนภาค​เอกชนที่ถือครองพันธบัตรของกรีซก็ยินยอมรับ​การขาดทุน​ ด้วย​การยอมรับ​เงื่อน​ไข​การปรับลดมูลค่าหน้าตั๋วพันธบัตรลง 53.5% ​ซึ่ง S&P ประเมินไว้ที่ 50% ซึ่งแสดงว่าศักยภาพในการชำระหนี้ของกรีซยังอ่อนแออยู่มาก

S&P ได้กล่าวต่ออีกว่าหากการแลกเปลี่ยนพันธบัตรสำเร็จแล้วนั้นน่าจะมีการปรับเครดิตเพิ่มขึ้นเป็น CCC จาก CC ซึ่งสะท้อนว่าแนวโน้มการเงินของกรีซน่าจะดีขึ้นในอนาคต

ที่มา: BBC News, มติชน

Arsenal เผยผลประกอบการ กำไรเกือบ 50 ล้านปอนด์

By: medkung on Tue, 2012-02-28 12:14

สโมสรฟุตบอลอาร์เซน่อลได้รายงานผลประกอบการ 6 เดือนหลัง ได้รายงานผลประกอบการ ซึ่งสโมสรสามารถทำกำไรได้ถึง 49.5 ล้านปอนด์ ซึ่งมากกว่าปี 2010 ซึ่งขาดทุนไป 6.1 ล้านปอนด์

กำไร 41.6 ล้านปอนด์ ส่วนหนึ่งมาจากการขายนักเตะเช่น ซาเมียร์ นาสรี่, เชส ฟาเบรกาส

อาร์เซน่อลมีเงินสดสำรองเพิ่มขึ้นจาก 110.4 ล้านปอนด์ เป็น 115.2 ล้านปอนด์ ซึ่งเหล่ากองเชียร์ของ Arsenal ได้แนะนำว่าควรให้เอาเงินเหล่านั้นไปซื้อนักเตะใหม่ๆ เพื่อไล่ล่าการเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกในอนาคต ซึ่งอาร์เซน่อลไม่ได้ครองแชมป์พรีเมียร์ลีกมาถึง 7 ปีแล้ว

ทางด้านอิวาน กาซิดิซผู้บริหารระดับสูงได้กล่าวว่า "สิ่งสำคัญที่เราต้องเข้าใจคือ เงินสดสำรองทั้งหมดที่เรามี เราไม่สามารถเอาไปซื้อนักเตะทั้งหมดได้ เรามีค่าใช้จ่ายสำหรับสโมสร เช่น ค่าเหนื่อยของนักเตะ เป็นต้น เราจึงต้องสำรองเงินส่วนหนึ่งไว้เพื่อการนี้"

ปัจจุบันสโมสรอาร์เซน่อลมีผู้หุ้นรายใหญ่โดยสแตน โครเอนเก้ซึ่งถือหุ้นอยู่ 67% และอลิชเชอร์ อุสมานอฟอีกประมาณ 29%

ที่มา: BBC News

Berkshire Hathaway ของ Warren Buffet สามารถเอาชนะดัชนี S&P 500 ได้เป็นปีที่ 39

By: medkung on Sun, 2012-02-26 23:58

Berkshire Hathaway ของ Warren Buffet ได้รายงานผลประกอบการปี 2011 ซึ่ง Berkshire Hathaway มีผลตอบแทนที่ 4.6% ซึ่งเป้าหมายของ Warren Buffet คือสามารถเอาชนะดัชนี S&P 500 ซึ่งในปีนี้ดัชนีมีผลตอบแทน 2.1% ซึ่งเป็นครั้งที่ 39 ที่ Berkshire Hathaway เอาชนะดัชนี S&P 500 ได้ มีเพียง 8 ครั้งเท่านั้นที่ดัชนี S&P 500 สามารถเอาชนะได้ ได้แก่ในปี 1967, 1975, 1980, 1999, 2003, 2004, 2009, 2010

ผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น (ใน Class A) ในปีนี้ลดลงเหลือ 6,215 เหรียญสหรัฐ ต่อหุ้น ซึ่งในปี 2010 ทำได้ 7,928 เหรียญสหรัฐ ต่อหุ้น

Berkshire Hathaway ของ Warren Buffet เฉลี่ยแล้วผลตอบแทนทบต้นจะได้เฉลี่ยประมาณ 20% ขึ้นไป แต่ปี 2011 ที่ผ่านมา Berkshire Hathaway มีผลตอบแทนทบต้นเฉลี่ยตั้งแต่จัดตั้งบริษัทมาได้ผลตอบแทนตกลงเป็น 19.8% ซึ่งต่ำกว่า 20% เป็นครั้งแรกอีกด้วย

ประเด็นสำคัญอื่นๆ
- Berkshire Hathaway ขาดทุนใน Derivatives ถึง 30% จากปี 2010 ทำรายได้ทั้งสิ้นประมาณ 4,380 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ในปี 2011 ทำได้เพียงแค่ 3,050 ล้านเหรียญสหรัฐ
- Berkshire's Insurance Businesses ในปี 2011 มีกำไรที่ยังไม่ได้จดบันทึกเพียงแค่ 248 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งปี 2010 ทำได้ถึง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่นิวซีแลนด์เป็นมูลค่าถึง 800 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนเหตุแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่นต้องจ่ายค่าชดเชยถึง 714 ล้านเหรียญสหรัฐ

ที่มา: Fortune, Bloomberg

บิล เกตส์: หน่วยงานด้านอาหารของ UN ไร้ประสิทธิภาพ

By: chayaninw on Sun, 2012-02-26 03:51

บิล เกตส์ มหาเศรษฐีชาวสหรัฐผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ ได้กล่าวตำหนิหน่วยงานของสหประชาชาติที่ดูแลด้านความมั่นคงทางอาหารว่า ล้าหลังและไร้ประสิทธิภาพ จนไม่สามารถทำงานช่วยเหลือได้อย่างที่ควรจะเป็น

เกตส์เป็นผู้บริจาคเงินช่วยเหลือด้านอาหารมากที่สุดในบรรดาภาคเอกชน โดยได้บริจาคเงินรวมราวสองพันล้านดอลลาร์ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และวางแผนที่จะบริจาคอีกราวสองพันล้านในช่วงอีกห้าปีข้างหน้า

สหประชาชาติมีหน่วยงานที่ดูแลด้านความมั่นคงทางอาหารอยู่สามแห่ง ได้แก่ องค์การอาหารและการเกษตร (FAO) โครงการอาหารโลก (WFP) และกองทุนระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม (IFAD) ซึ่งทั้งสามหน่วยงานมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี แต่กลับมีความร่วมมือระหว่างหน่วยงานน้อยมาก

เกตส์ยกตัวอย่างโครงการ Purchase for Progress ที่ซื้อผลผลิตจากเกษตรกรรายย่อยมาใช้ในการช่วยเหลือด้านภัยพิบัติในประเทศข้างเคียง ซึ่ง WFP เป็นผู้ดำเนินโครงการหลัก โดยแทบไม่มีความช่วยเหลือจากอีกสององค์กร ทั้งที่ควรจะร่วมมือกันเพื่อให้เกิดประโยชน์มากกว่าการแยกกันทำ

เกตส์ยังได้ตำหนิว่า หน่วยงานเหล่านี้ เลือกทำโครงการที่ไม่สำคัญมากนัก เพื่อตามใจประเทศที่บริจาคเงินด้วย

ที่มา - Financial Times

อาจจะไม่มีอะไรในกอไผ่, Eric Schmidt อาจขายหุ้นกูเกิลเพราะจะหย่า

By: lew on Sun, 2012-02-26 01:47

ข่าวการขายหุ้นของ Eric Schmidt สร้างความกังวลใจให้กับผู้ถือหุ้นว่าเขามีความตั้งใจอะไรจึงขายหุ้น แต่ข่าวล่าสุดจาก New York Post ระบุว่าเป็นไปได้ที่ Schmidt อาจจะกำลังหย่ากับภรรยาคือ Wendy Schmidt

ข่าวนี้กลายเป็นข่าวซุบซิบเมื่อรายงานระบุว่า Eric นั้นเดทกับ Lisa Shields มาปีครึ่งแล้ว และถึงตอนนี้ก็อาจจะได้เวลาของการหย่าร้าง โดยคงต้องมีการจ่ายค่าชดเชยกัน

การคาดเดานี้ยังไม่มีหลักฐานอะไรยืนยัน แต่ครอบครัว Schmidt เองก็ค่อนข้างเก็บเงียบเรื่องส่วนตัวกันมากเป็นปรกติอยู่แล้ว

ที่มา - New York Post

T-Mobile หวังเปิดตัว LTE ภายในปีนี้ หลังไตรมาสล่าสุดลูกค้าหายไปกว่าแปดแสนราย

By: Blltz on Thu, 2012-02-23 21:51

T-Mobile โอเปอเรเตอร์เครือข่ายไร้สายอันดับสี่ของสหรัฐฯ ที่เพิ่งอกหักจากความพยายามควบกิจการจาก AT&T ได้เผยว่าเสียลูกค้าไปถึง 802,000 รายในไตรมาสสุดท้ายของปี 2011 นอกจากนี้รายได้ยังลดลงจากปี 2010 ราวร้อยละ 3.3 ไปอยู่ที่ 20.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อีกด้วย

จากความล้มเหลวได้ไตรมาสที่ผ่านมา Deutsche Telekom ต้นสังกัดเตรียมเปิดให้บริการ LTE ภายในปีนี้ จากการจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ ด้วยงบที่เพิ่มขึ้นอีก 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าเสียเวลาจาก AT&T)

นอกจากนี้แล้ว T-Mobile เป็นเครือค่ายหลักของสหรัฐฯ เครือข่ายเดียวที่ยังไม่มี iPhone วางขาย ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับยอดผู้ใช้ที่ลดลง ซึ่งตรงกับช่วงที่สามเครือข่ายคู่แข่งเริ่มวางขาย iPhone 4S พอดิบพอดี

ปัจจุบัน T-Mobile มีลูกค้าในสัญญาอยู่ 34 ล้านราย ตามหลังเบอร์สามอย่าง Sprint อยู่ราว 20 ล้านราย แหละห่างกับสองอันดับแรกอย่าง Verizon และ AT&T เกินสามเท่าตัว

ที่มา - AllThingsD

แมนยูไนเต็ดเผยผลประกอบการ กำไรเพิ่ม หนี้ลด

By: chayaninw on Wed, 2012-02-22 16:10

สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเปิดเผยผลประกอบการของช่วงหกเดือนหลังของปี 2011 มีรายได้เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้ามา 18 ล้านปอนด์ เป็น 175 ล้านปอนด์

เมื่อดูแยกตามแต่ละส่วนแล้ว รายได้จากทั้งส่วนของแมตช์การแข่งขัน สื่อ และโฆษณา ต่างเพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อนหน้าทั้งหมด

ในส่วนของหนี้ สโมสรมีหนี้ตอนปลายปี 2011 อยู่ที่ 439 ล้านปอนด์ ลดลงจากปลายปี 2010 ที่ 508 ล้านปอนด์

อย่างไรก็ตาม สโมสรมีต้นทุนดำเนินงานเพิ่มขึ้น และต้นทุนใช้จ่ายซื้อนักเตะเพิ่มขึ้น จากการที่ทุ่มเงินซื้อผู้เล่นใหม่เข้ามาช่วงกลางปีที่ผ่านมา ทั้งดาบิด เดเคอา. แอชลีย์ ยัง. และฟิล โจนส์

แม้ว่ารายได้ในครึ่งหลังของปี 2011 จะเพิ่มขึ้น แต่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดน่าจะประสบปัญหารายได้ลดลงในครึ่งแรกของปี 2012 จากการตกรอบการแข่งขันแชมเปียนส์ลีกที่เป็นแหล่งรายได้ขนาดใหญ่ไป

รายงานของบริษัท ยังไม่เปิดเผยถึงการกระจายหุ้นในตลาดสิงคโปร์ ที่เคยมีการประกาศออกมาก่อนหน้านี้

ที่มา - BBC News, Financial Times

Eric Schmidt ขายหุ้นกูเกิลมูลค่า 1,450 ล้านดอลลาร์

By: lew on Tue, 2012-02-21 13:51

หลังจาก Eric Schmidt ถอนตัวจากงานบริหารกูเกิลไป บทบาทของเขาในบริษัทก็น้อยลงเรื่อยๆ ล่าสุดเขาก็ยื่นแบบฟอร์มไปยังคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ โดยเป็นการขายหุ้นชนิด A ออกไป 2.4 ล้านหุ้น

หุ้นของกูเกิลนั้นแบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ ชนิด A กับชนิด B โดยชนิด B นั้นมีเสียงโหวต 10 เสียง การขายครั้งนี้ในแง่เสียงโหวตแล้วจึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก หุ้นที่อยู่ในมือ Schmidt ยังมีเสียงโหวตถึง 7.3% มูลค่ารวมกว่าสี่พันล้านดอลลาร์ โดยเขาให้เหตุผลของการขายว่าต้องการกระจายการลงทุนออกไป

แต่ความกังวลของผู้ถือหุ้นว่า Schmidt อาจจะหมดใจกับกูเกิลไปแล้วและอาจจะหางานอย่างอื่นทำต่อไปก็คงมีอยู่ โดยเฉพาะในช่วงหลังๆ ที่เขาไม่ได้ค่อยได้มีบทบาทอะไรอีก

ที่มา - The Register

ญี่ปุ่นขาดดุลย์การค้าเป็นประวัติการณ์จากการหยุดใช้นิวเคลียร์, ขึ้นภาษีลดงบประมาณขาดดุลย์

By: lew on Mon, 2012-02-20 23:34

อาการของเศรษฐกิจญี่ปุ่นหลังภัยพิบัติอาจจะหนักกว่าที่เราคิด เมื่อตัวเลขการส่งออกลดลงทั้งปี 9.3% ขณะที่ยอดนำเข้ากลับเพิ่มขึ้นถึง 9.8% จากการนำเข้าน้ำมันเพราะการหยุดใช้เตาปฎิกรณ์นิวเคลียร์เกือบทั้งหมด 54 เตาหลังเกิดแผ่นดินไหวเมื่อปีที่แล้ว เหลือเพียง 2 เตาที่ยังทำงานอยู่ ส่งผลให้การนำเข้าเชื้อเพลิงฟอซซิลทุกประเภทพุ่งสูงขึ้นในทันที ขณะที่ค่าเงินเยนกลับแข็งค่าขึ้น ทำให้ยอดส่งออกลดลง

เตาปฎิกรณ์ทั้งหมดต้องถูกปิดเพื่อตรวจสอบความปลอดภัยซ้ำ แม้แต่สองเตาที่กำลังทำงานอยู่เองก็มีคิวปิดทำงานในเดือนเมษายนนี้ ปัญหาค่าเชื้อเพลิงจึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ญี่ปุ่นต้องฝ่าฟันต่อไป

ที่มา - BBC, Google News

พร้อมๆ กับภาวะขาดดุลย์การค้า ญี่ปุ่นเองมีปัญหาเรื่องหนี้สาธารณะอยู่มากถึง 228% ของ GDP รวมทั้งหมด 315 ล้านล้านบาท ขณะที่เงินบำนาญผู้สูงอายุในญี่ปุ่นนั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้แตะระดับ 1 ล้านล้านเยน หรือ 378,000 ล้านบาทต่อปีเข้าไปแล้ว และคาดว่าในปี 2060 จะมีประชากรที่อยู่ในช่วงอายุรับเงินบำนาญถึง 40% ของประชากรประเทศ

ทางแก้ในช่วงนี้คือการขึ้นภาษีการขายอีกเท่าตัว จาก 5% จะขึ้นเป็น 8% ในปี 2014 และ 10% ในปี 2015

ที่มา - BBC

ลัมโบกินี่เผยเศรษฐกิจในจีนชะลอตัว กระทบยอดขายรถหรู

By: Blltz on Mon, 2012-02-20 02:48

หลายคนคงรู้จักกันดีกับลัมโบกินี่ หรือแบรนด์ผลิตรถหรูโลโกกระทิงป่าจากอิตาลี ที่ช่วงหลังกอบโกยเงินไปได้มหาศาลจากจำนวนของเศรษฐีในประเทศจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเมื่อปีที่แล้วมียอดขายเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 70 และโตต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่าสองปีแล้ว

แต่ในปี 2012 นี้ Christian Mastro ผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้สัมภาษณ์กับ Businessweek ทางโทรศัพท์ว่า "ผู้คนที่สามารถใช้จ่ายเงินในส่วนนี้ได้จำกัดลง และมีบางสิ่งที่ทำให้คนพวกนั้นเริ่มหยุดรอ" เช่นเดียวกับทางฝั่งของ Torsten Mueller-Oetvoes ซีอีโอของโรลส์-รอยซ์ แบรนด์รถหรูอีกเจ้าที่ให้เหตุผลใกล้เคียงกันว่าการเติบโตของตลาดรถหรูในจีนจะไม่โตแรงๆ เหมือนก่อนหน้า เนื่องมาจากยอดขายรถยนต์ปีที่แล้วเริ่มชะลอตัว หลังจากสิ้นสุดมาตรการกระตุ้น รวมถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจที่เริ่มผ่อนลงมาแล้วด้วย

อย่างไรก็ตามลัมโบกินี่ตั้งเป้าว่าในปีนี้จะเร่งยอดขายให้ได้เพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 20 ถึง 30 โดยมีแผนเร่งผลิตรถรุ่น Aventadors (คันละประมาณสิบล้านบาท ไม่รวมภาษี!) ส่งมอบให้ผู้สั่งจองได้ตามเป้า ส่วนตลาดรถหรูในจีนปีนี้คาดว่าจะโตอีกราวร้อยละ 25 ไปอยู่ที่ประมาณ 2,000 คันในปีนี้ นับเป็นสองเท่าของปี 2011 เลยทีเดียว

ส่วนเบอร์สองในจีนอย่างออดี้ ที่เพิ่งถูกคว่ำลงจากบัลลังก์ไปหมาดๆ ตอนนี้ยังไม่มีการประกาศแผนในปีนี้เป็นพิเศษ

ที่มา - Businessweek

Pages

Subscribe to MEconomics RSS