แมนยูไนเต็ดเผยผลประกอบการ กำไรเพิ่ม หนี้ลด

Submitted by chayaninw on Wed, 02/22/2012 - 16:10

สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเปิดเผยผลประกอบการของช่วงหกเดือนหลังของปี 2011 มีรายได้เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้ามา 18 ล้านปอนด์ เป็น 175 ล้านปอนด์

เมื่อดูแยกตามแต่ละส่วนแล้ว รายได้จากทั้งส่วนของแมตช์การแข่งขัน สื่อ และโฆษณา ต่างเพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อนหน้าทั้งหมด

ในส่วนของหนี้ สโมสรมีหนี้ตอนปลายปี 2011 อยู่ที่ 439 ล้านปอนด์ ลดลงจากปลายปี 2010 ที่ 508 ล้านปอนด์

อย่างไรก็ตาม สโมสรมีต้นทุนดำเนินงานเพิ่มขึ้น และต้นทุนใช้จ่ายซื้อนักเตะเพิ่มขึ้น จากการที่ทุ่มเงินซื้อผู้เล่นใหม่เข้ามาช่วงกลางปีที่ผ่านมา ทั้งดาบิด เดเคอา. แอชลีย์ ยัง. และฟิล โจนส์

แม้ว่ารายได้ในครึ่งหลังของปี 2011 จะเพิ่มขึ้น แต่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดน่าจะประสบปัญหารายได้ลดลงในครึ่งแรกของปี 2012 จากการตกรอบการแข่งขันแชมเปียนส์ลีกที่เป็นแหล่งรายได้ขนาดใหญ่ไป

รายงานของบริษัท ยังไม่เปิดเผยถึงการกระจายหุ้นในตลาดสิงคโปร์ ที่เคยมีการประกาศออกมาก่อนหน้านี้

ที่มา - BBC News, Financial Times

Eric Schmidt ขายหุ้นกูเกิลมูลค่า 1,450 ล้านดอลลาร์

Submitted by lew on Tue, 02/21/2012 - 13:51

หลังจาก Eric Schmidt ถอนตัวจากงานบริหารกูเกิลไป บทบาทของเขาในบริษัทก็น้อยลงเรื่อยๆ ล่าสุดเขาก็ยื่นแบบฟอร์มไปยังคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ โดยเป็นการขายหุ้นชนิด A ออกไป 2.4 ล้านหุ้น

หุ้นของกูเกิลนั้นแบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ ชนิด A กับชนิด B โดยชนิด B นั้นมีเสียงโหวต 10 เสียง การขายครั้งนี้ในแง่เสียงโหวตแล้วจึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก หุ้นที่อยู่ในมือ Schmidt ยังมีเสียงโหวตถึง 7.3% มูลค่ารวมกว่าสี่พันล้านดอลลาร์ โดยเขาให้เหตุผลของการขายว่าต้องการกระจายการลงทุนออกไป

แต่ความกังวลของผู้ถือหุ้นว่า Schmidt อาจจะหมดใจกับกูเกิลไปแล้วและอาจจะหางานอย่างอื่นทำต่อไปก็คงมีอยู่ โดยเฉพาะในช่วงหลังๆ ที่เขาไม่ได้ค่อยได้มีบทบาทอะไรอีก

ที่มา - The Register

ญี่ปุ่นขาดดุลย์การค้าเป็นประวัติการณ์จากการหยุดใช้นิวเคลียร์, ขึ้นภาษีลดงบประมาณขาดดุลย์

Submitted by lew on Mon, 02/20/2012 - 23:34

Tags 

Japan, Nuclear, Energy, Tax

อาการของเศรษฐกิจญี่ปุ่นหลังภัยพิบัติอาจจะหนักกว่าที่เราคิด เมื่อตัวเลขการส่งออกลดลงทั้งปี 9.3% ขณะที่ยอดนำเข้ากลับเพิ่มขึ้นถึง 9.8% จากการนำเข้าน้ำมันเพราะการหยุดใช้เตาปฎิกรณ์นิวเคลียร์เกือบทั้งหมด 54 เตาหลังเกิดแผ่นดินไหวเมื่อปีที่แล้ว เหลือเพียง 2 เตาที่ยังทำงานอยู่ ส่งผลให้การนำเข้าเชื้อเพลิงฟอซซิลทุกประเภทพุ่งสูงขึ้นในทันที ขณะที่ค่าเงินเยนกลับแข็งค่าขึ้น ทำให้ยอดส่งออกลดลง

เตาปฎิกรณ์ทั้งหมดต้องถูกปิดเพื่อตรวจสอบความปลอดภัยซ้ำ แม้แต่สองเตาที่กำลังทำงานอยู่เองก็มีคิวปิดทำงานในเดือนเมษายนนี้ ปัญหาค่าเชื้อเพลิงจึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ญี่ปุ่นต้องฝ่าฟันต่อไป

ที่มา - BBC, Google News

พร้อมๆ กับภาวะขาดดุลย์การค้า ญี่ปุ่นเองมีปัญหาเรื่องหนี้สาธารณะอยู่มากถึง 228% ของ GDP รวมทั้งหมด 315 ล้านล้านบาท ขณะที่เงินบำนาญผู้สูงอายุในญี่ปุ่นนั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้แตะระดับ 1 ล้านล้านเยน หรือ 378,000 ล้านบาทต่อปีเข้าไปแล้ว และคาดว่าในปี 2060 จะมีประชากรที่อยู่ในช่วงอายุรับเงินบำนาญถึง 40% ของประชากรประเทศ

ทางแก้ในช่วงนี้คือการขึ้นภาษีการขายอีกเท่าตัว จาก 5% จะขึ้นเป็น 8% ในปี 2014 และ 10% ในปี 2015

ที่มา - BBC

Blltz's picture

ลัมโบกินี่เผยเศรษฐกิจในจีนชะลอตัว กระทบยอดขายรถหรู

Submitted by Blltz on Mon, 02/20/2012 - 02:48

หลายคนคงรู้จักกันดีกับลัมโบกินี่ หรือแบรนด์ผลิตรถหรูโลโกกระทิงป่าจากอิตาลี ที่ช่วงหลังกอบโกยเงินไปได้มหาศาลจากจำนวนของเศรษฐีในประเทศจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเมื่อปีที่แล้วมียอดขายเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 70 และโตต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่าสองปีแล้ว

แต่ในปี 2012 นี้ Christian Mastro ผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้สัมภาษณ์กับ Businessweek ทางโทรศัพท์ว่า "ผู้คนที่สามารถใช้จ่ายเงินในส่วนนี้ได้จำกัดลง และมีบางสิ่งที่ทำให้คนพวกนั้นเริ่มหยุดรอ" เช่นเดียวกับทางฝั่งของ Torsten Mueller-Oetvoes ซีอีโอของโรลส์-รอยซ์ แบรนด์รถหรูอีกเจ้าที่ให้เหตุผลใกล้เคียงกันว่าการเติบโตของตลาดรถหรูในจีนจะไม่โตแรงๆ เหมือนก่อนหน้า เนื่องมาจากยอดขายรถยนต์ปีที่แล้วเริ่มชะลอตัว หลังจากสิ้นสุดมาตรการกระตุ้น รวมถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจที่เริ่มผ่อนลงมาแล้วด้วย

อย่างไรก็ตามลัมโบกินี่ตั้งเป้าว่าในปีนี้จะเร่งยอดขายให้ได้เพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 20 ถึง 30 โดยมีแผนเร่งผลิตรถรุ่น Aventadors (คันละประมาณสิบล้านบาท ไม่รวมภาษี!) ส่งมอบให้ผู้สั่งจองได้ตามเป้า ส่วนตลาดรถหรูในจีนปีนี้คาดว่าจะโตอีกราวร้อยละ 25 ไปอยู่ที่ประมาณ 2,000 คันในปีนี้ นับเป็นสองเท่าของปี 2011 เลยทีเดียว

ส่วนเบอร์สองในจีนอย่างออดี้ ที่เพิ่งถูกคว่ำลงจากบัลลังก์ไปหมาดๆ ตอนนี้ยังไม่มีการประกาศแผนในปีนี้เป็นพิเศษ

ที่มา - Businessweek

อิตาลีเตรียมเลิกสิทธิพิเศษทางภาษีของศาสนจักร

Submitted by chayaninw on Sun, 02/19/2012 - 11:07

Tags 

Italy, Tax, Church

รัฐบาลอิตาลีได้ประกาศแผนที่จะยกเลิกสิทธิพิเศษทางภาษีกับศาสนจักร และกลับมาเก็บภาษีโรงเรือนกับทรัพย์สินของศาสนจักรที่มีการใช้งานทางการค้า

ที่ผ่านมา สถานที่ทางศาสนานั้นได้รับการยกเว้นการจ่ายภาษี แม้ว่าส่วนหนึ่งของสถานที่มีการใช้ประกอบกิจการเชิงพานิชย์ เช่น ร้านค้า โรงแรม คลินิกเอกชน เป็นต้น หากกฎหมายใหม่นี้ผ่านสภา สถานที่ที่มีการใช้ประกอบกิจการอื่นๆ ก็จะต้องถูกเก็บภาษีตามกฎหมาย คาดกันว่า ภาษีที่ศาสนจักรจะต้องจ่ายนั้นจะอยู่ระหว่าง 650-2600 ล้านยูโร

กระแสนโยบายรัดเข็มขัดที่กระทบกับประชาชนโดยทั่วไปทำให้กระแสความไม่พอใจอภิสิทธิ์ของศาสนจักรเริ่มก่อตัวมากขึ้น โดยมีคนลงชื่อออนไลน์เรียกร้องให้ยกเลิกสิทธิพิเศษทางภาษีนี้มากกว่า 130,000 คน

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการยุโรปก็เริ่มเข้ามาสอบสวนอิตาลีว่า การให้อภิสิทธิ์ทางภาษีทรัพย์สินของศาสนจักรนั้นเข้าข่ายบิดเบือนการแข่งขันหรือไม่

ที่มา - Reuters, The New York Times, BBC News, The Globe and Mail

รักไม่มีพรมแดน รายงาน Pew ฉบับล่าสุดระบุ การแต่งงานข้ามเชื้อชาติในสหรัฐฯ มีมากขึ้น

Submitted by lew on Fri, 02/17/2012 - 02:47

Tags 

Social, USA, Marriage

รายงานจาก Pew Research Center ได้แสดงถึงความเปลี่ยนแปลงของสังคมสหรัฐฯ ที่พบการแต่งงานข้ามเชื้อชาติที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

  • การแต่งงานข้ามเชื้อชาติเพิ่มขึ้นเป็น 15% ในปี 2010 เทียบกับ 6.7% ในปี 1980 ทำให้สัดส่วนคู่สมรสข้ามเชื้อชาติเพิ่มเป็น 8.4% จาก 3.2% ในช่วงเวลาเดียวกัน
  • เชื้อชาติที่มีการแต่งงานข้ามไปยังเชื้อชาติอื่นๆ มากที่สุดคือเอเชีย (28%), สเปน (26%), คนผิวดำ (17%), และคนผิวขาว (9%)
  • เมื่อแบ่งตามเพศ พบว่าคนผิวดำที่แต่งงานข้ามเชื้อชาตินั้นมักเป็นชาย (24%) เทียบกับหญิง (9%) ขณะที่คนเอเชียนั้นกลับกันคือหญิงที่แต่งงานข้ามเชื้อชาติสูงกว่า (36%) ชาย (17%) ขณะที่กลุ่มเชื้อชาติสเปนและคนผิวขาวนั้นตัวเลขไม่ค่อยต่างกัน
  • รายได้ของคู่แต่งงานนั้นเปลี่ยนไปตามเชื้อชาติ เช่น ครอบครัวชายเอเชียแต่งงานกับหญิงผิวขาวนั้นมีรายได้เฉลี่ยสูงสุด (71,800 ดอลลาร์ต่อปี) ตามมาด้วยครอบครัวชายผิวขาวแต่งงานกับหญิงเอเชีย (70,592 ดอลลาร์ต่อปี) ขณะที่ครอบครัวชายผิวขาวที่แต่งงานกับหญิงชาติอื่นๆ นั้นมีรายได้รวมสูงกว่าการแต่งงานกับคนผิวขาวด้วยกัน
  • ในแง่ของการยอมรับนั้นสังคมให้การยอมรับคู่ต่างเชื้อชาติมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นการยอมรับคู่ผิวขาวและผิวดำนั้นมีเพียง 48% ในปี 1987 แต่ในปี 2009 นั้นเพิ่มขึ้นมาเป็น 83%

รายงานยังมีการนำเสนอตัวเลขอื่นๆ อีกมา สามารถอ่านฉบับเต็มได้ในที่มาครับ

ที่มา - Pew Research Center

arjin's picture

เรื่องหนึ่งที่แอปเปิลสู้ไมโครซอฟท์กับกูเกิลไม่ได้ - การบริหารผลตอบแทนการลงทุน

Submitted by arjin on Wed, 02/15/2012 - 15:45

ในด้านตัวเลขทางการเงินแล้วสิ่งที่บริษัทแอปเปิลถูกจับตามองอย่างมากคือเงินสดอันล้นเหลือ ซึ่งในรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ผ่านมานั้นมีสูงถึง 9.76 หมื่นล้านดอลลาร์แล้ว และคาดว่า ณ ขณะนี้แอปเปิลน่าจะมีเงินสดเกินแสนล้านดอลลาร์แล้ว จึงเกิดคำถามยอดนิยมในช่วงที่ผ่านมาจากผู้ถือหุ้นและนักวิเคราะห์ว่าแอปเปิลจะเอาเงินไปทำอะไรต่อ โดยที่ผ่านมาแอปเปิลยังปฏิเสธที่จะจ่ายออกมาเป็นเงินปันผล บอกแค่เพียงต้องเก็บไปใช้ลงทุนยามจำเป็น ถ้าเช่นนั้นแล้วทุกวันนี้เงินมหาศาลก้อนนี้แอปเปิลทำอะไรกับมันอยู่?

Richard Leong จากสำนักข่าว Reuters ได้ทำการตรวจสอบการบริหารเงินสดของแอปเปิลเพราะสำหรับบริษัทใดๆ ก็ตามแล้ว พวกเขาจะนำเงินสดส่วนที่เหลือใช้ไปเก็บไว้ในการลงทุนต่างๆ แทนที่จะฝากบัญชีธรรมดาซึ่งก็พบความน่าสนใจดังนี้ครับ

ในงบการเงินประจำปีสิ้นสุดเดือนกันยายนปี 2011 แอปเปิลรายงานว่าบริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 8.16 หมื่นล้านดอลลาร์ และสามารถสร้างผลตอบแทนจากการนำเงินสดไปลงทุนได้เพียง 0.77% เท่านั้น แต่ยังเยอะกว่าผลตอบแทนปี 2010 ที่อยู่ที่ 0.75% โดยถ้าย้อนไปช่วงปี 2009 นั้นแอปเปิลสามารถสร้างผลตอบแทนการลงทุนได้ถึง 3.44% ซึ่งอ่านถึงตรงนี้ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าผลตอบแทนปีที่ผ่านมานี้ช่างน้อยยิ่งนัก ลองเทียบกับฝากประจำระยะเวลา 1 ปีของธนาคารพาณิชย์ในไทยเฉลี่ยแล้วยังได้เยอะกว่านี้เลย

BitTorrent มีผลกับภาพยนตร์ที่เปิดตัวในต่างประเทศช้า

Submitted by lew on Sun, 02/12/2012 - 11:45

การแชร์ไฟล์ผ่านเครือข่ายอย่าง BitTorrent นั้นเป็นเป้าให้กับเจ้าของลิขสิทธิ์ว่าเป็นต้นเหตุแห่งการละเมิดลิขสิทธิ์มาโดยตลอด งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมินเนโซตา ได้ศึกษาว่าโปรโตคอลนี้เป็นสาเหตุแห่งการละเมิดลิขสิทธิ์จริงหรือไม่ โดยเปรียบเทียบอัตราการลดลงของรายได้ภาพยนตร์ที่เข้าฉายในต่างประเทศช้ากว่าสหรัฐฯ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วระยะเวลาที่เข้าฉายช้าลงจะทำให้รายได้นั้นลดลงไปตามระยะเวลา

รายงานระบุว่าหลังจากปี 2004 ช่วงเวลาที่เข้าฉายในต่างประเทศช้าลง ทำให้รายได้ของภาพยนตร์ในต่างประเทศลดลงรวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะภาพยนตร์ในหมวด Sci-Fi นั้นมีอัตราการลดลงของรายได้อยู่ที่ 2% ต่อสัปดาห์ที่ฉายช้ากว่าสหรัฐฯ หลังจากปี 2004 เป็นต้นมา ขณะที่ก่อนหน้านั้นอัตราการลดลงของรายได้อยู่ที่ 0.7% เท่านั้น ขณะที่ภาพยนตร์หมวดอื่นๆ ก็ได้รับผลกระทบในรูปแบบเดียวกันแต่เบากว่าโดยรวมแล้วหลังปี 2004 เป็นต้นมา อัตราการลดลงของรายได้เพิ่มขึ้น 0.7% จากช่วงก่อนหน้า โดยตัวงานวิจัยได้ข้อสรุปว่าการเปิดตัวภาพยนตร์ในต่างประเทศให้เร็วขึ้น น่าจะเป็นวิธีการที่ได้ผลสำหรับการต่อสู้กับการละเมิดลิขสิทธิ์

เรื่องน่าสนใจคืองานวิจัยนี้ใช้ปี 2004 เป็นจุดตัดโดยอ้างว่าเป็นปีหลังการเปิดตัว BitTorrent ทั้งที่ BitTorrent เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2001 และควรระวังว่างานวิจัยนี้ยังอยู่ในขั้นร่างเท่านั้น

ที่มา - SSRN, TorrentFreak

[Valentine's Special] อีกด้านของช็อกโกแลต: ความขมเบื้องหลังรสหวานโรแมนติก

Submitted by terminus on Sat, 02/11/2012 - 20:34

ของหวานประจำเทศกาลวาเลนไทน์จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจาก "ช็อกโกแลต" รสและกลิ่นอันหอมหวานดุจดั่งประทานมาจากสรวงสวรรค์ของช็อกโกแลตสร้างความประทับใจให้กับคู่รักทั่วโลกมานักต่อนัก (ตรงนี้ผมไม่ได้ล้อเล่นนะ ชื่อวิทยาศาสตร์ของต้นโกโก้ซึ่งเมล็ดเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิดช็อกโกแลต คือ Theobroma cacao คำว่า Theobroma เป็นภาษาละตินแปลว่า "อาหารของเทพ")

ความต้องการช็อคโกแลตของตลาดต่อปีนั้นสูงเสียจนผลิตกันแทบจะไม่พอเลยทีเดียว ในปี 2009 สหราชอาณาจักร -ประเทศผู้ซื้อช็อกโกแลตอันดับหนึ่งของโลก- นำเข้าช็อกโกแลตคิดเป็นมูลค่ากว่า 1.285 ล้านเหรียญสหรัฐฯ บริษัทขายช็อกโกแลตใหญ่ๆ อย่าง Nestlé, Hershey, หรือ Mars ปีหนึ่งๆ มีรายได้ระดับหลักพันล้านเหรียญสหรัฐฯ กันถ้วนหน้า นักวิเคราะห์บางคนคาดว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า ช็อคโกแลตจะแพงกว่าไข่ปลาคาเวียร์ด้วยซ้ำไป

แต่ใครจะรู้บ้างว่าเบื้องหลังของความหอมหวานนั้นเต็มไปด้วยความขมขื่นและทุกข์ระทมขนาดไหน หากเราเปรียบว่าช็อกโกแลตเป็นอาหารจากสวรรค์แล้ว ต้นทางการผลิตของเมล็ดโกโก้ก็คงไม่ต่างจากนรกสักเท่าไร

Blltz's picture

โกดักประกาศเตรียมเลิกขายกล้อง หันไปเน้นธุรกิจพิมพ์รูปภาพแทน

Submitted by Blltz on Thu, 02/09/2012 - 22:50

หลังจากที่บริษัทผลิตฟิล์มชื่อดังอย่างโกดักเพิ่งยื่นขอล้มละลายไปเมื่อเดือนที่แล้ว ก็เริ่มเข้าสู่กระบวนการปรับแผนในบริษัทเพื่อลดรายจ่าย โดนส่วนแรกที่ถูกยุบทิ้งก่อนเลยก็คือแผนกของกล้องดิจิทัล และวิดีโอ ซึ่งคาดว่าจะช่วยประหยัดเงินให้บริษัทมากถึง 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี และยังสามารถทำเงินได้จากการขยายการขายไลเซนส์สิทธิบัตรในประเภทอุปกรณ์สำหรับถ่ายภาพอีกด้วย

ส่วนที่โกดักจะเน้นต่อไปคือธุรกิจในส่วนของผู้บริโภค อาทิ การพิมพ์รูปภาพทั้งแบบออนไลน์ และตามร้าน รวมไปถึงเครื่องปริ้นท์ อุปกรณ์เสริมกล้องถ่ายรูป แบตเตอรี่ และแอพบนเฟซบุ๊กด้วย ในส่วนของภาคธุรกิจก็เน้นเกี่ยวกับการพิมพ์รูปภาพเช่นกัน แต่จะเพิ่มเติมในส่วนของการให้บริการ กราฟิก และฟิล์มเข้าไปด้วย

ท้ายนี้โกดักพูดถึงธุรกิจดิจิทัลว่าทำเงินได้ถึงสามในสี่ของรายได้ทั้งหมดแล้ว

ที่มา - The Wall Street Journal

Pages

Subscribe to Front page feed